เช้าวันต่อมาไป่เจ๋อตื่นแต่เช้ามาเตรียมอาหารเหมือนเดิมเพียงแต่เขานั้นไม่ได้แตะต้องอาหารพวกนี้เพราะมันยังเหลือสิ่งตกค้างที่เขาต้องกำจัดออก หากกินมันเข้าไปเขาจะกินเฉพาะตอนที่จำเป็ต้องร่วมมื้ออาหารกับพ่อแม่เท่านั้นนอกนั้นเลี่ยงได้ก็เลี่ยง
ไป่เจ๋อทิ้งโน๊ตไว้บนโต๊ะเช่นเคยก่อนจะใช้วิชาตัวเบาะโไปตามหลังคาและดาดฟ้า เพื่อไปโรงเรียนเช่นที่เคยทำมาตลอดหากแต่เขาระมัดระวังมากขึ้น เพื่อไม่ให้ใครพบเห็นเขา
เมื่อไปถึงโรงเรียนเขายังคงฝึกปราณบนดาดฟ้าจนใกล้ถึงเวลาต้องเข้าห้องสอบเขาถึงหยุดการฝึกและลงไปยังห้องสอบ ซึ่งการสอบดำเนินไปจนถึงบ่าย 3 โมงจึงแล้วเสร็จ
“เ้าไป่เจ๋อดูทำตัวสบายผิดปกติ” นักเรียนชายที่อยู่ห้องเดียวกับไป่เจ๋อพูดกับเพื่อนอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆกัน
“นั่นสิปกติเวลาทำข้อสอบเห็นหมอนั่นทำหน้าอย่างกับกลืนยาขมลงท้องไม่มีผิดทำไมวันนี้ถึงดูต่างออกไปจากทุกทีกัน” เพื่อนที่เป็คู่สนทนาเห็นด้วยว่าวันนี้ไป่เจ๋อแปลกไปจากเดิมจริง ๆ
ไป่เจ๋อไม่ได้สนใจสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นของเขาสนทนากันนักเพราะมันไร้สาระเกินไป สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นเสียยังดีกว่า
‘วันนี้ต้องซื้อสมาร์ทโฟนกับโน้ตบุ๊กเพื่อใช้หาข้อมูลเกี่ยวกับโลกใบนี้เพิ่มสักหน่อย’ ไป่เจ๋อคิด ขณะที่เรียกรถแท็กซี่เพื่อไปยังห้างสรรพสินค้า
‘หึเ้าพาหนะแบบนี้ก็สะดวกสบายดีเหมือนกัน อีกหน่อยคงต้องหามาใช้บ้างซะแล้ว’ไป่เจ๋อคิด แต่นั่นเป็แค่ความคิดในตอนแรกที่เขาเพิ่งขึ้นไปนั่งเท่านั้น
เพียงไม่นานรถแท็กซี่ก็มาจอดหน้าห้างสรรพสินค้าไป่เจ๋อที่ตอนนี้หน้าซีดเป็ไก่ต้มรีบจ่ายเงินและลงจากรถทันที เขาค่อย ๆเดินโซเซไปที่พุ่มไม้ ก่อนจะนั่งยอง ๆ และพยายามเอามือปิดปากไว้ ใช่แล้วอาการแบบนี้คืออาการเมารถ แต่ถึงจะอยากอาเจียนออกมาแต่ในกระเพาะเขามันก็ไม่มีอะไรให้ขย้อนออกมาอยู่ดี
‘บัดซบข้าเคยนั่งรถม้า เกวียน หรือแม้แต่เหาะไปบนท้องฟ้ายังไม่เคยมีอาการเช่นนี้เห็นทีข้าคงจะดูถูกเ้าสิ่งที่เรียกว่ารถยนต์นี่มากเกินไป จากนี้ต้องนั่งมันบ่อย ๆเสียแล้ว’ ไป่เจ๋อได้แต่ก่นด่ารถแท็กซี่ในใจและตั้งใจว่าจะต้องทำความคุ้นชินเพื่อเอาชนะอาการเมารถนี่ให้ได้
หลังหายจากอาการคลื่นไส้แล้วไป่เจ๋อเดินไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถามที่ตั้งของแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าทันที
‘หือนั่นหลานของซีหลัวนี่’ ไป่เจ๋อสะดุดตาเข้ากับเวทีเล็ก ๆที่จัดขึ้นกลางโถงห้างสรรพสินค้า และบนเวทีนั้นก็คือซีโม่ที่เขาเจอเมื่อวันก่อน
