ตอนที่ 21 จดหมายจากแดนไกล
ในตอนนี้ฟู่เยี่ยนและคนอื่นไม่รู้เลยว่าหวังซู่เหมยกำลังรอพวกเขาอยู่ดังนั้นพวกเขาจึงหาวัตถุดิบเพื่อทำเหล้าองุ่นต่อ
ซึ่งวันนี้พวกเขาต้องขึ้นไปบนูเาเพื่อตัดต้นโอ๊กมาทำถังบรรจุเหล้าองุ่น
ฟู่เยี่ยนจึงถือโอกาสนี้ตามพ่อและพี่ชายของเธอไปโดยเธอและฟู่เหมี่ยวนั้นก็ได้ออกไปหาองุ่นต่อ
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้พบกับบลูเบอร์รี่ลูกเล็กที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้าเธอจึงได้ดึงหญ้าพวกนั้นออก ก่อนจะพบกับบลูเบอร์รี่มากมายอยู่ที่นั่น !
ฟู่เยี่ยนจึงหยิบมันขึ้นมาลูกหนึ่งก่อนจะลองชิมมันดูทันใดนั้นเอง ความหวานก็ได้กระจายไปทั่วทั้งปากของเธอ ซึ่งบลูเบอร์รี่นั้นถือว่าเป็ผลไม้ราคาแพงมากๆ ในชีวิตก่อนของเธอ บลูเบอร์รี่แค่กล่องเล็กในซุปเปอร์มาร์เก็ตกลับมีราคาหลายสิบหยวนเลย
“ดูนี่สิคะเราเอามันกลับไปที่บ้านด้วยดีไหม บางทีมันอาจใช้ทำเหล้าองุ่นได้นะคะ” ฟู่เยี่ยนหันไปพูดกับฟู่เหมี่ยวที่กำลังเก็บผักอยู่ข้าง ๆ
“มันจะทำได้จริง ๆ เหรอ? ” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ทำไมจะไม่ได้กันล่ะเราเอามันกลับไปลองทำกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาพร้อมกับคิดถึงเหล้าบลูเบอร์รี่ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวอยู่
แม้ว่ารสชาติของมันจะไม่ได้ดีเท่ากับเหล้าที่ทำจากองุ่นแต่ก็ยังมีรสชาติที่เป็เอกลักษณ์แฝงอยู่
ซึ่งเธอไม่คิดเลยว่าจะมีบลูเบอร์รี่ป่าอยู่บนูเาด้วยแม้ว่ามันจะไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่เหมือนกับที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตแต่ก็ไม่ได้ส่งผลกับการทำเหล้าเลย
นอกจากนี้ทุกอย่างสามารถทำได้อยู่แล้ว ขอแค่ลงมือทำมัน !
