ไป๋เจี้ยนไม่ตอบกู่ิ เขาเดินออกจากห้องรับแขกไปทั้งๆแบบนั้น
ส่วนไป๋หลงหลังจากกลับเข้ามาในห้อง เขาล้มตัวนอนลงบนเตียงแล้วพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อออกมา
ข้ารู้ว่าเ้าซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง”
“...” เงียบ...ไม่มีการตอบรับใดๆ
“หากเ้ายังเงียบแล้วไม่ออกมาข้าจะลากเ้าออกมาตีก้น” ครานี้ใต้เตียงมีเสียงขยับตัวขลุกขลิก
จากนั้นร่างบอบบางน่ารักราวกับตุ๊กตาจึงค่อยๆมุดออกมาจากใต้เตียง
นางเป็หญิงสาวผิวขาว ดวงตากลมโตน่ารัก และมีความสูงน้อยกว่าไป๋หลงอยู่เพียงแค่เล็กน้อย
“ท่านพี่ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าแอบอยู่ใต้เตียงของท่าน”
“ข้าแค่เดา ว่าแต่ครั้งนี้เ้ามีเื่อะไรอีกหละ”
“ฮึ! ... ก็นั่นแหละ มันน่าเบื่อมากๆที่เพื่อนๆในตระกูลไม่เล่นกับพวกเราเลย”
แววตาของไป๋หลงซับซ้อน “...พวกมันทั้งหมดคงจะกลัวเราสองคนหละมั้ง เอาจริงๆข้าไม่เข้าใจ
ว่าทำไมพวกมันถึงได้ทำตัวแบบนั้น ยิ่งท่านพ่อข้ายิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องเลี้ยงพวกมันไว้ด้วย
เหอะ เหอะ ด้วยคนที่เยอะขึ้นจึงทำให้รายจ่ายมากขึ้น จนต้องขายสมบัติทิ้งไปเรื่อยๆ”
“โอ้ยท่านพี่ ข้าว่านะทุกคนจะต้องกลัวสีผมของเราแน่ ดูสิผมของพวกเราไม่ใช่แค่สีขาวธรรมดา
พี่ลองดูผมของข้าให้ดี มันมีอะไรบางอย่างคล้ายไอน้ำบางๆห่อหุ้มรอบเส้นผมแต่ละเส้นไว้ด้วย”
ไป๋หลงส่ายหน้า “ก็แค่นั้นเองไม่ใช่หรือ มันก็แค่สวยงามมากกว่า น่าดึงดูดมากกว่าปกติเท่านั้นเอง
ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษตรงไหน” มาถึงตรงนี้ไป๋เสวี่ยเริ่มโกรธไป๋หลง นางจึงเริ่มกำมือน้อยๆของนาง
“ท่านพี่ข้าไม่สนใจท่านแล้ว” ไป๋เสวี่ยวิ่งออกจากห้องไป ส่วนไป๋หลงทำได้เพียงแค่หลับตาลง
แน่นอน! เขารู้ว่าผมสีขาวของเขากับไป๋เสวี่ยจะต้องมีความลับพิเศษบางอย่าง
ซึ่งเขาเคยใช้ความพยายามเพื่อหาความลับนั้นแล้ว…แต่ก็ไร้ผล
สุดท้ายไป๋หลงจึงเลิกสนใจเื่นี้ไป
...
และสำหรับโลกของผู้บ่มเพาะ...ด้วยพลังธรรมชาติที่มีอยู่ทุกที่ มันหล่อหลอมทุกสิ่งตลอดเวลา
ทำให้เด็กที่มีอายุเฉลี่ยประมาณ7ปี มีความคิดอ่านค่อนข้างสูง จนไม่น้อยไปกว่าผู้ใหญ่เท่าไหร่
หรือถ้าหากเด็กคนนั้นๆเป็อัจฉริยะ ความคิดอ่านจะไม่ต่างหรือมากกว่าผู้ใหญ่คนหนึ่งเสียอีก
จากนั้น ไป๋หลงผลอยหลับไป จนกระทั่งเช้า เขาทำธุระของตนเองเสร็จแล้วเดินออกไปที่ลานฝึก
ที่นั่นเหล่าเด็กๆในตระกูลกำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน
แต่เมื่อเห็นไป๋หลงมา ทั้งหมดกลับหยุดแล้วหันมามองไป๋หลงเป็ตาเดียวกัน
สิ่งนี้ค่อนข้างสร้างความหงุดหงิดให้แก่ไป๋หลงยิ่งนัก
‘น่าเบื่ออะไรเช่นนี้ ทั้งๆที่พ่อของข้าเก็บทั้งหมดมาเลี้ยงเพื่อใช้เป็กำลังให้แก่ตระกูล เหอะ!
แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดสิ แบบนี้เมื่อพวกมันเติบใหญ่ขึ้นจะเป็เช่นไร...’
ไป๋หลงไม่สนใจสายตาที่มองมา ทั้งยังเดินออกจากตัวเรือนตระกูลไป
ซึ่งจุดมุ่งหมายของเขาคือกลางเมือง โดยเมืองที่ตระกูลของไป๋หลงตั้งอยู่คือเมืองเมฆาสับสน
ที่ถูกจัดให้เป็เมืองระดับต่ำสุด โดยจะเป็ได้แค่ลูกเมืองคอยส่งทรัพยากรต่างๆให้กับราชวงค์
ดังนั้นเมืองเมฆาสับสนจึงไม่มีผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงอาศัยอยู่มากนัก
จนเข้ามาในเมือง…
“วันนี้ข้าช่างโชคดีเสียจริงๆ ข้าได้โสมม่วงอายุร้อยกว่าปีมา1ต้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้ามีความสุขยิ่งนัก”
“อะไรนะ! เ้าเจอโสมม่วงเช่นนั้นรึแถมยังมีอายุเป็ร้อยปีเสียด้วย ให้ตายเถอะเ้าโชคดีมาก
ดูข้าสิแก่จนใกล้ตายอยู่แล้วยังไม่เคยเจอของมีค่าเช่นเ้าเลย”
“ด้วยโสมม่วงต้นนี้ เ้าสามารถกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยไปหลายปีเลยเชียว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอบคุณ ขอบคุณทุกท่านมากๆ ตอนนี้ข้าคงต้องขอตัวไปขายโสมต้นนี้เสียก่อน...”