สิ่งที่ไป่เจ๋อเห็นคือมีหญิงสาวมากมายกำลังเข้าแถวพร้อมกับยื่นแผ่นกระดาษแข็งให้ซีโม่เขียนชื่อลงไปซึ่งไป่เจ๋อพอจะรู้อยู่บ้างว่านั่นคือการแจกลายเซ็น ของศิลปินในวงการบันเทิงหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง
“สวัสดีคุณซีโม่”ไป่เจ๋อเดินมาหาซีโม่ โดยที่เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณนั้นไม่สามารถจับต้องตัวเขาได้เลยสักคนทุกคนล้วนคว้าแต่อากาศที่ว่างเปล่านั่นเรียกความสนใจจากแฟนคลับของซีโม่ได้ไม่น้อยทีเดียว
ด้านซีโม่กับฉีฟงที่เห็นเด็กหนุ่มที่เป็เ้าของเสียงพวกเขาก็ส่งสัญญาณให้พนักงานรักษาความปลอดภัยปล่อยให้ไป่เจ๋อเดินเข้ามาได้
“สวัสดีครับอาจารย์ไป่มาชอปปิงเหรอครับ” ซีโม่ลุกขึ้น ก่อนจะยื่นมือออกไป ซึ่งไป่เจ๋อก็จับมือกับซีโม่เป็การตอบรับไมตรีของอีกฝ่ายที่เขาได้รู้มาจากความทรงจำของเ้าของร่าง
“มาซื้อของใช้ที่จำเป็นิดหน่อยน่ะพอดีเห็น ก็เลยเดินมาทักทาย เพราะถึงอย่างไรก็คนเคยปะหน้ากันแต่ดูเหมือนจะเป็การรบกวนแฟนคลับของคุณ ขอตัวก่อนดีกว่า” ไป่เจ๋อตอบเขามองไปยังแฟนคลับที่กำลังรอคิวจะได้พบกับซีโม่เพราะััได้ถึงความไม่พอใจที่ส่งมาหาเขาโดยตรง
ไป่เจ๋อส่งรอยยิ้มของเขาให้กับเหล่าแฟนคลับของซีโม่ด้วยรอยยิ้มของเขา ทำให้ความไม่พอใจของเหล่าแฟนคลับสลายหายไปทันทีมีแฟนคลับหลายคนถึงกับก้มหน้าลง ใบหน้าและใบหูแดงระเรื่อ
“ครับขอให้สนุกกับการชอปปิงนะครับ” ซีโม่กล่าว ขณะที่ไป่เจ๋อเดินจากไป
ส่วนเหล่าแฟนคลับก็เริ่มพูดคุยกันถึงเด็กหนุ่มปริศนาที่ซีโม่เรียกเขาว่า“อาจารย์ไป่” แน่นอนว่ามีแฟนคลับที่ทนเก็บความสงสัยไม่ไหว จึงถามเื่นี้กับซีโม่
“เอ่ออาจจะเสียมารยาทไปสักหน่อยนะคะ ไม่ทราบว่าอาจารย์ไป่ที่เข้ามาทักพี่เมื่อครู่เป็ใครเหรอคะ” แฟนคลับสาวถาม
“อ้อท่านเป็นักลิปิกรที่เป็เ้าของผลงานภาพอักษรที่ถูกประกาศเป็สมบัติชาติเมื่อวันก่อนครับ”ซีโม่ตอบ
ฉับพลันเหล่าแฟนคลับของซีโม่ก็ถึงบางอ้อทันที พวกเธอจำข่าวนี้ได้แต่ข่าวนั้นไม่ได้มีการเปิดเผยหน้าตาของปรมาจารย์ผู้สร้างสรรค์ผลงานทั้ง 2ชิ้นนั้น
“ที่แท้คือเด็กหนุ่มคนนั้น”
“นี่ไงฉันถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย ดู ๆ ไปเขาก็หล่อดีเหมือนกันนะ”
“ไหนๆ อ๊ะ คล้ายกับชุดนักเรียนมัธยมต้นแถวบ้านฉันเลยนี่นา”
“เอ๋แต่เขาดูเป็ผู้ใหญ่มากเลยนะ ตัวก็สูงเหมือนเด็กมัธยมปลายเลย”
“อ๊าถ้ารู้ก่อน ฉันคงขอลายเซ็นไปแล้ว”
