รถม้าค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปยังศาลเ้าเทพผิงหยูที่ตั้งอยู่อย่างสงบ ณ จุดสูงสุดของเส้นทาง ศาลเ้าเทพผิงหยูถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่ผสมผสานกับงานไม้ท้องถิ่นได้อย่างลงตัว หลังคาทรงจั่วชั้นซ้อนมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดงสดตัดกับขอบทองคำเปลวที่ทอประกายล้อไปกับแสงแดด ปลายจั่วเชิดงอนขึ้นสู่ท้องฟ้าประดับด้วยัคู่พ่นน้ำแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง
แม้ตำแหน่งที่ตั้งจะดูปลีกวิเวก แต่บริเวณลานกว้างหน้าศาลกลับ หนาแน่นไปด้วยผู้คน ทั้งชาวบ้านในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่สวมชุดพื้นเมืองหลากสีสัน ต่างพากันเดินสวนกันขวักไขว่จนเกิดเสียงจอกแจกจอแจตัดกับความสงัดของป่ารอบข้าง กลิ่นธูปหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ควันสีเทาจางๆ ลอยม้วนตัวขึ้นจากกระถางสำริดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางลาน ซึ่งมีผู้คนรุมล้อมปักธูปและกล่าวคำอธิษฐานอย่างไม่ขาดสาย
เสียงระฆังทองเหลืองใบเล็กที่แขวนอยู่ตามชายคาดัง ‘กรุ๊งกริ๊ง’ สลับกับเสียงเขย่าเซียมซีที่เป็จังหวะสม่ำเสมอ บันไดหินที่ทอดตัวขึ้นสู่ตัวศาลเ้าถูกผู้คนที่มาพักผ่อนถ่ายรูปกันอย่างเนืองแน่น ก่อนที่รถม้าจะเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งความพลุกพล่านนั้นไว้เื้ัเพื่อไต่ระดับลงสู่ทางเลียบอ่างเก็บน้ำที่ปกคลุมด้วยไอหมอกเย็นเยือก ผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำนิ่งสงบราวกับกระจก แม้จะเป็เวลาสายแล้วแต่กลับมีไอหมอกบางๆ ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ
หลังจากที่จินเว้นจังหวะมาสักพักจึงเปิดประเด็นถามขึ้นมา “ตอนนั้นเราจำได้ว่า นายจะปรับปรุงการ์ดยันต์ด้วยนี่นา”
เปาหันมองจินด้วยสายตาที่เริ่มเป็ประกายขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นเพื่อนแสดงความสนใจกับสิ่งที่เขากำลังจะทำ “ใช่! ก็ตอนนั้นแหละที่จินเล่าว่า แค่ชูยันต์ขึ้นมาผีก็ถอยไปแล้ว เราเลยคิดว่าอยากให้ยันต์ของเรามีอานุภาพมากกว่านี้ แบบที่แค่พวกิญญาเห็น ก็ไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดเข้ามาใกล้พวกเราเลยน่ะสิ”
“ถ้าเป็แบบนั้นได้นี่ดีเลย! แล้วตอนที่นายทำยันต์ นายทำยังไงหรอ? มีหลักการอะไรมั้ย?” จินถามต่อพลางหยิบยันต์ของตัวเองขึ้นมาพิจารณาด้วยแววตาใคร่รู้
เปาเห็นท่าทีสนใจของจิน จึงหยิบยันต์จากมือของจินมาอธิบายอย่างภาคภูมิใจ “การทำยันต์ต้องมีสมาธิที่นิ่งมากนะจิน จิตจะต้องบริสุทธิ์ การรักษาศีล 5 คือพื้นฐานสำคัญเลย จากนั้นตอนเขียนยันต์ เราต้องท่องคาถาไปด้วย ท่องไปเขียนไปจนจบ แล้วที่สำคัญคือต้องท่องบทกลับของคาถาเพื่อเขียนซ้ำจากจุดสุดท้ายวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกรอบ เพื่อเป็การสะกดพลังเอาไว้”
“จริงดิ!” จินแสร้งทำตาโตด้วยความตื่นเต้น “แล้วที่บอกว่าจะปรับปรุงน่ะ นายกะว่าจะเริ่มจากตรงไหนหรอ?”
