ซูหมิงเยว่ : ทะลุมิติมาเป็นยอดหญิงหมอเทวดา [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 89 รู้ประมาณ

            หัวหน้าผู้คุมถือแส้เท้าเอวหอบหายใจแรง เขามองซูหมิงเยว่แล้วก่นด่าออกมา“แม่นางคนนี้อดทนเก่งจริง ขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ร้อง มา เจ้ามาต่อ”

            เขาพูดแล้วชี้ไปที่ผู้คุมอีกคนหนึ่งก่อนจะส่งแส้ไปให้

            ผู้คุมคนนั้นเห็นท่าทางอ่อนแอของซูหมิงเยว่ก็ตีไม่ลงร่างนางเพียงแค่หายใจออกแต่ไม่มีการหายใจเข้า เขารับแส้มาไว้ในมือ แต่ก็มือสั่นอยู่พักหนึ่งไม่ได้ลงมือสักที

            “มารดามันเถอะ ข้าให้เจ้าลงมือ ไม่ได้ยินหรือ” หัวหน้าผู้คุมเห็นว่าคนคนนั้นไม่ยอมลงมือเสียทีก็ด่าออกมาแล้วยกเท้าถีบ

            ผู้คุมคนนั้นพุ่งไปด้านหน้าหนึ่งก้าวก่อนจะหันกลับมามองหัวหน้าด้วยท่าทางอยากร้องไห้ทั้งที่ไม่มีน้ำตาเขาพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ

            “ลูกพี่ ตีไปแบบนี้นางจะตายเอานะ ถึงแม้องค์ชายห้าจะสั่งให้พวกเราสั่งสอนคุณหนูซูนิดๆหน่อยๆ แต่อย่างไรฮ่องเต้ก็ไม่ได้มีรับสั่งลงมานะขอรับ หากตีนางตายไปก็ไม่ดีแล้วอีกอย่าง...นางก็เป็นลูกสาวของใต้เท้าสกุลซู หากเรื่องนี้มีการเปลี่ยนแปลงถึงตอนนั้นคนที่แย่จะเป็นพวกเรา....”

            หัวหน้าผู้คุมไม่ได้พูดอะไร เขามองซูหมิงเยว่ทีหนึ่งแล้วลูบคางขมวดคิ้วหรี่ตาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วโบกมือ “เอาล่ะ เอาล่ะ ลากนางกลับไป”

            “ขอรับๆ ๆ”

            สติของซูหมิงเยว่เริ่มเลือนรางแล้ว ตอนนี้เพียงแค่หายใจก็ยังเจ็บหากไม่ถูกเชือกมัดเอาไว้ที่ไม้กางเขน นางคงยืนไม่อยู่แล้ว เปลือกตาลืมไม่ขึ้นข้างหูมีเสียงวิ้งๆ ถึงพวกผู้คุมจะพูดอะไร นางก็ได้ยินเพียงแค่เลือนราง

            สองผู้คุมแกะเชือกที่มัดนางเอาไว้ พอแก้มัดออก ซูหมิงเยว่ก็ล้มลงไปกับพื้น

            ผู้คุมสองคนนั้นไม่ได้ทะนุถนอมสาวงามเลยสักนิด พวกเขาลากสองแขนของซูหมิงเยว่ไปยังด้านนอก

            ซูหมิงเยว่ส่งเสียงร้องอีกครั้งความเจ็บปวดในเสี้ยววินาทีทำให้สติของนางกลับมาชัดเจนอีกครั้งตัวของนางครูดไปกับพื้นทำให้ปากแผลไปครูดกับพื้นหยาบ

            แต่นางไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้วทำได้แค่ปล่อยให้สองคนนั้นลากแขนของนางไปด้านหน้า ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรกว่าจะกลับไปถึงห้องขังผู้คุมสองคนก็โยนนางลงพื้นก่อนจะลงกลอนประตูแล้วไม่ได้สนใจอีก

            ตอนนี้ขนาดแค่หายใจก็ยังรู้สึกเปลืองแรง ซูหมิงเยว่ฝืนลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง นางไม่อยากขยับ อยากจะนอนเงียบๆ เช่นนี้