ทันใดนั้นเองทั้งสองพี่น้องก็ได้หยิบตะกร้าขึ้นมาและเริ่มเก็บบลูเบอร์รี่ทันทีจนกระทั่งฟู่ต้าหย่งเรียก ตอนนี้พวกเขาได้ตัดต้นไม้เสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังจะกลับบ้าน
ซึ่งตอนนี้พระอาทิตย์ก็กำลังจะลับทิวเขาแล้วเมื่อทุกคนกลับมาถึงหน้าประตูบ้านก็พบกับหวังซู่เหมยที่กำลังรอพวกเขาอยู่ด้วยสีหน้าที่วิตกกังวล
“ทำไมคุณถึงได้กลับมาช้าแบบนี้กันล่ะตอนนี้เรากำลังมีปัญหา แต่ฉันกลับปรึกษาใครไม่ได้เลย”
หลังจากที่พูดคุยเกี่ยวกับเื่นี้ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกเป็กังวลขึ้นมาทันทีทำไมค่ำป่านนี้แล้วฟู่เซินถึงยังไม่กลับบ้านอีก
“เสี่ยวมู่ชักจะเถลไถลใหญ่แล้วนะ หากจะกลับบ้านดึกทำไมไม่บอกกันก่อน กลับมาแม่จะเฆี่ยนให้เข็ดเลยคอยดู”
ฟู่ต้าหย่งรู้จักนิสัยภรรยาของเขาดีก่อนจะเปลี่ยนเื่คุยโดยพูดขึ้นว่า “แล้วเอ้อขุยมาที่บ้านของเราหรือเปล่า? ”
ขณะที่หวังซู่เหมยกำลังจะตอบนั้นฟู่เซินก็ได้วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับพายุทอร์นาโด
“เสี่ยวฉุ่ยรีบไปเอาน้ำให้ฉันหน่อยสิ ฉันหิวน้ำมาก ๆ เลย ! ” ในตอนนี้เนื้อตัวของฟู่เซินเต็มไปด้วยเหงื่อ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เหมี่ยวก็ชำเลืองมองไปที่เขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตักน้ำมาให้พี่ชายฝาแฝดของเธอ
หลังจากที่ดื่มน้ำเสร็จฟู่เซินก็หายเหนื่อยกลับมาเป็ปกติ และตอนนี้ก็ถึงเวลาทานมื้อเย็นแล้ว
ส่วนหวังซู่เหมยนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปเธอจึงได้เล่าถึงสิ่งที่เหอฟางบอกตอนที่ทุกคนกำลังทานข้าว
หลังจากที่เธอพูดจบฟู่เซินก็ได้พูดต่อ โดยที่เขาเองก็ได้รับข่าวพวกนี้มาเช่นกัน
“เพื่อนร่วมชั้นของผมที่ชื่อว่าหลิวผิงได้บอกกับผมว่าเขากับผู้หญิงที่ชื่อหลิวต้าหนีคนนั้นมาจากครอบครัวเดียวกัน หลิวต้าหนีคนนั้นเป็พี่สาวคนละแม่ของเขาแต่เขาก็ไม่ได้สนิทกับเธอมากนัก”
“เขารู้เรื่อที่หลิวต้าหนีเพิ่งจะมีงานหมั้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยครับ และเขายังได้ยินมาอีกว่าพี่เขยของเขาเป็คนที่ขยันทำงานและเก่งมาก ๆอีกด้วย”
“จนหลิวผิงเองก็รู้สึกสับสนไปเหมือนกันว่าทำไมถึงยังมีคนรักหลิวต้าหนีได้เขาบอกว่าเธอ…...” ฟู่เซินมองไปรอบ ๆก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่เสี่ยวฮั่ว พร้อมท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย
“เสี่ยวฮั่วช่วยเอากระเทียมมาให้ฉันหน่อยได้ไหม”
เมื่อเห็นท่าทางของเขาแล้วฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่อยากจะให้เธอได้ยินคำพูดพวกนั้นเธอจึงได้ลุกไปยังห้องครัวอย่างว่าง่ายแต่ทว่าหูของฟู่เยี่ยนก็ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน
“แม้ว่าหลิวต้าหนีจะมีหน้าตาที่ไม่ค่อยดูดีมากนักแต่ผมได้ยินมาว่าเธอผ่านผู้ชายมาหลายคนแล้ว”ฟู่เซินพูดออกมาเบา ๆ
หลังจากที่พูดจบเขาก็ถูกแม่ของเขาตีทันที “ทำไมถึงกล้าพูดเื่แบบนี้กัน ! ”
“แม่ครับผมก็แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อย