ขณะที่เหล่าแฟนคลับของซีโม่กำลังพูดคุยเื่ของไป่เจ๋ออยู่ตัวไป่เจ๋อก็เดินมาถึงแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว เขากำลังเดินอยู่ในโซนของสมาร์ทโฟน
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า้าสมาร์ทโฟนรุ่นใด หรือยี่ห้ออะไร สามารถสอบถามได้นะคะ”พนักงานสาวสวยเดินเข้ามาหาไป่เจ๋อทันที
“ผมอยากจะซื้อสมาร์ทโฟนครับรุ่นไหนที่เขานิยมกันบ้างครับ” ไป่เจ๋อถาม
“ค่ะมีหลายรุ่นเลย เดี๋ยวจะแนะนำให้นะคะ” พนักงานสาวดูกระตือรือร้นมากนั่นเพราะเธอรู้สึกใจเต้นเมื่อได้อยู่ใกล้กับเด็กหนุ่มที่เป็ลูกค้าคนนี้
ไป่เจ๋อสอบถามข้อมูลหลายอย่างอีกทั้งยังให้พนักงานสาวสอนวิธีใช้ให้อีกด้วย ซึ่งพนักงานสาวก็ค่อย ๆสอนไป่เจ๋อเกี่ยวกับพื้นฐานการใช้งานทีละนิด แต่ที่ทำให้ไป่เจ๋อรู้สึกอึดอัดคือพนักงานสาวค่อนข้างจะทำตัวใกล้ชิดกับเขามากเกินไปเธอเข้าใกล้เขาจนเขาได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากตัวของเธอ
‘นี่คงเป็สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของเขาละมั้งแต่งตัวดูดีขนาดนี้ ทางบ้านคงมีฐานะและเข้มงวดน่าดู’ พนักงานสาวคิดแบบนั้นเพราะไป่เจ๋อนั้นเหมือนลูกเศรษฐี ทั้งการวางตัว การพูดที่แตกต่างจากลูกค้าทั่วไปที่เธอเคยพบมา
“ส่วนที่เหลือคุณลูกค้าสามารถศึกษาจากคลิปวิดีโอในอินเทอร์เน็ตได้ค่ะ”พนักงานสาวกล่าว
“เอ่อผมต้องเปิดเบอร์แล้วก็ต้องสมัครแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตด้วยสินะครับ” ไป่เจ๋อถาม
“ค่ะ”พนักงานสาวยังคงมีรอยยิ้มอยู่
“ตกลงผมเอาเครื่องนี้ที่คุณแนะนำก็แล้วกันครับ”ไป่เจ๋อกล่าว
“ขอบพระคุณมากค่ะถ้ามีปัญหาเื่การใส่ซิมการ์ดกับการเปิดใช้อินเทอร์เน็ต สามารถมาหาฉันได้นะคะ”พนักงานสาวกล่าว
“ได้เลยครับผมคงต้องรบกวนคุณแล้ว เอ่อ...คุณพอจะแนะนำโน้ตบุ๊กดี ๆ ให้ผมสักเครื่องได้ไหมครับ”ไป่เจ๋อถาม
“ได้ค่ะ้าแบบใช้ทำงานทั่วไปหรือเล่นเกมดีคะ” พนักงานสาวถาม
“เอ่อแค่ทำงานกับเล่นอินเทอร์เน็ตก็พอครับ” ไป่เจ๋อตอบ
“ถ้าอย่างนั้นแนะนำเป็รุ่นนี้เลยค่ะ”พนักงานสาวพาไป่เจ๋อไปดูโน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่ง ซึ่งมันเป็ตัวที่ขายดีที่สุดเหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป
แน่นอนว่าไป่เจ๋อนั้นสอบถามวิธีใช้งานพื้นฐานและการใช้อินเทอร์เน็ตนอกนั้นเขาจะไปหาข้อมูลวิธีการใช้จากอินเทอร์เน็ตเอาเอง
“นี่ค่ะสินค้าของคุณลูกค้า”พนักงานสาวยื่นถุงที่มีกล่องโน้ตบุ๊กและสมาร์ทโฟนให้กับไป่เจ๋อ
หลังจากไป่เจ๋อรับสินค้าและเดินออกจากแผนกไปแล้วพนักงานชายที่เป็เพื่อนกับพนักงานสาวก็เดินเข้ามาหาเธอเพื่อสอบถามถึงลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปเมื่อครู่