ในเมือง ไป๋หลงได้ยินเสียงชาวบ้านหลายคนพูดคุยกัน ซึ่งภายในเมืองมีคนอาศัยอยู่เยอะมาก
ทว่าอย่างน้อย มากเกินครึ่งหนึ่งกลับเป็แค่ชาวบ้านธรรมดาเพียงเท่านั้น
‘ข้าไม่ควรหยุดอยู่ตรงนี้แล้วเสียเวลาไปเปล่าๆ’
ไป๋หลงคิดดังนั้นจึงเดินไปที่แห่งหนึ่งโดยสถานที่นี้คือหอคอยเก่าสูงที่ตั้งอยู่ก่อนจะสร้างเมือง
โดยไม่มีใครรู้ว่าหอคอยสูงแห่งนี้มีอยู่เพื่ออะไร ใครเป็คนสร้างขึ้น
หรือแม้แต่กระทั่งวัสดุที่ใช้สร้างหอคอยเองก็ด้วย ทั้งหมดไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่
ซึ่งั้แ่อดีต...คนอ่อนแอยันคนแข็งแกร่ง หลายคนลองพยายามหาความลับนี้ดู แต่ก็ไร้ผล
สุดท้ายเมืองเมฆาสับสนจึงถูกสร้างขึ้นมาล้อมรอบหอคอยเก่าแห่งนี้เอาไว้
และในภายหลังหอคอยแห่งนี้ ได้กลายเป็สถานที่เก็บตำราต่างๆของเมืองเมฆาสับสนแทน
...
ทันทีที่มาถึงหน้าหอคอย ไป๋หลงเห็นชายชราที่คุ้นเคยยิ้มให้เขาแล้วพูด “โอ้วว...ไป๋หลงเด็กดี
วันนี้เ้ามาอ่านตำราอีกแล้วเช่นนั้นรึ ดี ดี ดีมาก! ... ครั้งนี้เ้าจะอยู่นานเท่าใดกัน”
ชายชราคนนี้ หลายคนรู้จักในนามผู้เฒ่าหูเขาเป็ผู้ดูแลหอคอยเก่าแก่แห่งนี้มานานหลายปี
“คารวะท่านผู้เฒ่า ครั้งนี้ข้า้าอยู่แบบเต็มเวลาขอรับ”
“เช่นนั้นก็10เหรียญเงินและจนกว่าฟ้าจะมืดเ้าสามารถเข้าออกหอคอยโบราณได้ทุกเวลา”
ผู้เฒ่าหูพูดจบจึงโยนป้ายเหล็กให้ไป๋หลง
มันสร้างความมึนงงให้แก่เขามากเพราะว่าหลายๆครั้งที่มา เขาไม่เคยได้รับป้ายเหล็กมาก่อน
“ท่านผู้เฒ่าป้ายเหล็กนี้คือสิ่งใดขอรับ”
“อืม...ข้าเห็นว่าเ้าเป็เด็กดีชอบอ่านตำราต่างๆ ดังนั้นข้าจึงให้ป้ายเหล็กแผ่นนั้นแก่เ้า
…ด้วยป้ายเหล็กเ้าสามารถขึ้นไปบนชั้นที่2ของหอคอยได้”
ไป๋หลงได้ยินก็ตื่นเต้นเพราะชั้นที่2ของหอคอยโบราณเก็บตำราที่เขายังไม่เคยอ่านเอาไว้
แต่ส่วนใหญ่ตำราในชั้นที่2จะเหมาะสำหรับผู้บ่มเพาะเสียมากกว่า
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าและนี่คือเงิน10เหรียญเงินขอรับ”
“เด็กดีเ้ารีบไปเถอะอย่าได้เสียเวลาอยู่ที่นี่เลย” ไป๋หลงรีบเข้าไปข้างในหอคอยเก่าทันที
ซึ่งเขาไม่จำเป็ต้องกังวลเื่ผู้บ่มเพาะ
เพราะในเมืองเมฆาสับสนผู้คนทั้งหมดต่างไม่ได้ให้ความสนใจหอคอยเก่าแก่แห่งนี้เลย
กล่าวคือจะไม่มีใครนอกจากไป๋หลงที่เข้าไปใช้งานหอคอย
“ไม่คิดเลยว่าจะได้เข้ามาที่นี่ ฮ่าาา...หากข้าไม่สามารถปลุกจิติญญาคู่กายออกมาได้
ข้าจะไม่สามารถบ่มเพาะได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นข้าจะต้องหาความรู้เอาไว้ให้มากๆเสียหน่อย
เพื่อเอาไว้ใช้เป็ช่องทางทำเงิน...”
...
ไป๋หลงมองไปรอบๆก็พบตำรามากมาย แต่หลังจากพลิกตำราดูหลายเล่มจึงพบว่า
ตำราเหล่านี้คือวิชาพื้นฐานง่ายๆของผู้บ่มเพาะ “ตำราเหล่านี้ช่างไร้ประโยชน์เสียจริงๆ
เหอะ หากข้าได้เป็ผู้บ่มเพาะขึ้นมาจริงๆอย่างน้อยข้าจะไม่ฝึกตามตำราเหล่านี้แน่ๆ”