            มุมห้องมีหนูหลายตัววิ่งเข้ามาข้างกายนางเพราะได้กลิ่นเลือด พวกมันใช้จมูกแตะตัวนางแต่นางไม่มีแรงเหลือที่จะไปสนใจพวกมันแล้ว

            สติของนางยิ่งเลือนรางลงเรื่อยๆ หนังตาหนักมากคิดแค่อยากจะนอน

            ซูหมิงเยว่ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ตอนที่นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งรอบด้านก็เงียบสนิท นางลืมตาขึ้น แสงด้านในมืดเล็กน้อยนางยังคงอยู่ในท่าที่ถูกโยนเข้ามาตอนนั้น

            พอนางขยับร่างกายที่แข็งทื่อก็กระเทือนไปโดนปากแผลรู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกวูบกลิ่นเลือดคละคลุ้งเข้าจมูก คราบเลือดบนตัวแข็งพอสมควรแล้ว อีกทั้งเสื้อผ้ายังขาดและผิวก็แตกติดตัวอีกเมื่อขยับเล็กน้อยก็เจ็บไปหมด

            ซูหมิงเยว่ซี๊ดปาก ใบหน้าขาวซีด หน้าผากมีเหงื่อซึมออกมาอีกนางไม่ได้ดื่มน้ำทั้งวันจนริมฝีปากแห้งแตก คอเจ็บจนไม่มีเสียง

            นางขมวดคิ้วแล้วฝืนความเจ็บที่แขนยกแขนขึ้นเพื่อขยับไปที่มุมกำแพงระยะทางสั้นๆ ไม่กี่ก้าว นางก็ใช้แรงไปทั้งตัวหลังจากขยับมาถึงมุมกำแพงก็หอบหายใจแรง

            ทรมาน ทรมานไปทั่วทั้งตัว นอกจากความเจ็บแล้ว ยังมีความรู้สึกอื่น ซูหมิงเยว่เป็นหมอนางรู้ดีว่าร่างกายของตัวเองในตอนนี้จะต้องแย่มากปากแผลไม่ได้จัดการจะต้องอักเสบจนตัวร้อนแน่

            นางไม่สามารถนอนต่อได้อีกแล้ว นางกลัวว่าหากตัวเองหลับไปจะมีปัญหาขึ้นได้

            นางฝืนดึงสติกลับมาให้แจ่มชัดแล้วเงยหน้ามองหน้าต่างเล็กที่อยู่ด้านบนกำแพงสูงหวังจริงๆ ว่าให้ฟ้าสว่างไวๆ นางเชื่อจี๋โม่หานเขาจะต้องมาช่วยนางแน่นอน นางจะตายที่นี่ไม่ได้

            คืนนี้ทุกคนต่างยากที่จะข่มตานอน

            จวนองค์ชายสาม โคมไฟยังสว่างในตอนกลางคืนจี๋โม่หานนั่งอยู่บนเก้าอี้เช่นนั้นมาตลอดทั้งคืน แม้แต่ท่าทางก็ไม่เปลี่ยน ใบหน้าเต็มไปด้วยจิตสังหารเย็นเยียบทั่วทั้งตัวราวกับปล่อยไอเย็นออกมา

            หลิงชวนเฝ้าอยู่ข้างกายเขาแล้วมองด้วยสายตาเป็นห่วง “องค์ชายท่านพักผ่อนสักประเดี๋ยวเถิด เป็นเช่นนี้ร่างกายจะทนไม่ไหวเอานะพ่ะย่ะค่ะ”

            จี๋โม่หานไม่ตอบกลับ หลิงชวนเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรประโยคนี้เขาพูดมาหลายครั้งแล้วในคืนนี้

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร จี๋โม่หานถึงอ้าปากพูดเสียงแหบ “กี่ยามแล้ว?”