“ว้าวเธอเจอลูกค้ากระเป๋าหนักเหมือนกันนะเนี่ย ทั้งที่ยังเป็เด็กมัธยมต้นอยู่แท้ ๆแต่มีเงินถุงเงินถังให้ถลุงเล่นขนาดนี้” พนักงานชายกล่าว
“ทางบ้านคงเข้มงวดมากเลยล่ะเขาแทบจะใช้สมาร์ทโฟนกับโน้ตบุ๊กไม่เป็เลย” พนักงานสาวกล่าว
“แต่วันนี้เธอใจเย็นมากเลยนะปกติถ้าเจอลูกค้าถามมากขนาดนี้ เธอเดินหนีเลยไม่ใช่เหรอ” พนักงานชายแซว
“ฮี่ฮี่ เพราะฉันคิดว่าเขาเป็ลูกเศรษฐีน่ะสิเลยให้ข้อมูลเต็มที่ นี่ฉันได้ทิปมาตั้ง 2พันหยวนแน่ะ” พนักงานสาวกล่าว
“ได้ไงเนี่ยเย็นนี้เธอต้องเลี้ยงข้าวฉันนะ” พนักงานชายกล่าว
“ไม่ล่ะฉันเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินดีกว่า เลี้ยงนายไป ฉันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจริงไหม ฮิ ฮิ”พนักงานสาวกล่าว
ด้านไป่เจ๋อเขาเดินเข้าไปที่ร้านของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และจัดการเื่เปิดซิมการ์ดกับสมัครแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตให้เรียบร้อยโดยให้พนักงานในร้านสอนเขาใส่ซิมการ์ดและเปิดใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเครื่องสมาร์ทโฟน
หลังเสร็จธุระแล้วไป่เจ๋อตรงกลับบ้านและเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้การใช้งานสมาร์ทโฟนและโน้ตบุ๊กอย่างละเอียด
ผ่านไป 4 ชั่วโมง
ไป่เจ๋อสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนกับโน้ตบุ๊กได้คล่องแล้วเขาที่คิดจะหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตต่อก็ต้องชะงักเมื่อััได้ถึงพ่อกับแม่ที่กำลังมาถึงหน้าห้อง
ไป่เจ๋อรีบนำสมาร์ทโฟนกับโน้ตบุ๊กไปซ่อนเพราะหากทั้ง 2 คนเห็นไป่เจ๋อซื้อของพวกนี้มาพวกเขาอาจจะเข้าใจผิดว่าไป่เจ๋อใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายได้
แกร๊ก
หลังเสียงไขกุญแจประตูถูกเปิดออก ไป่เหลียนฮวากับไป่ชิงหยุนเดินเข้ามาภายในบ้านก็พบว่าไป่เจ๋อรินน้ำเย็นมาให้ 2 แก้ว
“ขอบใจมากนะ”ไป่เหลียนฮวาลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู ผิดกับไป่ชิงหยุนที่ใช้ฝ่ามือขยี้ผมลูกชาย
“วันนี้อยากได้อะไรล่ะแล้วนี่ไม่อ่านหนังสือสอบรึไง” ไป่ชิงหยุนถาม
“อ่านแล้วครับสอบกลางภาคเทอมนี้ รับรองว่าผมต้องได้ที่ 1 ของระดับชั้นมาแน่นอน” ไป่เจ๋อกล่าว
