บทที่3 ก่อนั์ตา์ปรากฏ
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน” ย่าห์!!!! ฟู่วววว....
แสงสีทองเลือนรางปรากฏที่ปลายนิ้วชี้ของเฟยหลงก่อนจางหายไปมันถอนหายใจแ่เบาแล้วกล่าว
“อาจารย์ นี่ก็ผ่านมาสามเดือนแล้วข้ายังไม่อาจปล่อยพลังดรรชนีนี้จู่โจมออกไปได้เลยเช่นนี้เมื่อไหร่ท่านจึงจะนำข้าออกจากป่าแห่งนี้เสียที”
“อย่ากล่าววาจามากความหากฝึกไม่สำเร็จอย่าริหวังจะกลับออกไปได้ เื่นี้ข้าก็บอกกับเ้าั้แ่ต้นแล้ว”
“อาจารย์ ท่านก็รู้ศิษย์ไร้ความสามารถเช่นนี้มิใช่ว่าศิษย์จะต้องติดอยู่ในป่าจนแก่ชราเลยหรือ”
“เ้าเด็กโง่ เ้าไม่เคยสังเกตเลยรึเพียงเวลาแค่สามเดือนเ้าก็เริ่มที่จะตื่นรู้ในพลังธรรมชาติแล้วเข้าสู่ขอบเขตระดับปฐมญาณขั้นปลายภายในเวลาสามเดือนจากที่ยังไม่เคยััพลังธรรมชาติได้เลยหากข้าไม่เคยพบเจอเ้าก่อนหน้านี้คงต้องนึกว่าเ้าเป็ผู้ที่มีพร์หายากผู้หนึ่ง”
“อาจารย์ท่านพูดจริงหรือ”
“ข้าเป็เพื่อนเล่นเ้าหรือ ฝึกต่อได้แล้ว”
“ทราบแล้ว”
เฟยหลงเดินไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่มันนั่งลงเข้าสู่ห้วงสมาธิปล่อยวางจิตใจให้สงบัักับพลังธรรมชาติรอบๆ กายพลังธรรมชาติก็เริ่มหมุนวนเข้าสู่ร่างของมันทีละน้อย เส้นชีพจรลมปราณที่จุดตันเถียนเริ่มก่อตัวไม่หยุดยั้งชายชราผู้เป็อาจารย์ของมันได้แต่ถอดถอนใจด้วยความชื่นชม
“มิน่าเชื่อ นอกจากจะมีเส้นชีพจรลมปราณเทวะแล้วมันยังมีความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติได้ดียิ่ง ดียิ่งกว่าตัวข้าด้วยซ้ำ”
มีคำกล่าวที่ว่า เส้นชีพจรลมปราณเทวะเป็เส้นชีพจรที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้แต่บันทึก หรือตำราของลัทธิต่างๆยังมิเคยมี แต่ถึงแม้ไม่ได้มีบอก นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครรู้ ชายชราสวมชุดคลุมซอมซ่อผมเพล้าหนวดเครายาวรุงรังคล้ายดั่งขอทานผู้นี้กับเป็ผู้เดียวที่รู้เื่เส้นชีพจรลมปราณเทวะที่คนอื่นๆไม่เคยเห็นความสำคัญ ทั้งยังเป็อีกคนที่เส้นชีพจรนี้ในร่าง คนทั่วแผ่นดินไม่รู้เื่ราวลับลมคมนัยนี้คนทั้งแผ่นดินไม่รู้ประวัติความเป็มาของชายชราผู้นี้ คนทั้งแผ่นดินเพียงรู้ว่ามันคือ“จูกั๊กม่อ” เฒ่าพยากรณ์ที่คนทั่วทั้งปฐีไม่เคยคิดตอแย ก็เพียงเท่านั้น
แคว้นซาง แคว้นที่อยู่ทางตอนกลางในแผ่นดินใหญ่แคว้นแห่งนี้เป็สถานที่ที่ให้ความอิสรเสรีต่อประชาชนที่สุดผู้คนมีความคิดอ่านเป็ตัวของตัวเอง มีสิทธิเสรีภาพเป็อย่างมากที่แห่งนี้จึงมีผู้คนนับถือเลื่อมใสในเต๋า และเชน หากแบ่งกันแล้วคงมีคนนับถือเลื่อมใสลัทธิละครึ่งแคว้นเลยก็ว่าได้และแคว้นแห่งนี้เองถือเป็แคว้นเดียวที่มี ค่ายพรรค สำนักใหญ่ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากของลัทธิเต๋าและเชนดำรงอยู่ร่วมกัน