“นั่นแหละปัญหา ตอนนี้เรายังนึกไม่ออกเลย” เปาถอนหายใจออกมาเบาๆ
จินขยับตัวเข้าไปใกล้ แกล้งก้มลงมองยันต์ในมือเปาอย่างละเอียดก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “จากที่เราพยายามลองอ่านดู คาถามันคือ ‘นะ คุ้มครอง นะ ป้องภัย นะ คุ้มกัน’ ใช่ไหม? ถ้าลองเปลี่ยนเป็ ‘นะ คุ้มภัย นะ คุ้มครอง นะ คุ้มกัน’ นายว่ามันจะดีไหม? เราว่ามันดูคล้องจองและเรียงลำดับฟังดูขลังดีนะ นี่แค่ความคิดเห็นส่วนตัวนะ”
จินค่อยๆ อธิบายเหตุผลให้ฟังเพื่อโน้มน้าวใจเพื่อนอย่างแเี:
นะ คุ้มภัย: คือด่านแรก ป้องกันอันตรายที่พุ่งเข้าหาตัว ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรือถูกทำร้าย
นะ คุ้มครอง: คือด่านที่สอง แผ่อำนาจดูแลรักษาให้จิตใจร่มเย็น ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย
นะ คุ้มกัน: คือด่านสุดท้าย สร้างเขตแดนหรือเกราะกำบังไม่ให้สิ่งใดก้าวข้ามเข้ามาได้
เปาขมวดคิ้วพลางแย้งขึ้นมาทันที “ตอนแรกเราก็คิดจะลองแก้คำดูเหมือนกัน แต่ปกติอักขระพวกนี้มันเป็ ‘สูตรสำเร็จ’ ที่ครูบาอาจารย์จารึกต่อกันมาแต่โบราณไม่ใช่หรอ? ถ้าบิดเบือนแบบแผนที่เขากำหนดไว้ พลังมันจะไม่แสดงผลนะ”
“แต่พระอาจารย์ภูรีเคยบอกเราว่า คาถาน่ะ มันสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ตามที่ใจเรานึกคิดและเจตจำนงที่เราปรารถนาเลยนะ” จินบอกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ซึ่งนั่นไม่ใช่คำลวงที่เขากุขึ้น แต่เป็คำสอนอันล้ำค่าของพระอาจารย์ภูรีที่พวกเขาทั้งคู่ต่างนับถือสุดหัวใจ จินจำได้ดีถึงวันที่ท่านเคยชี้แนะว่า อักขระเป็เพียงเปลือกนอก แต่เจตจำนงของผู้จารึกต่างหากคือแก่นแท้ที่ทำให้มนตร์ขลังมีชีวิต
เมื่อได้ยินประโยคที่คุ้นเคยจากปากเพื่อนรัก ท่าทีที่เคยลังเลของเปาก็เปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นทันที เปาตัดสินใจลองแก้ไขคาถาในยันต์ตามคำแนะนำ เขาหยิบกระดาษและปากกาขึ้นมา บรรจงเขียนอักขระที่ดูอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความเฉียบคม ร่ายมนตร์ร้อยเรียงถ้อยคำใหม่ลงไปทีละตัวอย่างตั้งใจ จินสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ปลายปากกาลากผ่านกระดาษ อากาศรอบตัวของเปาดูเหมือนจะสั่นไหวเล็กน้อยราวกับถ้อยคำเ่าั้กำลังดึงดูดกระแสพลังงานบางอย่างเข้าหาตัว
เมื่อเขียนเสร็จ เปาหลับตาลงช้าๆ เริ่มตั้งสมาธิเพื่อััพลังตามวิถีที่เคยฝึกฝนมา ทันทีที่เจตจำนงของเขาควบแน่นเข้ากับอักขระชุดใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้น ทันใดนั้น แสงสีขาวบริสุทธิ์ก็ะเิปะทุออกมาอย่างรุนแรง!
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกทีเปาถึงกับนิ่งตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เขาััได้ถึงแรงสั่นะเืที่ส่งผ่านมาถึงปลายนิ้ว จนเขารีบพูดขึ้นว่า “นี่ไง! อย่างที่เราเคยบอกนาย ปกติพลังจากยันต์มันไม่เคยรุนแรงขนาดนี้ แต่นี่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างในหมู่บ้านนี้ที่กระตุ้นให้พวกเราััพลังได้ชัดเจนผิดปกติ!”
จินจ้องมองยันต์กระดาษที่ยังคงมีไอพลังอย่างพึงพอใจ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “เราก็เห็นเหมือนกัน... ถึงได้บอกให้นายช่วยกันหาคำตอบเื่นี้อีกแรงไง”
ยันต์นี้ไม่ใช่เพียงแค่แสงสว่างนวลตาเหมือนทุกครั้ง แต่มันคือแสงที่เจิดจ้า พลังงานมหาศาลม้วนตัวเป็วงคลื่นแผ่กระจายออกจากตัวยันต์จนกระดาษสั่นระริก แสงนั้นสว่างไสวกว่าการ์ดยันต์แบบเดิมของเขาหลายเท่าตัว มวลอากาศรอบข้างพลันเปลี่ยนเป็อุ่นวาบด้วยแรงกดดันของอาคมที่เข้มข้น มันคือพลังที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจการปกป้องอย่างที่ไม่เคยััมาก่อน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะการตัดสินใจ “ปรับเปลี่ยน” ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำตามคำชี้แนะของจิน
“เฮ้ย ความคิดนายสุดยอดเกินอ่ะจิน!” เปาพูดออกมาด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น แววตาที่เคยหม่นหมองกลับเริ่มฉายแวว “ถ้าเปลี่ยนเป็ ‘นะ คุ้มภัย’ และนำไปเป็คำต้น มันจะเป็การประกาศอาคมเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งอัปมงคลให้ออกห่างไปก่อนที่มันจะทันได้เข้าถึงตัวเราเสียอีก! มันเหมือนเราสร้างแนวรบหน้าสุดเพื่อสกัดกั้นิญญาร้ายไว้แต่ไกล แล้วค่อยเสริมด้วยแรง ‘คุ้มครอง’ จากภายใน และปิดท้ายด้วย ‘คุ้มกัน’ เพื่อสร้างอาณาเขตให้แ่า พลังมันจะส่งทอดสอดประสานกันจนไม่มีช่องโหว่เลยสักจุดเดียว พวกนั้นก็จะทำอะไรเราไม่ได้แน่ๆ ขอบใจมากนะจิน!”
เปาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจขึ้นกว่าเดิม โดยมีจินแอบยิ้มอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง แผนการช่วยเหลือเพื่อนโดยไม่หักหน้าประสบความสำเร็จเป็อย่างดี เขารู้ดีว่าอานุภาพของอาคมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังจิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ ‘พลังของภาษา’ ด้วย
โดยคนที่สอนเขาจากชาติก่อน ก็คือเปาคนเดิมนั่นแหละที่เป็คนสอนเขาว่า ภาษาคือสิ่งที่คนจำนวนมากรับรู้และเข้าใจร่วมกันมาอย่างยาวนาน คำที่มีความหมายรุนแรงอย่าง ‘รัก’ หรือ ‘เกลียด’ จะมีพลังขับเคลื่อนสูงมาก หากนำมาผนวกรวมกับ กลบทกลโคลง ที่มีความพ้องเสียงและความคล้องจองที่สมบูรณ์ พลังของคาถานั้นจะยิ่งทวีคูณจนเกินต้านทานได้
จินทอดสายตามองออกไปที่วิวเบื้องหน้า เขาทำได้เพียงแค่เป็ ‘เข็มทิศ’ ตัวเล็กๆ ที่จะช่วยให้เปาในเวอร์ชั่นนี้ค้นพบความสามารถที่ยิ่งใหญ่ของตัวเองได้เร็วขึ้น ก่อนที่ประตูแห่งการประลองเชื่อมต่อโลกทุกใบเข้าด้วยกันจะเปิดออก
