บทที่ 8 ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้จริง ๆ!
โม่เฟิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่สาวสวยอย่างจูลี่ยอมเขาง่ายดายขนาดนี้ แต่เขาก็ยังไม่วางใจเต็มที่ เพราะของที่ได้มาโดยไม่ได้พยายาม มักจะไม่ยั่งยืน โม่เฟิงยังรู้สึกเสียดายทุกครั้งเมื่อนึกถึงแฟนเก่าของเขา เพราะโม่เฟิงยังไม่ได้ลิ้มลองเธอเลย
ดังนั้นเขาจึงไม่ใจอ่อนต่อคำขอของจูลี่ เขาขยับเข้าไปกัดติ่งหูของเธออย่างแ่เบาแล้วเป่าลมร้อนเข้าที่หูของเธอ พร้อมกับพูดว่า “อย่างน้อยให้ฉันลูบไล้เธอได้ไหม ไม่งั้นฉันคงกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่ไหว!”
ใบหน้าของจูลี่แดงก่ำราวกับแอปเปิล น่ารักจนอดสงสารไม่ได้ ในตอนนี้จูลี่นึกถึงเพื่อนสาวของเธอเมื่อครั้งที่อยู่ในหอพักนักศึกษา เพื่อนของเธอนั้นชอบพูดถึงเื่ผู้ชายให้ฟังอยู่บ่อยครั้งและจูลี่ก็รู้ดีว่าหากผู้ชายไม่ได้รับการตอบสนองทางเพศ เขาอาจจะทำอะไรได้บ้าง?!
เมื่อเทียบกับเพื่อนคนนั้นของเธอที่เสียตัวไปแล้ว จูลี่กลับยังคงรักษาสิ่งมีค่าที่สุดของเธอเอาไว้มาโดยตลอด เมื่อคิดถึงตรงนี้น้ำตาของเธอก็ไหลรินออกมา และเธอไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก… เพียงแต่ค่อย ๆ เคลื่อนมือที่ปิดตรงส่วนนั้นออกไปเล็กน้อย พอให้มือของโม่เฟิงสามารถเข้าไปััได้
ในขณะเดียวกัน โม่เฟิงก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็แค่เพียงชั่วครู่เท่านั้น เพราะตอนนี้ความปรารถนาของโม่เฟิงได้เข้ามาครอบงำแล้ว
เขาบรรจงจูบซับน้ำตาให้จูลี่อย่างอ่อนโยน พร้อมกับจับมือเรียวเล็กของหญิงสาวไปที่ยังจุดแก่นกายอันแข็งแกร่งของตัวเอง โม่เฟิงไม่ได้รีบร้อนรุกเธออย่างหยาบคาย เพราะจูลี่เป็หญิงสาวที่สวยมาก เขาจึงไม่อยากให้ความสัมพันธ์จบลงเพียงแค่ครั้งเดียว…
ดังนั้นโม่เฟิงจึงใช้ความอ่อนโยนััจุดลึกลับนั้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ ดึงสิ่งปกปิดชิ้นสุดท้ายของเธอลงมาจนถึงหัวเข่า โม่เฟิงสังเกตเห็นว่าตรงส่วนนั้นเริ่มเปียกแฉะขึ้นมาแล้ว เขาจึงไม่รอช้ารีบสอดนิ้วเข้าไปทันที
ในตอนนี้จูลี่รู้สึกตื่นเต้นและประหม่าอย่างบอกไม่ถูก เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เธอยอมให้ผู้ชายัับริเวณนั้น จูลี่ในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่นำของล้ำค่าของตัวเองออกมาแบ่งปันให้คนอื่น แต่ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำพังและยังสับสนกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ชอบอีกด้วย
มือของจูลี่เคลื่อนไหวไปมาและในที่สุดเธอก็คว้าสิ่งหนึ่งไว้แน่น…
หลังจากนั้นไม่นานจูลี่ก็ส่งเสียงครางออกมาอย่างแ่เบา เห็นได้ชัดว่าจูลี่กำลังมีความสุขไปกับััที่โม่เฟิงได้มอบให้เธอ โม่เฟิงประทับจูบลงบนริมฝีปากบางของจูลี่ จากนั้นทั้งสองก็จูบกันอย่างดูดดื่มจนลืมตัวอีกครั้ง
สิบนาทีต่อมา จูลี่นั่งซบอยู่ในอ้อมแขนของโม่เฟิงราวกับลูกแมวแสนเชื่อง ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “เมื่อกี้คุณแย่มาก เจอฉันครั้งแรกก็ทำแบบนี้แล้ว คุณทำแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนหรือเปล่า?”