อันสำนักแห่งลัทธิเต๋าได้แก่ สำนักพรตหงส์ฟ้า และค่ายพรรคแห่งลัทธิเชนได้แก่ วัดธรรมจักร โดยสำนักพรตหงส์ฟ้าจะมีอาณาเขตอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นส่วนวัดธรรมจักรมีอาณาเขตอยู่ทางตอนใต้ของแคว้น สองผู้นำแห่งค่ายพรรคหรือสำนักดังกล่าวถือเป็ยอดคนแห่งยุคปัจจุบัน เป็ผู้มีอิทธิพล และอำนาจสูงส่งยิ่งแม้พวกท่านทั้งสองต่างเป็ผู้มีอำนาจของแต่ละลัทธิ แต่พวกท่านก็มีความสนิทสนมและเคารพนับถือซึ่งกันและกันทุกครั้งที่มีข้อปัญหาที่คิดมิตก ต้องมาเสวนาที่เก๋งไม้เก่าๆ บริเวณทางขึ้นเขาหั่วซานอยู่เป็ประจำ
“ไต้ซือ ตามบันทึกที่ตกทอดสู่กันมาในสำนักข้าถ้ำบนเขาแห่งนั้นเข้าได้ แต่กลับไม่ได้”
“อมิตตาพุทธ ์ยังมิเปิดมนุษย์เราจะเข้าไปได้หรือ”
“ไต้ซือหมายความว่า....”
“อาตมาคาดเดาว่าหากั์ตา์เปิดออก เมื่อนั้นถ้ำแห่งปริศนาจึงจะเปิดตาม และมนุษย์จะสามารถเข้าออกได้แต่หากั์ตา์ปิดลงเมื่อนั้นจึงลำบากแล้ว”
“แต่นี่ก็เป็เพียงการคาดคะเนมิรู้ว่าถ้ำแห่งนั้นจะสามารถเข้าออกได้จริงหรือไม่ถ้าหากเหตุการณ์ั์ตา์บังเกิดขึ้น”
“ยิ่งกว่านั้นเหตุการณ์ั์ตา์ก็เป็เพียงคำทำนายว่าจะเกิดขึ้นในอีกห้าปีที่จะถึงไม่สิตอนนี้ก็เหลือเวลาประมาณสี่ปีกว่าซึ่งยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่”
“ก็อย่างที่ไต้ซือเคยกล่าวเอาไว้ครั้งก่อนเมื่อมีโอกาสย่อมคว้าเอาไว้ ต่อให้มันจะเลือนรางเพียงไหน”
“มิผิด ครั้งนี้อาตมาและท่านจึงต้องเตรียมการไว้ให้พร้อม”
“หากเราท่านร่วมมือ ค่าย พรรคหรือสำนักอื่นก็คงลำบากแล้ว”
“อมิตตาพุทธ การใดที่ยังไม่กระทำการนั้นยังไม่ถือว่าประสบผล เช่นนั้นห้ามประมาทเลินเล่อโดยเด็ดขาด”
“ทุกอย่างดำเนินการไปตามแนวทางและขั้นตอนของมันไม่มีประมาทแม้แต่น้อย”
“อมิตตาพุทธ”
กลางป่าลึกในหุบเขาเถาิซานเด็กหนุ่มวัยสิบสามเศษผู้หนึ่งกำลังมุ่นมั่นอยู่กลับการฝึกปรือพลังญาณปาฏิหาริย์่เช้ามันต้องคอยประมือกับอาจารย์ของมัน ่สายต้องฝึกใช้เอกดรรชนีผลาญสุริยัน่บ่ายต้องขึ้นเขาล่าสัตว์เพื่อเป็อาหารและเป็การฝึกฝนไปในตัว สุดท้ายคือ่เย็นมันต้องเข้าสู่สมาธิทำการััรับรู้ และซึมซับพลังธรรมชาติเข้าสู่ภายในร่างกาย เพื่อเริ่มสร้างแก่นญาณชีพจรฟ้า ซึ่งขั้นตอนนี้จะเป็การก้าวเข้าสู่ขอบเขตของผู้ฝึกญาณวิถีเต๋าอย่างแท้จริงเฟยหลงเคยฝึกบำเพ็ญเพียรจากถังเทียนเจ๋อ อาจารย์คนแรกของมันมาก็มิใช่น้อยแต่ก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับขอบเขตแรกเริ่มของการฝึกญาณปาฏิหาริย์ได้เลยแต่พอได้เรียนรู้แนวทางการชี้แนะแบบใหม่จากอาจารย์คนที่สอง มันกลับมีความพัฒนาอย่างก้าวะโผ่านมาเพียงสี่เดือนมันก็ก้าวสู่ระดับทุติญาณ ขั้นปลายซึ่งเป็ขั้นตอนของการสร้างแก่นญาณชีพจรฟ้าภายในร่างกายแล้วทว่าเื่นี้จะโทษถังเทียนเจ๋อ อาจารย์คนแรกของมันก็มิได้เนื่องเพราะเส้นชีพจรลมปราณเทวะเป็สิ่งที่คนทั่วไปมิทราบ และไม่เคยรู้จักมาก่อนจึงไม่อาจใช้หลักเกณฑ์การถ่ายทอดดั่งคนทั่วไปได้ ดังนั้นจึงมีเพียงผู้ที่มีเส้นชีพจรลมปราณที่เหมือนกันเท่านั้นจึงจะถ่ายทอดวิธีการฝึกที่ถูกต้องได้ ซึ่งคนๆ นั้นก็คือ “จูกั๊กม่อ” นั่นเอง