“อย่าโม้ไปหน่อยเลยคะแนนทุกเทอมของแกคงไม่ต่างจากเทอมก่อน ๆ หรอก ไม่ตกก็ดีมากแล้วแต่ถึงแกจะได้เกรดหรือคะแนนต่ำ พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก พวกเด็กที่ได้คะแนนดีเขามีเวลาอ่านหนังสือไม่เหมือนแกที่ต้องใช้เวลาเ่าั้มาทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้อง อย่ากดดันตัวเองเข้าใจไหม” ไป่ชิงหยุนกล่าวคำพูดนี้ทำให้ไป่เจ๋อรู้สึกว่าหน้าอกััได้ถึงความอบอุ่นความอบอุ่นที่เขาไม่เคยได้รับจากพ่อแม่แท้ ๆ ของเขาที่ต้าเซียน
“นานๆ ทีคุณก็พูดได้ดีเหมือนกันนะคะ” ไป่เหลียนฮวาแซวก่อนจะโดนไป่ชิงหยุนอุ้มเข้าห้องไปสักพักและออกมาพร้อมรอยจ้ำแดง ๆ ตามต้นคอกับใบหน้าที่แดงเหมือนลูกมะเขือเทศ
‘หวังว่าคงไม่มีเด็กมาเพิ่มอีกคนหนึ่งหรอกนะ’ไป่เจ๋อคิด เพราะถึงจะใช้ชีวิตมานานแต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนเลยคือการเลี้ยงเด็กทารกส่วนสาเหตุนั้นก็เพราะคู่ครองของเขาตายก่อนที่พวกเขาจะได้มีลูกด้วยกันและเขาก็ครองตัวเป็โสดมาั้แ่ตอนนั้น
วันสอบกลางภาควันที่ 2
เมื่อไป่เจ๋อมาถึงโรงเรียนเขาก็พบว่ามีนักเรียนหญิง 10 คนเดินตรงมาหาเขา แววตาของพวกเธอดูจริงจังมากราวกับกำลังจะคาดคั้นเอาความจริงบางอย่างจากเขา
“นายคืออาจารย์ไป่สินะ” นักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าว
“เอ๋”ไป่ฉอุทานออกมาด้วยความแปลกใจก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อวานเขาเพิ่งไปแสดงตัวแย่งซีนจากซีโม่มา
‘นักเรียนหญิงพวกนี้เป็แฟนคลับซีโม่ที่ไม่พอใจข้างั้นเหรอแต่ไม่มีจิตมุ่งร้ายส่งออกมาสักนิด คงไม่ใช่ล่ะมั้ง’ ไป่เจ๋อคิด
“นี่รูปนายใช่ไหม”นักเรียนหญิงอีกคนยื่นจอสมาร์ทโฟนมาตรงหน้าของไป่เจ๋อที่หน้าจอเป็รูปที่เขากำลังจับมือกับซีโม่
“เอ่อมันก็ใช่อยู่หรอก พวกเธอมีอะไรจะพูดก็รีบพูดมาเถอะฉันอยากจะทำสมาธิก่อนเข้าห้องสอบ” ไป่เจ๋อกล่าว
“ที่นี่ไม่ค่อยเหมาะนายตามพวกฉันมาที่หลังตึกเรียนได้ไหม”หญิงสาวที่เหมือนเป็ผู้นำกลุ่มแฟนคลับกลุ่มนี้กล่าว
“ก็ได้แต่เร็ว ๆ หน่อยล่ะ” ไป่เจ๋อตอบตกลงและเดินตามกลุ่มนักเรียนหญิงไป
ทั้งหมดเดินมาอยู่ที่ด้านหลังอาคารเรียนเท่าที่ไป่เจ๋อรู้มา สถานที่ตรงนี้ค่อนข้างปลอดคน มักเป็ที่ที่มีนักเรียนหญิงกับนักเรียนชายนัดคนที่ชอบมาสารภาพรักอยู่เป็ประจำ
“เอาล่ะมีอะไรก็พูดมา” ไป่เจ๋อกล่าว
“ไป่เจ๋อนายได้ล้างมือรึเปล่า” นักเรียนหญิงคนหนึ่งถามขึ้น
“นี่คงไม่ได้คิดว่าฉันเป็ประเภทจับมือคนดังแล้วไม่ยอมล้างมือเพราะ้าเก็บกลิ่นไว้หรอกนะนั่นมันดูวิปลาสไปหน่อย” ไป่เจ๋อตอบ
“ฉันไม่เชื่อหรอก”นักเรียนหญิงที่อยู่ใกล้ไป่เจ๋อมากที่สุด คว้าข้อมือของเขาไป จากนั้นเธอก็ลองดมดูพร้อมกับสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนไป ทำให้ไป่เจ๋อสะดุ้ง