“แม่ครับผมคิดว่าผู้หญิงที่พี่ิจื่อพูดถึงตอนที่เขานัดดูตัวนั้นจะต้องเป็หลิวเอ้อหนี น้องสาวของหลิวต้าหนีอย่างแน่นอน! ” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
“นายรู้ได้อย่างไร ? ” ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ก็ได้พูดแทรกขึ้นมา
“ฉันได้ยินมาว่าพี่ชายของหลิวเอ้อหนีก็กำลังจะแต่งงานเหมือนกันแต่หลิวเหล่าซื่อพ่อของเธอหาเงินสินสอดไม่ได้ เพราะย่าของเธอเป็คนเก็บเงินทั้งหมดเอาไว้”
“ดังนั้นเพื่อเห็นแก่พี่ชายของเธอ หลิวเอ้อหนีจึงต้องยอมนัดดูตัวแทนหลิวต้าหนี”
หวังซู่เหมยชำเลืองมองไปที่ลูกชายของเธอพลางคิดอยู่ในใจว่าทำไมลูกชายของเธอถึงได้รู้เื่ของคนอื่นละเอียดขนาดนี้
“นายรู้เื่ทั้งหมดนี้มาจากหลิวผิงอย่างนั้นเหรอ! ”ฟู่เหมี่ยวรู้สึกสงสัยเป็อย่างมากว่าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันกับเธอจะเป็แบบนี้ทุกคนหรือเปล่า
ฟู่เยี่ยนเองก็มองไปที่พี่ชายของเธอด้วยความประหลาดใจเช่นกัน! พร้อมกับรู้สึกว่าเขานั้นเป็สายลับที่สมบูรณ์แบบมาก ๆ อีกด้วย
หลังจากที่หวังซู่เหมยได้รู้ถึงเื่ราวทั้งหมดแล้วเธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าหลานชายของเธอกำลังถูกหลอกให้แต่งงานแต่สิ่งที่เธอยังคงไม่เข้าใจก็คือทำไมพี่สะใภ้ของเธอถึงเห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้กันล่ะ
โชคดีที่แม่ของเธอกำลังจะพาพี่สะใภ้และหลานชายของเธอมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้และเื่ราวทุกอย่างก็จะต้องคลี่คลายในที่สุดส่วนความคิดของฟู่เยี่ยนที่จะใช้บลูเบอร์รี่มาทำเหล้านั้นหวังซู่เหมยเห็นด้วยเป็อย่างมาก
“เสี่ยวฮั่วบลูเบอร์รี่เหล่านี้เป็ผลไม่ที้วิเศษมากเลยล่ะ มันมีลักษณะคล้ายกับองุ่นมาก ๆแต่แค่มันอาจจะมีขนาดที่เล็กกว่าและมีน้ำน้อยกว่าเท่านั้นส่วนเื่อื่นไม่ได้ด้อยไปกว่าองุ่นเลยนะ” หวังซู่เหมยพูด
ที่จริงแล้วฟู่เยี่ยนแค่คิดว่าหากน้ำของบลูเบอร์รี่มีน้อยเกินไปเธอก็สามารถเติมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปได้ ซึ่งมันอาจจะมีรสชาติดีกว่าเหล้าองุ่นเสียด้วยซ้ำ
เพราะบลูเบอร์รี่ที่เธอเก็บวันนี้เพียงพอสำหรับทำเหล้าแค่ขวดเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งหากมันประสบความสำเร็จขึ้นมาจริง ๆค่อยมาปรับพื้นที่ในสวนแล้วค่อยย้ายบางส่วนมาปลูก
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ได้ลงมือทำทันที ทั้งสองได้เลือกบลูเบอร์รี่อย่างพิถีพิถันก่อนจะล้างมันและผึ่งเอาไว้ให้แห้ง เพื่อรอที่จะนำไปบดในพรุ่งนี้เช้า
ซึ่งแน่นอนว่าขั้นตอนสำคัญนี้ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเธอแต่เป็หวังซู่เหมยนั่นเองที่เป็คนทำขึ้นตอนนี้
ขั้นตอนที่ฟู่เยี่ยนและพี่สาวของเธอทำนั้นเป็เพียงขั้นตอนเริ่มต้นเมื่อหวังซู่เหมยทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้ฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครเห็น เอามันเข้าเก็บไว้ในดินแดนต่างมิติของเธอ