โม่เฟิงทำหน้าบึ้งทันที แต่มือของเขากลับไม่หยุดนิ่ง ยังคงอยู่ที่ส่วนลับของหญิงสาว จากนั้นเขากระซิบข้างหูจูลี่เบา ๆ ว่า “ฉันแย่ตรงไหนงั้นเหรอ?! ใช่แบบนี้ไหม?”
จูลี่ส่งเสียงครางออกมาทันทีโดยไม่สามารถควบคุมได้ เธอขยับตัวเล็กน้อย หวังว่าจะหลุดพ้นจากการควบคุมของโม่เฟิง แต่กรงเล็บของปีศาจไม่มีทางหนีพ้นหรอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมือของชายหนุ่มผู้หื่นกระหายคนนี้
โม่เฟิงยิ้มอย่างขำขัน “ไม่แกล้งเธอแล้วก็ได้ ฉันก็แค่ควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่ออยู่กับเธอ เพราะั้แ่แรกเห็นฉันก็อยากจะกลืนกินเธอเข้าไป อยากลิ้มลองกลิ่นหอมจากริมฝีปากเธอ ขอโทษนะจูลี่ ฉันไม่ควรทำแบบนี้เลย แต่เธอสวยเกินไปจนฉันควบคุมตัวเองไม่ได้จริง ๆ!”
มีผู้หญิงคนไหนบ้างที่ไม่ชอบฟังคำหวาน ๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่ััเรือนร่างของเธออย่างอ่อนโยนแบบนี้ จูลี่ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณปากหวานแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนสินะ ฉันไม่รู้ว่าคุณเคยพูดแบบนี้กับผู้หญิงมาแล้วกี่คน… แต่นี่เป็ครั้งแรกของฉัน ถ้าคุณคิดจะโกหกฉัน คุณก็ควรจะทำให้เนียนกว่านี้หน่อย อย่างน้อยเมื่อฉันนึกถึง่เวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันจะได้ไม่เสียใจ!”
โม่เฟิงรู้สึกเ็ปใจขึ้นมาทันทีที่ปฏิบัติต่อสาวบริสุทธิ์แบบนี้ แต่ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปได้ โม่เฟิงก็ไม่มีทางยอมพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด เพราะการจีบเธอด้วยวิธีปกติทั่วไป เขาคงไม่มีทางได้คบกับผู้หญิงสวยขนาดนี้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่โม่เฟิงทำได้ตอนนี้คือ ดูแลเธออย่างจริงใจ
โม่เฟิงสูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผมของจูลี่ราวกับจะจดจำกลิ่นหอมนี้ไว้ในใจ โม่เฟิงจุมพิตลงบนเส้นผมของจูลี่อย่างแ่เบาและพูดว่า “จูลี่เชื่อฉันสิ ฉันจริงใจนะ!”
จูลี่อมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตระหนักถึงบางสิ่ง “คนเลว! อีกเดี๋ยวทุกคนก็จะกลับมาแล้ว ถ้าพวกเขาเห็นสภาพฉันเป็แบบนี้ ทุกคนจะต้องรู้แน่ ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทั้งหมดนี้มันเป็ความผิดของคุณ!”
ตอนนี้สภาพของจูลี่ไม่ค่อยดูดีสักเท่าไร หากแค่เส้นผมที่พันกันอยู่ยังพอไหว แต่เสื้อผ้าบริเวณหน้าอกนั้นยับยู่ยี่ไปหมด เพราะเมื่อกี้โม่เฟิง ออกแรงบีบมากเกินไป เกือบจะฉีกเสื้อชั้นในลูกไม้ของเธอออกด้วยซ้ำ
แสงสว่างในฤดูใบไม้ผลิยังคงสาดส่องทำให้มองเห็นผิวเนียนสวยได้อย่างเลือนราง
แม้ว่าโม่เฟิงจะรู้สึกเสียดาย แต่เขาก็เข้าใจดีว่าสิ่งสำคัญคืออะไร?!
ถ้าเขาเสียงานนี้ไป เขาคงไม่มีทางรักษาจูลี่ไว้ได้ ในปัจจุบันนี้ผู้คนอาจไม่มีเงินได้แต่จำเป็ต้องมีงานดี ๆ ทำ ไม่อย่างนั้นจะเอาอะไรไปรักษาผู้หญิงที่รักไว้
ในตอนนั้นแฟนสาวของเขาหันหลังเดินจากไปหลังจากรู้ว่าเขาถูกปลดออกจากงาน โม่เฟิงไม่ได้พยายามรั้งเธอไว้ เพราะเขารู้ดีว่าเขาไม่มีความสามารถที่จะทำแบบนั้น สังคมนี้มันโหดร้ายและเราต้องเผชิญความเป็จริงให้ได้
ท้ายที่สุดจูลี่ก็จัดการทุกอย่างของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังช่วยจัดการให้โม่เฟิงอีกด้วย เมื่อเห็นว่าไม่มีทางที่จะสังเกตเห็นความผิดปกติของทั้งสองที่ก่อนหน้านี้ทำอะไรกันมา จูลี่จึงรู้สึกวางใจ
ในตอนนี้ทั้งคู่ไม่มีใครพูดอะไร ใบหน้าของจูลี่ยังคงแดงระเรื่อ จู่ ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่เฟิง มาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
ตอนนี้โม่เฟิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเกือบลืมเื่สำคัญนี้ไปเพราะความใคร่ เขายิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าเธอไม่พูด ฉันก็เกือบลืมไปแล้ว ช่วยตรวจสอบให้หน่อยว่าในบริษัทของเรามีผู้หญิงชื่อติงว่านหรูหรือเปล่า!”
ทันใดนั้น ดวงตาของจูลี่ก็แดงก่ำขึ้นมาทันทีและดูเหมือนจะร้องไห้ออกมา โม่เฟิงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบดึงจูลี่เข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน แล้วถามเบา ๆ ว่า “ที่รัก เป็อะไรไป? ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
หากจะกล่าวว่ากลยุทธ์ที่เก่งที่สุดในโลกนี้ ก็คงต้องยกให้ผู้หญิงที่ร้องไห้ งอแงและขู่ฆ่าตัวตาย โดยการร้องไห้ถือเป็กลยุทธ์ชั้นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชายที่ชอบคุณ แค่คุณร้องไห้ โดยทั่วไปแล้วผู้ชายจะทำตามใจคุณอย่าง โดยไม่กล้าขัดใจเลยด้วยซ้ำ แถมยังกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ดีพออีกด้วย
ดังนั้นผู้หญิงจึงมักจะเลือกร้องไห้ใน่เวลาที่ความสัมพันธ์ดีที่สุด เพื่อให้ผู้ชายสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป เพื่อเป็การเสริมความแข็งแกร่งให้กับความสัมพันธ์
แต่ถ้าจะพูดว่าอะไรที่เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุดในโลก จิตใจของผู้ชายก็คงเป็หนึ่งในนั้น ตอนที่รักกันก็สัญญาว่าจะรักตลอดไป แต่พอหมดรักก็เปลี่ยนเป็อีกคนราวกับอยากจะเขี่ยอีกฝ่ายทิ้งไปไกล ๆ
และไม่รู้ทำไม… ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างก็รู้เื่พวกนี้ดี แต่ฝ่ายหญิงก็ยังชอบใช้การร้องไห้เพื่อแลกกับคำสัญญารักชั่วคราวนั้นอยู่ดี
ส่วนฝ่ายชายก็ลังเลใจมากเหมือนกับกำลังเผชิญหน้ากับความตายอยู่ จึงได้ให้คำสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป
ความสัมพันธ์จริง ๆ แล้วมันบอบบางขนาดนั้นเลยเหรอ?! ถึงขนาดที่ต้องพึ่งพาสิ่งเปราะบางเหล่านี้เพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ ไม่รู้เลยว่านี่เป็ความเศร้าของใครกันแน่?