‘อย่าบอกนะว่ายัยเด็กนี่ได้กลิ่นซีโม่ข้าว่าข้าใช้ปราณทำความสะอาดหมดจดแล้วนะ ไม่น่าจะมีกลิ่นของเขาหลงเหลืออยู่นี่’ไป่เจ๋อคิด
ไม่ทันไรมือข้างนั้นของเขาก็ถูกยื้อแย่งไปมา และหลังจากทุกคนได้ลองพิสูจน์กลิ่นแล้วบรรยากาศของนักเรียนหญิงทั้ง 10 คนก็เปลี่ยนไป พวกเธอกระจายตัวล้อมไป่เจ๋อไว้
‘จิตแรงปรารถนานี่มันอะไรกัน’ไป่เจ๋อััได้ถึงความปรารถนาที่พุ่งตรงมาที่เขาพร้อมกับสังหรณ์ไม่ดีที่ร้องเตือนให้เขารีบออกจากสถานการณ์นี้
นักเรียนหญิงเริ่มพยายามหาต้นตอของกลิ่นที่พวกเธอได้รับตอนดมไปที่มือของไป่เจ๋อพวกเธอรู้สึกใจเต้น และร่างกายของพวกเธอขยับไปเองโดยที่ไม่อาจควบคุมได้เพียงไม่นานความคิดและเหตุผลของพวกเธอก็ดับลง
ไป่เจ๋อที่ไม่กล้าทำอะไรรุนแรงเพราะกลัวทำนักเรียนหญิงพวกนี้าเ็แต่ถ้าเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง เกรงว่าพรหมจรรย์ของร่างนี้ก็คงไม่เหลือเป็แน่
“เฮ้ยที่พวกเธอจะล้วงอะไรน่ะ” ไป่เจ๋อรีบปัดมือของนักเรียนหญิงที่กำลังจะปลดเข็มขัดของเขา
‘ทำไมพวกเธอราวกับควบคุมตัวเองไม่ได้เดี๋ยวนะ...’ ไป่เจ๋อคิด และก็นึกได้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเมื่อเขาฝึกยุทธ์จนร่างกายขับสิ่งสกปรกออกไประดับหนึ่งแล้วร่างกายจะสร้างกลิ่นหอมที่ส่งผลต่อเพศตรงข้ามให้ลุ่มหลงจนสติหลุดซึ่งวิชาที่จะใช้ควบคุมมันนั้น ตอนนี้ไป่เจ๋อยังไม่สามรถเรียนมันได้
ปึด
“เฮ้ย”ไป่เจ๋อหลุดออกจากความคิดทันทีเมื่อเสื้อเชิ้ตนักเรียนของเขาถูกดึงทึ้งจนกระดุมหลุดกระเด็นเผยให้เห็นกล้ามอกและกล้ามหน้าท้องเป็ลอนให้เห็น
‘อันตรายแล้ว’ไป่เจ๋อไม่รอช้า เขาส่งจิตสังหารระดับที่ทำให้คนสลบออกมา
ตุบ
นักเรียนหญิงที่ควบคุมสติตัวเองไม่ได้รู้สึกเวียนหัวอยากอาเจียน และสลบไปส่วนไป่เจ๋อนั้นใช้อักขระลมปราณลบความทรงจำของพวกเธอเกี่ยวกับเื่เมื่อครู่
‘เกือบไปแล้วหลังจากนี้ถ้าเข้าใกล้พวกผู้หญิง คงต้องระวังตัวให้มากซะแล้ว’ ไป่เจ๋อคิดและเริ่มตระหนักถึงการเร่งฝีกฝนพลังปราณ เพื่อให้อยู่ในระดับที่เขาสามารถฝึกเคล็ดบุปผาซ่อนกลิ่นของไท่ซื่อคงได้
“อ๊ะ”ไป่เจ๋อนั้นเพิ่งนึกถึงคำทำนายของไท่ซื่อคงขึ้นมาได้
[ชาติภพผันผ่าน เคราะห์กรรมมาเยือนสตรีมิเหมือน เช่นกาลก่อนมา หากพบประสบ 10 ดรุณี จางเร่งห่างหนี หากมิอยากอับอาย]
‘คำทำนายตรงจนน่าขนลุกข้าต้องเร่งนึกถึงคำทำนายที่ไท่ซื่อคงบอกข้าแล้ว มันมีกี่คำทำนายกันเนี่ย’ไป่เจ๋อคิดและดึงกางเกงที่ถูกถลกลงกองที่ข้อเท้าขึ้นก่อนจะเริ่มเก็บกระดุมขึ้นมาและเริ่มซ่อมเสื้อผ้าของเขาโดยไม่รู้เลยว่าตอนที่เขากำลังใส่กางเกงกับติดกระดุมเสื้อนั้นมีนักเรียนชายคนหนึ่งผ่านมาพอดี