“อาจารย์นี่ก็สี่เดือนแล้ว ท่านมิคิดปล่อยข้ากลับไปหรือไง”
“ไหนลองใช้ เอกดรรชนีผลาญสุริยันให้ข้าดูหน่อยสิ”
เฟยหลงก้าวเท้าออกมาด้านหน้ามันยืนสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนตวัดนิ้วชี้ขวามือออกไปนิ้วชี้ที่ยืดเหยียดเปล่งเสียงสีทองอ่อนจาง ห้วงอากาศด้านหน้ามันพลันบิดเบี้ยวขึ้นมาเล็กน้อยบังเกิดลำแสงสีทองพุ่งวาบออกไปด้านหน้ากระทบกับต้นไม้ก่อนสลายหายไปเหลือเพียงรอยไหม้เป็รูปวงกลมจุดเล็กๆ ที่เปลือกไม้
“โฮ่ พัฒนาได้ยอดเยี่ยม....แต่ยังใช้การไม่ได้ เ้ากลับไปฝึกมาใหม่”
“อาจารย์ ข้าเป็ห่วงชาวชนเผ่าอุยฮูเป็ห่วงอาจารย์ เป็ห่วงศิษย์พี่ของข้า ข้าอยากจะกลับไปช่วยเหลือพวกมัน”
“ช่วย....... เฟยหลงเอ๋ยเ้าในตอนนี้รังแต่จะเป็ภาระของผู้อื่นเสียเปล่า หากเ้าอยากช่วยเหลือผู้อื่นจริงก็จงแข็งแกร่งขึ้นซะ...... ที่นี่พลังคือความถูกต้อง ส่วนเ้าคือความยุติธรรมหากเ้า้าที่จะเป็พลังอันยุติธรรมมีหนทางเดียวก็คือเ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่าทุกผู้ในปฐี”
“อาจารย์ ท่านก็เป็บุคคลที่ยอดเยี่ยมและเก่งกาจ เหตุใดจึงมิยื่นมือเข้าช่วยเหลือชนเผ่าอุยฮูเล่า”
“เด็กเอ๋ย ทุกอย่างฟ้าได้ลิขิตมาแล้วข้ามิสามารถยุ่งเกี่ยว หรือก็คือข้ามิอาจยุ่งเกี่ยวอันใดได้”
“อาจารย์ ข้าไม่เข้าใจ”
“สักวันเ้าจะเข้าใจ”
เสียงวิหคกระพือปีกโผบินบนท้องนภาเหล่าภมรหนอนแมลงต่างบินว่อนวนเวียนบุปผาชาติ หมู่มัจฉาแหวกว่ายในธารน้ำใสที่มองเห็นแม้แต่ก้นสระทัศนียภาพโดยรอบช่างงดงามราวกับภาพในความฝัน เฟยหลงเดินเลียบเข้ามาตามธรรมชาติอันสวยงามนี้มันเหม่อลอยนึกคิดถึงคำสนทนากับอาจารย์เมื่อครู่ แต่ก่อนมันไม่เคยคิดที่จะมีพลังเหนือกว่าผู้ใดแค่มีพลังพอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ก็เพียงพอแล้วแต่เมื่อได้ฟังคำกล่าวของอาจารย์ก็ได้คิดว่า มีแต่พลังไร้ผู้ต่อต้านเท่านั้นจึงจะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างแท้จริงเช่นนั้นมันต้องแข็งแกร่งขึ้น มันต้องฝึกฝนให้หนักหน่วงกว่าเดิมเมื่อคิดเช่นนี้เด็กหนุ่มก็เริ่มที่จะฝึกฝนอย่างหนักมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ฝึกเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนวันเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปอย่างช้าๆ
.