ขณะที่กำลังจะเข้านอนฟู่เหมี่ยวก็ได้เล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณยายให้กับฟู่เยี่ยนฟัง
“เธอคิดว่าป้าสะใภ้จะรู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงที่นัดดูตัวกับพี่ิจื่อนั้นไม่ใช่คนดี? ” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า “หนูคิดว่าไม่รู้นะ”
“แต่วันนั้นพี่ิจื่อดูน่าสงสารมากเลยนะ ทำเอาฉันเกือบจะร้องไห้เลยล่ะ” ฟู่เหมี่ยวและคนอื่นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกพี่ลูกน้องของพวกเธอมากส่วนหวังิเหล่ยเองก็ดีกับน้องสาวของเขามาั้แ่เด็ก ๆ แล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตามในความทรงจำของฟู่เยี่ยนนั้น ยังคงจำเื่ราวต่าง ๆเกี่ยวกับลูกพี่ลูกน้องของเธอได้เป็อย่างดี
“วันนี้คุณแม่ดูเป็กังวลมากเลยนะคะไม่รู้ว่าในวันพรุ่งนี้ หากป้าสะใภ้และพี่ิจื่อมาถึงแล้วเื่ทั้งหมดจะเป็อย่างไร”ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเื่นี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับฟู่เหมี่ยว
“ฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ทำตัวแบบหลิวต้าหนีมาก่อนเลย” ฟู่เหมี่ยวคิดถึงคำพูดของฟู่เซินขึ้นมาอีกครั้ง และยิ่งรู้สึกรังเกียจผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นไปอีก
ฟู่เหมี่ยวไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเธอมักจะรู้สึกว่าน้องสาวของเธอนั้นมีความคิดที่เป็ผู้ใหญ่มาก ๆ
ในตอนนี้เธอรู้สึกว่าอารมณ์ของเสี่ยวฮั่วได้เปลี่ยนไปเป็อย่างมากหลังจากที่น้องสาวของเธอล้มศีรษะกระแทกพื้นและรอดมาได้ ไม่ว่าปัญหาใด ๆเสี่ยวฮั่วก็สามารถแก้ไขมันได้อย่างใจเย็นเสมอ
หลังจากที่คุยกันอยู่ครู่หนึ่งทั้งสองก็ได้เข้านอน
หวังซู่เหมยเองก็เข้านอนแล้วเช่นกันแต่ทว่าเธอก็ยังคงนอนไม่หลับ และรู้สึกว่าเธอลืมอะไรบางอย่างไป
ทันใดนั้นเองเธอก็ได้ลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับตบไปที่ต้นขาของตัวเองก่อนจะรีบควานหาในกล่องใบหนึ่ง
“นี่มันก็ดึกแล้วนะคุณกำลังจะทำอะไรกัน”ฟู่ต้าหย่งที่หลับไปแล้วก็ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ในวันที่คุณพาเสี่ยวฮั่วไปขายเหล้าองุ่นในเมืองฉันได้รับจดหมายจากพี่รองของคุณด้วยล่ะ แต่เป็เพราะคุณขายเหล้าองุ่นจนหมดฉันก็เลยดีใจจนลืมบอกเื่นี้ไปเลย”
ฟู่ต้าหย่งจึงลุกขึ้นมาก่อนจะหยิบจดหมายฉบับนั้นไป มันเป็จดหมายของฟู่ต้าจวง ซึ่งเนื้อหาในจดหมายนั้นเป็เื่เกี่ยวกับฟู่เหล่าชวน
นอกจากนี้ เขายังบอกอีกด้วยว่าเขาจะกลับมาเยี่ยมบ้านในต้นเดือนหน้าและจะมาจัดการปัญหาเกี่ยวกับพ่อของเขาอีกด้วย
ฟู่ต้าหย่งไม่คิดเลยว่าพ่อของเขาจะไปยุยงให้ฟู่ต้าจวงมาทะเลาะกับเขาแบบนี้ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกโกรธเป็อย่างมาก
เขาไม่คิดเลยว่าพ่อแท้ๆ ของเขากำลังจะสร้างความแตกแยกระหว่างลูก ๆ ของตัวเองแบบนี้
หากฟู่ต้าจวงเลือกที่จะฟังคำพูดของผู้เป็พ่อจริงๆ และหากเขาไม่ได้อธิบายให้กับน้องชายทั้งสองคนของเขาฟังไว้ั้แ่แรกมันจะเกิดอะไรขึ้นกัน ?