‘นั่นมันไป่เจ๋อนี่’นักเรียนชายคนนี้เป็เพื่อนร่วมชั้นกับไป่เจ๋อตอนนี้เขากำลังซ่อนและแอบมองไป่เจ๋อที่กำลังใส่เสื้อกับกางเกงโดยมีนักเรียนหญิงนอนกองอยู่ที่พื้นรอบตัวไป่เจ๋อ
‘หมอนั่นสุดยอดไปเลยเห็นเงียบ ๆ แบบนั้น แต่เป็เพลย์บอยเหรอเนี่ย เราคงต้องลองไปขอวิชาดูดีกว่า’นักเรียนชายคนนั้นรอจนไป่เจ๋อเดินจากไปแล้วเขาค่อยออกจากที่ซ่อนและรีบตามไป่เจ๋อไป แต่พอพ้นมุมของตึกเรียนเขากลับพบว่าไป่เจ๋อหายตัวไปแล้ว
ส่วนนักเรียนหญิงทั้งสิบคนฟื้นคืนสติตอนที่ได้ยินเสียงกริ่งดัง พวกเธอกรีดร้องราวกับโลกจะแตกรีบลุกขึ้นและวิ่งไปเข้าห้องสอบของตัวเองแน่นอนว่าพวกเธอลืมเื่ที่ได้พบไป่เจ๋อในเช้าวันนี้จนหมดสิ้น
การสอบในวันที่2 นี้ ไป่เจ๋อสามารถผ่านมันไปได้อย่างสบาย ถ้าไม่นับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาลำบากตอนเช้าสำหรับคะแนนไป่เจ๋อคิดว่าเขาสามารถได้คะแนนเต็มทุกวิชาแน่นอน
หลังจากกลับถึงห้องเช่าไป่เจ๋อรีบเขียนนิยายของเขาต่อ ซึ่งวันนี้น่าจะเขียนจบสาเหตุเพราะเขาเขียนนิยายแบบหามรุ่งหามค่ำทำให้นิยายเื่แรกของเขาเสร็จอย่างรวดเร็ว
‘เสร็จแล้วโทรหาซีหลัวเลยก็แล้วกัน’ไป่เจ๋อเริ่มกดเบอร์จากนามบัตรที่ซีหลัวให้ไว้ในคราวก่อนทันที
เพียงแค่ครู่เดียวก็มีคนรับสายเสียงหญิงชรากล่าวทักทายอย่างสุภาพ เธอสอบถามเขาว่าจะติดต่อเื่อะไรซึ่งไป่เจ๋อก็รีบบอกธุระของเขาไป
“ผมชื่อไป่เจ๋อครับจะขอเรียนสายท่านประธานซีหลัวครับ” ไป่เจ๋อตอบ
[อ้อมีธุระอะไรคะ ท่านประธานติดประชุมอยู่ สามารถแจ้งดิฉันได้หลังท่านประธานประชุมเสร็จแล้วดิฉันจะแจ้งท่านให้ค่ะ] เสียงหญิงชราตอบกลับมา
“ครับให้บอกท่านประธานว่านิยายที่ผมเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากสะดวกเมื่อไหร่ก็นัดวันเวลามาได้ครับ ผมจะเอาต้นฉบับไปให้ดู” ไป่เจ๋อกล่าว
[ได้ค่ะดิฉันจะแจ้งท่านประธานให้ค่ะ] เลขาหน้าห้องซีหลัวกล่าว
“ขอบพระคุณมากครับ”ไป่เจ๋อตอบกลับและวางสายไป
เพียงไม่นานทางเลขาของซีหลัวก็ติดต่อกลับมาเพื่อนัดไป่เจ๋อให้ไปหาที่บริษัทหลังจากที่ไป่เจ๋อกลับจากโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว
‘คืนนี้นอนสักหน่อยก็แล้วกัน’ไป่เจ๋อปูผ้าที่พื้นก่อนจะล้มตัวลงนอนเพราะเขายังมีพลังปราณไม่สูงพอที่จะไม่หลับไม่นอนติดต่อกันได้นานมากนัก การให้ร่างกายได้นอนจริงๆ นั้น เป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาร่างกายให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อม