.
.
.
สี่ปีผ่านไปนับั้แ่ที่เฟยหลงหายตัวไปจากชนเผ่าอุยฮู ผู้คนที่รู้จักมันต่างก็คิดว่ามันได้เสียชีวิตไปแล้วไม่เว้นแม้แต่อาจารย์ หรือศิษย์พี่ของมัน และสี่ปีมานี้ชนเผ่าอุยฮูก็ถูกชนเผ่ามารทมิฬรุกไล่จนเข้ามาประชิดกำแพงชนเผ่าไม่รู้ว่าตอนนี้ชาวชนเผ่าอุยฮูจะต้านทานกองกำลังของศัตรูไปได้อีกกี่ปี กี่เดือนหรือกี่วัน ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะชนเผ่าอุยฮูเมื่อสามปีก่อนได้สูญเสียหัวหน้าชนเผ่าในสนามรบไปเป็เหตุให้ชนเผ่าเกิดความระส่ำระส่ายดั่งฝูงสุนัขที่ไร้หัว ไม่รู้ที่จะทำเช่นไรสุดท้ายถูกชนเผ่ามารทมิฬรุกไร่จวนเจียนจะเสียแผ่นดิน และแล้วคำว่าวีระบุรุษมักปรากฏในสถานการณ์อันเลวร้ายก็ได้เกิดขึ้นจริงปาอุ่ยเก้อลุกขึ้นปลุกปลอบความกล้า ความฮึกเหิมให้กับผู้คนในชนเผ่า มันนำทัพเข้าต่อต้านชาวชนเผ่ามารทมิฬจนรักษาชนเผ่าไว้ได้ในที่สุดจากนั้นทุกผู้คนในชนเผ่าต่างสนับสนุนให้ปาอุ่ยเก้อ ศิษย์พี่ของเฟยหลงขึ้นเป็ผู้นำชนเผ่าคนต่อไป
“ท่านหัวหน้าเผ่ากองกำลังของเผ่ามารทมิฬ ตอนนี้พวกมันปิดล้อมพวกเราไว้หมดแล้วแม้แต่ทางด้านยอดเขาเถาิซาน พวกมันก็โอบล้อมไว้หมดสิ้น”
“แล้วนกพิราบสื่อสารที่ท่านอาจารย์ข้าให้ส่งออกไปเล่า”
“ตอนนี้แม้แต่แมลงซักตัวยังไม่อาจหลบรอดจากสายตาพวกมันล้วนถูกจัดการหมดสิ้น”
“เ้าพวกผู้ฝึกญาณแห่งแผ่นดินใหญ่นั้นช่างน่ากลัวนักหากเพียงแค่ชนเผ่ามารทมิฬ ย่อมไม่สามารถบุกยึดเข้ามาปิดล้อมพวกเราไว้แต่ในกำแพงได้”
“ท่านหัวหน้าเผ่ารุ่นก่อนก็ตายเพราะน้ำมือพวกมันน่าเจ็บใจนัก ไม่น่าเชื่อที่ที่มีแสงสว่างส่องทั่วถึงเช่นพวกมันกลับช่วยชนเผ่ามารทมิฬทำเื่ไร้ยางอายได้”
ปาอุ่ยเก้อยืนมือไพล่หลังบนกำแพงชนเผ่า แหงนหน้ามองท้องนภาในเวลากลางคืน ก่อนถอนหายใจออกมาแ่เบาแล้วกล่าว
“ข้าก็หวังว่าจะมีแสงสว่างส่องมายังชนเผ่าเราบ้าง....แต่ว่าตนต้องเป็ที่พึ่งแห่งตนก่อน เพราะฉะนั้นพวกเราต้องรวมกำลังกันป้องกันแผ่นดินผืนนี้ให้ได้”
อีกเพียงหนึ่งปีวันในคำทำนายก็ใกล้ที่จะเข้ามาถึงแล้วด้านฝั่งตะวันออกของเขาเถาิซานเริ่มมีคนมากหน้าหลายตาแวะเวียนผ่านไปมากันมิขาดสายโดยเฉพาะเหล่าผู้ฝึกญาณปาฏิหาริย์กลุ่มคนเหล่านี้ต่างมุ่งหวังในเื่เดียวกันคือการรอคอยปรากฏการณ์ั์ตา์ที่กำลังจะเกิดขึ้นคนที่ฝึกปรือพลังฝีมือย่อม้าที่จะมุ่งแสวงหาพลังที่ลึกล้ำกว่าเดิมนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์ั์ตา์จุดกำเนิดวิถีแห่งฟ้าเป็สิ่งที่ยั่วยวนใจกว่าสตรีในหอนางโลมเป็ไหนๆ
