เกียกกายสาธยายเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับน้ำฟ้าให้ฟังตลอดการเดินทางกลับบ้าน บางช่วงบางตอนที่เล่า ทีปกรถึงกับต้องอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าสาวสวยจะใจกล้าได้ขนาดนี้
“ที่ฉันหลุดมาได้เพราะเห็นพี่ธาเลยนะ…” เกียกกายยังคงเล่าเรื่องราวจากปลายสายอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมีเหตุที่ทำให้คนฟังถึงกับหยุดชะงัก
ทีปกรเหลือบไปเห็นหญิงร่างท้วมร่างกายเปียกน้ำกำลังนั่งย่อง ๆ ก้มหน้ากอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างทาง เมื่อเสียงในสมองเริ่มสั่งการว่าให้เข้าไปคุยกับเธอ ขาทั้งสองข้างก็ก้าวออกไปอย่างอัตโนมัติ
"แค่นี้ก่อนนะไอ้กายแล้วค่อยคุยกัน" ทีปกรตัดสายทันทีโดยไม่รอให้เพื่อรักตอบกลับ
“คุณครับมีอะไรให้ช่วยไหมครับ” หญิงร่างท้วมเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่ขาวซีด รอบดวงตาแดงก่ำพร้อมคราบน้ำตาที่ยังอาบนองเต็มสองแก้ม รอยเส้นเลือดสีเขียวปนม่วงขึ้นตลอดทั่วใบหน้าและลำคอ หยดน้ำที่ไหลออกมาจากเส้นผมไหลผ่านร่างท้วม ซึมลงสู่พื้นจนเกิดเป็นวงกว้างอย่างชัดเจน
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ทีปกรถึงกับกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่ รับรู้ได้ทันทีว่าหญิงร่างท้วมที่อยู่ตรงหน้าต้องไม่ใช่คนอย่างแน่นอน ใจดวงน้อยเริ่มเต้นถี่ไม่เป็นจังหวะอีกครั้งด้วยความตื่นเต้นกับภารกิจครั้งใหม่
“คุณมองเห็นฉันด้วยเหรอคะ” หญิงร่างท้วมหยุดร้องไห้ทันที แววตาส่องประกายอย่างมีหวังมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า “ฉันอยากกลับบ้าน”
“เอ่อ… บ้านคุณอยู่แถวไหน พอจะจำได้ไหมครับ” เสียงอึกอักถามกลับด้วยใจที่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ
“ฉันจำได้แค่ว่าบ้านฉันอยู่ซอย10 ติดริมคลอง…” ทีปกพยายามนึกว่าในละแวกนี้มีตรงไหนบ้างที่อยู่ติดริมน้ำ ชายหนุ่มคิดนานจนหญิงร่างท้วมเริ่มเปรยขึ้นอีกครั้ง
"เอ่อ… ต้องขอโทษด้วยนะคะฉันไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน ก็เลยจำไม่ค่อยได้ ฉันเดินมาจากแม่น้ำที่อยู่ฝั่งโน้น ฉันตายที่นั่นแต่ฉันกลับบ้านไม่ถูก” หญิงร่างท้วมชี้ไปยังทางที่เธอได้เดินมา จึงทำให้ทีปกรนึกได้ว่ามีหมู่บ้านถัดจากตรงนี้ไปอีกไม่ไกลก็พบบ้านติดริมคลองตลอดทั้งแถบ
ทั้งสองเดินคุยกันตลอดทางในระหว่างที่พาหญิงร่างท้วมกลับบ้าน โดยที่ทีปกรทำท่าทีเหมือนคุยโทรศัพท์ เพื่อไม่ให้ผู้ที่พบเห็นด้านนอกคิดว่าตนสติไม่ดีเดินคุยคนเดียว
“ผมขอถามได้ไหมว่าคุณเป็นอะไรตาย”
“ได้สิ… การตายของฉันไม่ทรมานมากนักหรอก ฉันแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ ช่วงบ่ายวันนี้ฉันเดินอยู่ริมคลอง จู่ ๆ ฉันเกิดเป็นลมชักขึ้นมา แล้วฉันก็พลัดตกน้ำโดยที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ กระแสน้ำในตอนนั้นพาฉันไปไกลจากบ้านฉันมากแล้วฉันก็ตายที่นั่น ก่อนที่สติของฉันจะเลือนรางไปฉันได้แต่คิดถึงพี่สาวที่ฉันรักมากที่สุด ฉันจึงอยากกลับไปเห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย…” เมื่อพูดมาถึงพี่สาวแววตาที่เคยสดใสกลับดูหมองเศร้าด้วยความคิดถึง
วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 20.30 น.
“กลับมาแล้วค่ะ เอ๊…ทำไมเปียกปูนไม่ออกมาต้อนรับเลยนะ” หญิงสาวผมสั้นพูดเปรยขึ้นเมื่อไม่เห็นสุนัขแสนรักออกมาต้อนหน้าต้อนหลังอย่างเช่นทุกวัน
“น้องรุ้ง เปียกปูนไม่เห็นออกมากินข้าวเลย ไปดูซิว่าอยู่ไหน” ผู้เป็นพ่อพูดกับลูกสาวที่เพิ่งกลับมาจากการทำงาน โดยที่ไม่ได้หันมามองหน้า
“เห็นพ่อบอกว่าหายไปตั้งแต่บ่าย เนี่ยดูซิแม่เรียกเท่าไรก็ไม่ยอมออกมา” ผู้เป็นแม่สำทับขึ้นและหันกลับไปดูโทรทัศน์ต่อ ทุกคนในบ้านต่างดูนิ่งเฉยเหมือนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทำให้รุ้งรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
“ฮะ… แล้วไม่มีใครหาเลยเหรอคะ หายไปตั้งแต่บ่ายทำไม่เพิ่งมาบอกตอนนี้” ความโมโหปนความเป็นห่วงเข้าถาโถมภายในจิตใจ หญิงสาวรีบวิ่งไปหลังบ้านซึ่งติดกับริมคลองพร้อมเรียกหาสุนัขแสนรัก แต่ทุกอย่างกลับนิ่งเงียบไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จึงรีบวิ่งออกนอกบ้านพร้อมไฟฉายหนึ่งกระบอก
“เปียกปูน เปียกปูน” เสียงเดาะลิ้น ตะโกนเรียกชื่อสุนัขแสนรักดังทั่วทั้งซอย ก้ม ๆ เงย ๆ พร้อมทั้งส่องไฟฉายตามใต้ท้องรถที่จอดเรียงรายตลอดทั้งซอย
“รุ้ง…” หญิงร่างท้วมชี้ไปยังหญิงสาวผมสั้น เผยแววตาสดใสด้วยความดีใจ “นั่นเจ้านายฉัน เขากำลังตามหาฉัน”
ทีปกรนิ่งอึ้งในสิ่งที่หญิงร่างท้วมพูด ฟังไม่ผิดใช่ไหม ‘เปียกปูน’ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมเจ้านายถึงตามหาใต้ท้องรถ ความสับสนในสิ่งที่ได้ยินและได้เห็น ทำให้ทีปกรถามหญิงที่อยู่ด้านข้างอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
“คุณชื่อเปียกปูนเหรอ”