บทที่ 30 เธอยังเด็กเกินไป
ลั่วโหวเดินเข้าไปใกล้ เขาเห็นอาจารย์เถียนมีใบหน้าแดงก่ำ และกัดริมฝีปากอยู่
“เกิดอะไรขึ้นครับ?” ลั่วโหวถามด้วยท่าทางเหมือนไม่รู้เื่ “ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้”
อาจารย์เถียนเหลือบตามองเขาอย่างขุ่นเคือง “วันนี้นายกลับไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมา ฉันจะกินยาแผนปัจจุบันเพื่อรักษาตัวเอง รอจนหายดีแล้ว นายค่อยมาสั่งยาจีนให้ฉันอีกที ไม่ต้องเรียนการหมุนเวียนลมปราณหรือนวดอะไรแล้ว”
ลั่วโหวมีความรู้สึกดี ๆ ต่ออาจารย์เถียน เขาชื่นชอบรูปลักษณ์และบุคลิกภาพของเธอ จึงยิ้มแล้วพูดว่า “อาจารย์ครับ อย่าเป็แบบนั้นสิ จริง ๆ แล้วผมชอบอาจารย์นะ ผมชอบบุคลิกและรูปลักษณ์ของอาจารย์ ชอบผมยาวของอาจารย์ ชอบกลิ่นหอมจากตัวอาจารย์…”
พูดไปลั่วโหวก็นึกถึงคนรักในชาติก่อนของเขา คนรักที่ยินดีสละทุกอย่างเพื่อเขา
อาจารย์เถียนขัดจังหวะขึ้นมา “หยุดพูดเถอะ!”
ลั่วโหวหัวเราะ พลางจับไหล่ของเธอไว้ เขายิ้มแล้วพูดว่า “อาจารย์จะไม่ยอมให้ผู้ชายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะชอบสาวสวยคนหนึ่งเลยเหรอครับ?”
อาจารย์เถียนพ่นลมหายใจออกมาอย่างขุ่นเคือง แต่ก็มีรอยยิ้มแวบขึ้นมาบ้าง “เธอยังเด็กเกินไปที่จะมาคิดแบบนั้น!”
ความรักระหว่างชายหญิงนั้นไม่มีขีดจำกัดเื่อายุ
ลั่วโหวจับแก้มนุ่มนิ่มของอาจารย์เถียนด้วยใจของคนวัย 40 ปี พร้อมกับพูดว่า “ลุกขึ้นสิครับ ถ้าไม่ลุกขึ้นผมจะตีก้นนะ!”
อาจารย์เถียนผลักเขาออกไปอย่างแรง
ลั่วโหวจึงลากเธอให้ลุกขึ้นมา แล้วพูดต่อว่า “เรียนรู้วิธีการของขั้นแรกให้ดีนะครับ เมื่อเรียนจบแล้ว แม้แต่เดินผ่านตรอกมืด ๆ และพบพวกแก๊งอันธพาลรูปร่างใหญ่โตสักห้าหกคน อาจารย์ก็ไม่ต้องกลัวพวกเขาอีกต่อไป ถ้าอาจารย์ยังไม่อยากเรียน แล้วในอนาคตอาจารย์มาอ้อนวอนผม แม้แต่คุกเข่าคำนับขอเป็ศิษย์ ผมก็อาจจะไม่สอนอาจารย์เลยก็ได้”
ในใจของอาจารย์เถียนนั้น้าเรียนรู้เป็อย่างมาก เพราะทุกคนล้วนหวังให้ตนเองมีพลังมากขึ้น
……
หลังจากกลับถึงบ้านในคืนนั้น ลั่วโหวยังรู้สึกคัน ๆ ในใจและรู้สึกว่าฝ่ามือร้อนผ่าว จู่ ๆ เขาก็มีความคิดที่ไม่ดี ไม่รู้ว่าพี่สาว...
แต่แล้วเขาก็ผลักความคิดนั้นทิ้งไป
แน่นอนว่า แม้พ่อแม่จะยอมให้ลั่วโหวและลั่วเสวียนเป็แฟนกัน แต่พวกเขาก็ไม่อยากให้ทั้งสองคนสนิทสนมกันในตอนนี้
วันต่อมา ลั่วโหวและอาจารย์เถียนไปเยี่ยมหมอจ้าว เขาผ่าตัดเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ค่อยแข็งแรง
ลั่วโหวแนะนำให้เขาพักฟื้นให้ดี อย่างน้อยสามเดือนจึงค่อยหยุดยาแผนปัจจุบัน แล้วมาใช้ยาจีน
ขณะนั้นมีพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามา เมื่อเห็นพวกเขาสองคนแล้ว เธอก็พูดกับหมอจ้าวด้วยรอยยิ้ม “หมอจ้าว คุณเป็วีรบุรุษของโรงพยาบาลเราแล้วนะ มีหมอหลายคนตรวจร่างกายล่าสุดแล้วพบปัญหา”
หลังจากพยาบาลออกไป ลั่วโหวคิดขึ้นมาว่า ‘พื้นที่หน้าร้านยังว่างอยู่ประมาณสองร้อยตารางเมตร ทำไมไม่เปิดเป็คลินิกดีล่ะ ความรู้ทฤษฎีการแพทย์แผนจีนของฉันนับว่าดีที่สุดในประเทศจีน คงไม่มีใครกล้าพูดว่าดีที่สุดแล้ว แต่ฉันไม่มีเวลาดูแลคลินิกได้ตลอด เอาล่ะ ถามหมอจ้าวดูดีกว่า’
เมื่อถามหมอจ้าวว่าสนใจเปิดคลินิกหรือไม่ เขาตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ผมจะมีเงินมากพอหรือเปล่านะ นอกจากนั้นเทคนิคของผมยังไม่เพียงพอ และวิชาเอกของผมไม่ค่อยเหมาะที่จะไปนั่งคลินิกข้างนอก”
ลั่วโหวพูดว่า “บ้านของผมมีห้องแถวอยู่ และไม่ได้ให้ใครเช่า ผมเองก็มีแผนจะเปิดคลินิกอยู่แล้ว ผมคิดจะเปิดคลินิกที่ผสมผสานการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนปัจจุบัน คุณไม่จำเป็ต้องลาออกจากที่ทำงาน รอจนคุณหายดีแล้ว คุณสามารถใช้เส้นสายของตัวเอง เพื่อดึงหมอที่มีประสบการณ์มาประจำคลินิกของผมเป็ครั้งคราวได้ ส่วนวิธีเปิดตัวให้โด่งดังนั้นไม่ยาก แม้ผมจะไม่สามารถรักษาโรคทุกชนิดได้ แต่โรคทั่วไปที่รักษายากและซับซ้อน ผมก็รักษาได้ ผมไม่ปฏิเสธการแพทย์แผนปัจจุบัน หากวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันสามารถรักษาให้หายขาดและรวดเร็วได้ ผมก็ยินดีต้อนรับ”
หมอเ้าหัวเราะ “ได้สิ หมอลั่ว คุณสามารถมองเห็นสภาพร่างกายของคนได้ด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว แม้แต่ชีพจรก็ไม่ต้องจับ ถ้าคุณไม่เปิดคลินิกรักษาคน มันก็เป็การสิ้นเปลืองพร์เสียจริง ๆ”
หลังออกจากโรงพยาบาล อาจารย์ก็เถียนหัวเราะ “ลั่วโหว จริง ๆ แล้วนายไม่อยากเข้าร่วมสอบของมหาวิทยาลัยใช่ไหม ด้วยฝีมือของนายแล้ว อ่านหนังสือหรือไม่อ่านก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร”
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาได้เล่าความคิดให้แม่และน้าเล็กฟัง ทั้งสองคนเห็นด้วยทันที และยังพูดว่าถ้าเจ็บป่วยในอนาคตก็จะสะดวกขึ้น
……
การสอบกลางภาคมาถึง ลั่วโหวยังคงไม่ได้เข้าร่วมสอบ...
พ่อแม่ของลั่วโหวก็ไม่ได้สนใจอะไร นอกจากเขียนนิยายได้ เล่นหุ้นเก่ง ยังรู้จักการหมุนเวียนลมปราณและแพทย์แผนจีนอีกด้วย ไม่ต้องกังวลว่าในอนาคตจะไม่มีกิน แม้ไม่ได้เรียนหนังสือก็ไม่เป็ไร
หลังจากการสอบกลางภาคเสร็จสิ้น ลั่วโหวก็วิ่งกลับไปมหาวิทยาลัยเพื่อให้ทุกคนเห็นหน้าเห็นตา และมาเฉพาะใน่เวลาเรียนกลางคืน เขาจะไม่มาในตอนกลางวัน
“ฮึ่ม! เ้าชายน้อย นายกล้าไม่มาสอบกลางภาคจริง ๆ เหรอ!” ถังเทียนเจ๋อพูดอย่างโมโห
ลั่วโหวพูดว่า “เธอโกรธทำไมกัน?”
นักศึกษาที่เก่งที่สุดในห้องไม่ค่อยพอใจลั่วโหวเท่าไร เขาคิดว่า ‘เพียงแค่อ่านหนังสือและสอบได้คะแนนดีเท่านั้นจึงจะถือว่าดี’
เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คะแนนค่อนข้างสูงด้วย!
ในใจของถังเทียนเจ๋อชื่นชมลั่วโหวค่อนข้างมาก วันที่มีการแข่งขันกีฬา เธอกลับบ้านแล้วบอกกับพ่อที่เป็รองนายกเมือง “คุณพ่อ มีเพื่อนร่วมชั้นของหนูคนหนึ่ง เขาสามารถไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้แล้ว!”
พ่อของเธอถามถึงเหตุผล
ถังเทียนเจ๋อพูดว่า “เขาบอกว่าเขารู้จักการหมุนเวียนลมปราณ และในอนาคตจะก่อตั้งสำนักของตัวเอง อืม ถ้าในประเทศจีนไม่ให้เปิด เขาก็จะไปเปิดที่อเมริกา ไปต่างประเทศ”
รองนายกเมืองถังสนใจมาก จึงถามต่อไป
ถังเทียนเจ๋อก็พูดว่า ลั่วโหวไม่เข้าเรียน ข้ามชั้นมัธยมสองระดับ เขียนนิยายขายดี รู้กังฟู รู้แพทย์แผนจีน...
ในตอนนั้น ถังเทียนเจ๋อพูดกับลั่วโหวว่า “คะแนนสอบกลางภาคนับเป็สามสิบเปอร์เซ็นต์ของคะแนนรวมนะ!”
ลั่วโหวกะพริบตา “จริง ๆ แล้วฉันไม่ได้คิดถึงเื่นี้เลย!”
คนรอบข้างก็หัวเราะกันใหญ่
ถังเทียนเจ๋อพ่นลมหายใจออกมา
ลั่วโหวอยากเปลี่ยนเื่สนทนา จึงพูดว่า “่นี้ฉันยุ่งกับการเปิดคลินิกน่ะ ว่าแต่ ทุกคนมาให้ฉันตรวจร่างกายหน่อยสิ ดูว่ามีอาการป่วยอะไรหรือเปล่า!”
นักศึกษาหญิงคนหนึ่งในกลุ่มคนดูพูดว่า “คนที่ป่วยคือนายต่างหาก!”
แน่นอนว่าเขาคงไม่ตรวจคนในห้องเรียนจริง ๆ ลั่วโหวหัวเราะแล้วคิดจะเดินหนี แต่ถังเทียนเจ๋อเรียกเขาไว้ “นายทำอะไรของนาย คิดจะมาก็มา แถมยังมาตอนกลางคืนอีก!”
ลั่วโหวกะพริบตาแล้วพูดว่า “ฉันมีธุระน่ะ วันนี้แค่ผ่านมาทางนี้!”
เพื่อนร่วมชั้นหัวเราะกับคำพูดของเขาอีกครั้ง
ถังเทียนเจ๋อถอนหายใจแสดงความไม่พอใจ
ลั่วโหวจึงพูดว่า “โอเค ๆ รอให้นิยายเื่อวตารฉบับภาษาอังกฤษของฉันได้รับการตีพิมพ์ก่อน ฉันจะเลี้ยงคนทั้งห้องที่เคนทักกี คนละ ห้าสิบหยวนเป็มาตรฐาน ตอนนี้ฉันมีธุระจริง ๆ!”
หลังจากหลุดพ้นจากการเกาะกุมของถังเทียนเจ๋อแล้ว ลั่วโหวก็เดินออกจากห้องเรียน ทุกคนต่างคุยกันอย่างครึกครื้น เด็กหนุ่มคนนั้นที่ชอบอวดดีพูดกับเพื่อนข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “มาตรฐานห้าสิบหยวน เขาคิดว่าตัวเองรวยมากเลยรึไง คนในห้องเรียนมีคนรวยกว่าเขาเยอะแยะ”
นักศึกษาหญิงข้าง ๆ คนหนึ่งจึงพูดว่า “เงินของลั่วโหวเป็เงินที่เขาหามาเอง ถ้านิยายของเขาได้รับการตีพิมพ์ในสหรัฐ และกลายเป็นิยายขายดี จำนวนพิมพ์สองล้านเล่ม ราคาเล่มละยี่สิบดอลลาร์ ลั่วโหวก็จะเป็เศรษฐีหลักล้านคนหนึ่ง แถมคิดเป็เงินดอลลาร์ด้วย”
นักศึกษาหญิงคนนี้ก็ไม่ค่อยชอบท่าทางอวดดีของเด็กหนุ่มคนนั้นเช่นกัน
ถังเทียนเจ๋อเห็นห้องเรียนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย หัวใจของเธอก็พลอยวุ่นวายไปด้วย