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งนามว่า หอไผ่เขียวตั้งอยู่ที่ชายแดนแคว้นเว่ย เป็สถานที่ที่อยู่ใกล้กับูเาเถาิซานเป็อย่างมากปกติโรงเตี๊ยมแห่งนี้ยากนักที่จะหาผู้เข้ามาเช่าพักซักคนได้ แต่สองปีที่ผ่านมานี้กลับมีผู้คนเข้ามาเช่าพักอย่างมิขาดสายห้องพักที่เตรียมไว้กลับถูกจับจองจนหมดสิ้น ที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีห้องโถงขนาดใหญ่แต่ทว่าแม้จะมีขนาดใหญ่ก็ยังดูคับแคบ เนื่องจากตอนนี้ทุกโต๊ะทุกเก้าอี้ต่างคับคั่งไปด้วยผู้คน เสียงจอแจพูดคุยกันในวงสุรา อาหารกลับทำให้มีอรรถรสมากขึ้น
“เ้าเคยได้ยินข่าวคราวนี้หรือไม่”
“ข่าวคราวอันใด”
“ก็เื่ที่ ฮุ่ยหลง ยอดคนอายุเยาว์สำนักพรตหงส์ฟ้าน่ะสิ ตอนนี้ได้ข่าวว่ามันฝึกญาณวิถีแห่งเต๋าจนก้าวสู่ระดับบรมมาญาณขั้นปลายแล้ว อีกก้าวเดียวมันก็จะก้าวสู่ระดับขอบเขตที่เหนือกว่าธรรมชาติ”
“น่าเลื่อมใสแท้ แต่หากมันเกิดข้อผิดพลาดในขั้นการปรับสมดุลนี้ก็จะถูกพลังธรรมชาติย้อนทวน ทำลายแก่นญาณชีพจรฟ้ากลับสู่การเป็บุคคลธรรมดาไม่สามารถฝึกปรือได้อีก นี้จึงเป็เื่ยุ่งยากมากแล้ว”
“อีกคนก็คือ หยางเค่อ แห่งวังัฟ้า ผู้ฝึกญาณวิถีเชน มันผู้นี้พร์ก็มิแพ้ฮุ่ยหลงแม้แต่น้อยตอนนี้มันก้าวสู่ระดับกิจญาณ หรือที่เรียกว่า ด่านวิถีแห่งพลังขั้นที่สี่แล้ว”
“ด่านวิถีแห่งพลังขั้นที่สี่ สู่แรกเริ่มนี้ก็เป็ปัญหาต่อผู้ฝึกญาณวิถีแห่งเชนนัก เพราะหากผ่านด่านได้ก็จะขึ้นสู่วิธีแห่งเทพเหนือวัฏสังขาร แต่ถ้าหากไม่สามารถผ่านด่านได้มันจะกลับสู่การเป็บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกัน”
“นับว่าน่าเลื่อมใสทั้งสองคนแต่พวกมันก็ถือว่าอยู่ใน่หัวเลี้ยวหัวต่อ หากผิดพลาดแม้แต่นิดพวกมันจากที่เคยถูกยกย่องว่าเป็ผู้ที่มีพรสรรค์สูงส่งต่อไปอาจเป็ได้เพียงขยะสองตนแล้ว”
“ข้าก็หวังเช่นนั้นนะ กล่าวตามตรงข้าอิจฉาพวกมันนัก”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”
เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง ดังไปทั่วห้องโถงมีเพียงคนสามคนนั่งอยู่โต๊ะมุมห้องที่นิ่งเงียบไม่มีการกล่าววาจาแสดงความคิดเห็นอันใดต่อเื่เมื่อครู่ซักพักคนผู้หนึ่งในกลุ่มคนทั้งสามก็ได้แค่นเสียงขึ้นมาเบาๆ