            หลิงชวนมองท้องฟ้า “ยามเหม่า [1] แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            ผ่านมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว

            จี๋โม่หานกำหมัดแน่น จิตสังหารบนตัวเริ่มหนักขึ้นมาอีกหน่อย“ข้ารอไม่ได้แล้ว หลิงชวน ไปรวมคน”

            เขาพูดแล้วก็ยืนขึ้นมา ไม่ได้ปกปิดเรื่องขาของตัวเองอีก

            “องค์ชาย จะบุ่มบ่ามไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” หลิงชวนเอ่ยอย่างร้อนใจ“ตอนนี้พวกเรายังไม่มีหลักฐานใดใด”

            “แต่ว่าสาวน้อยของข้ารอไม่ได้แล้ว” จี๋โม่หานพูดด้วยโทสะ แค่เขาคิดว่าซูหมิงเยว่ไปอยู่ในสถานที่สกปรกแบบนั้นทั้งคืนหัวใจของเขาก็เจ็บปวดมาก

            ในตอนนี้เอง จิ่งฉือก็กลับมา “องค์ชาย”

            หลิงชวนดีใจขึ้นมาทันทีแล้วรีบเข้าไปหา “เป็นอย่างไรบ้าง?”

            จิ่งฉือออกไปด้านนอกมาตลอดทั้งคืน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจนแดงก่ำ แต่ก็ยังเป็นประกาย “มารดาเอ๊ย หาตลอดทั้งคืนจนเกือบจะพลิกทั้งเมืองหลวงหาแล้ว โชคดีที่หาเจอจนได้”

            ตอนที่กำลังพูดอยู่นั้น จื๋อหลันที่อยู่ด้านหลังก็เข้ามา ในมือหิ้วคนคนหนึ่งมาด้วย

            คนคนนั้นก็คือนักพรตที่ติดตามองค์ชายห้ามาใส่ร้ายซูหมิงเยว่เมื่อวาน เขาถูกจื๋อหลันหิ้วหลังคอเหมือนหิ้วไก่ทั้งตัวสกปรกเหมือนไปกลิ้งอยู่ในโคลนมาก่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวทั้งตัวสั่นไม่หยุด ริมฝีปากขาวซีด ไม่มีท่าทีเหมือนเมื่อวานเลยสักนิด

            ใบหน้าจื๋อหลันเต็มไปด้วยความรังเกียจ แววตามีจิตสังหารที่เก็บเอาไว้ไม่มิดเขาโยนนักพรตคนนั้นลงกับพื้นหยาบนักพรตลงไปนอนนิ่งไม่ขยับเหมือนกับก้อนโคลนหนึ่งก้อน

            “องค์ชาย ตอนที่พวกเราหาเขาเจอ องค์ชายห้ากำลังจะฆ่าปิดปากโชคดีที่พวกเรามาไวกว่าไปหนึ่งก้าว”

            ใบหน้าของจี๋โม่หานเย็นเยียบเหมือนกับอสูรที่ออกมาจากนรก ขาค่อยๆก้าวเดินไปทางนักพรตคนนั้น

            นักพรตคนนั้นตัวสั่น แววตาหวาดกลัวจนอดที่จะถอยไปด้านหลังไม่ได้ปากก็พูดไม่หยุด “องค์ชายสามได้โปรดเมตตากระหม่อม องค์ชายโปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วยเถิด”

            จี๋โม่หานเดินมาตรงหน้าเขาแล้วถีบเข้าที่หน้าอกเต็มแรงถีบครั้งเดียวแต่รุนแรงนัก นักพรตถูกถีบกระเด็นจนไปนอนที่พื้นอีกที่ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำโตจากนั้นก็หลับตากุมหน้าอกตัวเองแล้วนอนงอตัว

            พวกหลิงชวนเงียบไม่พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้ห้าม พวกเขาไม่ได้สัมผัสกลิ่นอายน่ากลัวบนตัวขององค์ชายมานานมากแล้ว

            แต่โชคดีที่จี๋โม่หานยังรู้ประมาณว่าถ้าถีบไปอีกรอบ คนคนนี้จะต้องตายแน่นอนเขาจึงพูดเสียงเย็นออกมา “จื๋อหลัน”

            จื๋อหลันก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวแล้วเหยียบไปบนตัวของนักพรต

     

    เชิงอรรถ

    [1] ยามเหม่า (卯时) คือเวลา 05.00 น. – 07.00 น.

     

    คล้ายกับเรื่องซูหมิงเยว่ : ทะลุมิติมาเป็นยอดหญิงหมอเทวดา [จบ] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592