รถม้าเคลื่อนตัวผ่าน ร้านอาหารที่พวกจินเพิ่งจะฝากท้องไว้เมื่อ่เช้าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจล่องเรือในอ่างเก็บน้ำ ภาพโต๊ะอาหารที่ว่างเปล่าและความเงียบเหงาของร้านใน่สาย ยิ่งตอกย้ำลางสังหรณ์ในใจของจินว่า ิญญาร้ายในอ่างเก็บน้ำอาจยังไม่ดับสูญ แต่กลับหลงเหลือกระแสพลังงานอาฆาตที่ยังวนเวียนไม่ยอมจางหายไป
จากนั้นรถม้าก็เริ่มทิ้งพื้นราบและค่อยๆ ทะยานไต่ระดับขึ้นสู่ไหล่เขาที่โอบล้อมด้วยสีเขียวขจี ทัศนียภาพรอบข้างถูกแทนที่ด้วย ไร่ชานับพันต้น ที่แตกกิ่งก้านเรียงรายเป็ระเบียบสุดลูกหูลูกตา ราวกับพรมกำมะหยี่ผืนั์ที่ปูทับไปตามความโค้งมนของขุนเขา โดยมีบ้านพักสไตล์ล้านนาหลังใหญ่ตั้งตระหง่านลดหลั่นกันไปตามแนวลาดชันอย่างมีชั้นเชิง ตัวเรือนไม้สักสีเข้มขรึมและหลังคากาแลอันเป็เอกลักษณ์ ดูโดดเด่นตัดกับสีเขียวสดของใบชาที่ต้องแสงแดด สายลมเย็นะเืปะทะเข้ากับใบหน้าของกฤษฎิ์ที่นั่งนิ่ง โดยมีภาพของ ‘หญิงสาวผมแดงปริศนา’ วนเวียนอยู่ในความคิดไม่รู้จบ เขาทบทวนภาพของหญิงสาวผมแดงปริศนาที่เพิ่งพบเจอมา ความสงสัยก่อตัวขึ้นเป็คำถามใหญ่ว่าเธอคือ ‘คน’ ที่มีเืเนื้อ หรือเป็ ‘ิญญา’ ที่จงใจปรากฏตัวออกมากันแน่ เขายกโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาเริ่มค้นหาข้อมูลพยายามเชื่อมโยงถึงคดีเก่าๆ หรือประวัติบุคคลสูญหายในพื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งก็ไม่พบข้อมูลแต่อย่างใด
กฤษฎิ์พยายามย้อนนึกถึงรายละเอียดเล็กๆ ตามสัญชาตญาณนักสืบของเขา ที่คนทั่วไปอาจมองข้าม โดยเฉพาะ ‘อุปกรณ์หรือข้าวของเครื่องใช้’ ที่เธอพกพามาด้วย รวมถึงลักษณะรูปร่างของเธอ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงอาชีพของเธอได้ จากความทรงจำของเขา ชุดที่เธอสวมใส่มีความทะมัดทะแมงและกระฉับกระเฉงผิดจากนักท่องเที่ยวทั่วไป เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตกันลมเนื้อดีสีน้ำตาลอ่อนตัดกับกางเกงสีดำที่เน้นความคล่องตัว ข้าวของที่เธอพกพามาด้วยนั้นดูแปลกแตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยเธอสะพายกระเป๋าเป้ที่ดูสมบุกสมบันขัดกับรูปร่างบอบบาง ในมือถือสมุดโน้ตและปากกาที่ถูกเตรียมพร้อมไว้ราวกับต้องบันทึกอะไรบางอย่างตลอดเวลา พร้อมกับโทรศัพท์มือถือที่เธอถือไว้อย่างเป็เครื่องมือสำคัญ
สำหรับกฤษฎิ์ ของพวกนี้ไม่ได้ดูเหมือนของใช้สำหรับของนักท่องเที่ยวที่มาเดินชมวิว แต่มันดูเหมือน ‘เครื่องมือสำหรับทำภารกิจบางอย่าง’ ที่มีความเฉพาะทางสูง ท่าทางการเคลื่อนไหวที่ดูกระฉับกระเฉงและการวางตัวที่เหมือนกำลังจับจ้องหาเบาะแสนั้น ทำให้เขาสันนิษฐานว่าเธออาจจะมีอาชีพบางอย่างที่ต้องอาศัยการสืบค้นข้อมูลอย่างละเอียด แต่เธอกำลังตามหาข้อมูลอะไรในหมู่บ้านสบหมอกแห่งนี้กันแน่?