“เฮอะพวกเ้าคงยังไม่รู้สินะผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในยอดคนอายุเยาว์กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะนี้นั่งอยู่ด้านหลังของพวกเ้า ผู้ที่เป็เ้านายของข้า ผู้ที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวข้ามระดับกิจญาณ (ด่านวิถีแห่งพลัง)ขั้นที่สี่” มันกล่าวพลางเหลียวมองบุรุษที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่เคารพย่องย่องแล้วกล่าวต่อ
“นายน้อยแห่งพรรคเทพธาราผู้นี้”
รุ่งอรุณได้มาเยือนหลังเขาเถาิซาน เป็สัญญาณบอกให้ชนเผ่าอุยฮูต้องเข้าห้ำหั่นกับกองกำลังชนเผ่ามารทมิฬผู้รุกรานที่โเี้นี้กองกำลังของทั้งสองฝ่ายต่างโห่ร้องกึกก้อง วิ่งตะบึงเข้าฟาดฟันกันอย่างบ้าคลั่งโลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเต็มพื้นพสุธา ร่างอันไร้ชีวิตทอดกายเรียงรายอย่างนับไม่ถ้วนด้วยสายเืของนักรบและร่างกายอันแข็งแกร่งของชนเผ่าอุยฮูทำให้หนึ่งคนสามารถรับมือศัตรูได้ถึงห้าศพที่ทอดร่างอยู่บนพื้นส่วนใหญ่จึงมีแต่ชาวชนเผ่ามารทมิฬ
ณ จุดบัญชาการรบชนเผ่ามารทมิฬยืนไว้ด้วยชายชราสวมชุดคุมสีดำ ใบหน้าอัปลักษณ์ มันถูกเรียกว่าเป็หมอผีประจำเผ่าและเป็ผู้นำทัพของชนเผ่ามารทมิฬในการออกรบครั้งนี้มันเอ่ยขึ้นกับชายชุดดำที่ปิดหน้ามิดชิดผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกายมัน
“นี่ก็ใกล้เวลาที่คำทำนายจะมาถึงแล้วท่านต้องเร่งลงมือช่วยเหลือข้ายึดครองชนเผ่าอุยฮูให้สำเร็จโดยเร็วมิเช่นนั้นพวกข้า....... และข้อตกลงระหว่างพวกท่านก็จะสิ้นสุดลง”
“ท่านมิต้องเป็ห่วงตอนนี้มิใช่พวกข้ารึที่ช่วยพวกท่านรุกไล่ศัตรูจนประชิดถึงกำแพงชนเผ่าแล้ว”
“ตอนนี้ข้าเสียกำลังทหารเป็จำนวนมาก”
“ข้าก็เสียกำลังคนไปมากเช่นกันข้ามิคิดเลยว่าชนเผ่าอุยฮูจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ถึงขนาดต่อกรกับผู้ฝึกญาณได้นานขนาดนี้”
“นั่นเป็เพราะพวกท่านส่งเพียงผู้ฝึกญาณปลายแถวมามิใช่รึ”
“ท่านว่าอะไร”
“เอาเถอะ..... ตอนนี้หากสู้รบต่อไปพวกเราคงสูญเสียกำลังพลไปมากโขกว่าจะยึดครองชนเผ่าอุยฮูได้”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นหากเราสามารถสังหารเ้าหนุ่มหัวหน้าเผ่าคนใหม่นั่นได้การยึดครองชนเผ่าอุยฮูก็คงง่ายดายแล้ว”
“มิผิดตอนนี้ข้าจึงมีอุบายอย่างหนึ่งขึ้น แต่อุบายนี้ต้องอาศัยพวกท่าน”
“ว่ามา”