หวังซู่เหมยมองไปยังฟู่ต้าหย่งที่กำลังอ่านจดหมายอยู่อย่างเงียบๆ เมื่อเห็นถึงสีหน้าที่ซีดเผือดของสามี เธอก็รู้สึกตื่นตระหนกตามไปด้วยเช่นกัน
“คุณคะมันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ ? มีอะไรเกิดขึ้นกับต้าจวงหรือเปล่า ? คุณอย่าทำให้ฉันกลัวแบบนี้ได้ไหม? ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าหย่งก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะพูดออกไปด้วยท่าทีที่สบาย ๆ ว่า “ไม่มีอะไรหรอกต้าจวงได้เขียนจดหมายมาบอกผมว่า่ต้นเดือนหน้าเขาจะกลับมาเยี่ยมพวกเรา”
ทว่าหวังซู่เหมยนั้นยังคงไม่เชื่อเธอจึงได้หยิบจดหมายมาอ่านเอง
แต่ยังไม่ทันที่จะอ่านจบเธอก็ได้โยนจดหมายฉบับนั้นทิ้งไปด้วยความโกรธ
“ทำไมกันทั้งที่พ่อของคุณก็มีชีวิตที่ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ?หรือว่าเขาจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจหากไม่ได้สร้างปัญหาให้กับพวกเรา !จะต้องเป็ผู้หญิงแซ่หนิวขี้อิจฉาคนนั้นแน่ ๆ ที่คอยยุยงเื่นี้ ! ”
“โชคดีนะที่ต้าจวงเป็คนดีหากเขาเข้าใจเื่นี้ผิดขึ้นมา จะต้องเกิดเื่ใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน ! ”
หวังซู่เหมยสาปแช่งฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาอยู่ในใจผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็รู้สึกว่าชาติที่แล้ว สามีของเธอไปทำบาปทำกรรมอะไรเอาไว้ถึงได้มาเจอพ่อแบบนี้ในชีวิตปัจจุบัน
“เอาเถอะพักผ่อนก่อนดีกว่า เอาไว้เราค่อยคุยเื่นี้เมื่อต้าจวงกลับมาก็แล้วกัน ถึงอย่างไรเราก็ไม่สามารถปิดบังเื่นี้กับน้องๆ ของคุณได้แล้ว”
“หากปล่อยให้พวกเขาถูกพ่อของคุณยุยงอีกล่ะก็มันจะต้องไม่จบไม่สิ้นอย่างแน่นอน ! ”
“อืมถ้าอย่างนั้นเราก็เข้านอนกันดีกว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเอาไว้เราจะคุยเื่นี้เมื่อต้าจวงกลับมาก็แล้วกัน ! ”ฟู่ต้าหย่งและภรรยามองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมา และเข้านอนไปในที่สุด
ฟู่ต้าหย่งรู้สึกละอายใจเป็อย่างมากที่เขามีพ่อแบบนี้ในขณะที่หวังซู่เหมยเองก็รู้สึกเป็ทุกข์เช่นกันที่ครอบครัวของเธอยังคงพบเจอกับปัญหาไม่จบไม่สิ้น
เมื่อไหร่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเสียที!