บทที่ 22
ความลับของท่านพ่อและท่านแม่
เช้าตรู่แสงแดดกระทบแม่น้ำส่องสว่างเข้ามาในเรือทั้งหมดตื่นออกมายังโถงกลางอีกครั้ง เบื้องหน้ามองเห็น “ตรีมหาบุษบกทองคำ”ขนาดสูง 30 เมตร อยู่สองฟากฝั่งแผ่นดิน ตรงกลางเป็บุษบกหลักสร้างระหว่างแม่น้ำที่กว้างกว้าง 20 เมตร มีความสูง 40 เมตร ไว้สำหรับเรือลอดผ่านทั้งยังเป็เสมือนด่านตรวจคนเข้าเมืองทางน้ำขนาดมหึมา

ใต้หลังคาตรีมหาบุษบกทองคำปรากฏสายเคเบิลขนาดมหึมาห้อยขึงโคมไฟขนาดใหญ่มหึมาไม่แพ้กัน ทำเอาผู้โดยสารทั้งสี่เบิกตาโต ทำเสียงตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นความยิ่งใหญ่แบบนี้มาก่อน...
เรือแล่นช้าๆผ่านตรีมหาบุษบกทองคำเข้ามาตรงไปอีกสักพัก ก็เข้าเทียบท่ากัปตันเรือกล่าวบอกคุณหนูว่าถึงท่าเรือแล้ว จากนั้นก็แสดงการเคารพอย่างนอบน้อมแล้วทั้งหมดจึงขึ้นสู่แผ่นดินแห่งอโยดา
เมืองแห่งนี้ผู้คนพลุกพล่านเสียยิ่งกว่าน้ำโพสองแคว ผู้คนมากหน้าหลายตาล้วนสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดูสวยงามยิ่งนัก
ปราณตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าใครๆ เขาเดินช้าๆเพื่อมองดูความเจริญที่เพิ่งจะเห็นเป็ครั้งแรก ในขณะที่ครุยุทธ์แฝดเดินอยู่ทางด้านหลังของเด็กน้อย
สาวสวยผมยาวสูงโปร่งผิวขาวแต่งกายงดงามใบหน้าอมชมพู ดูสดใส ด้านหลังมีหญิงสาวฝาแฝดสองคนอายุประมาณ 15-16 แต่งกายด้วยอาภรณ์สีฟ้าอ่อนและเหลืองอ่อน ยืนยิ้มอยู่ไกลๆเมื่อเห็นร่างของคุณหนูเธียรธวัช
“ท่านป้า!!”
เธียรธวัชรีบวิ่งเข้าไปหาหญิงสาวที่เรียกว่าป้าอย่างรวดเร็วแม้คุณหนูจะเรียกว่าท่านป้า แต่ดูจากใบหน้าแล้วอายุไม่น่าเกินสามสิบด้วยซ้ำ
“ว่ายังไงจ๊ะหลานป้า? คิดถึงป้าบ้างไหม?่นี้ป้าไม่ได้ไปเยี่ยมหลานเลยกับพ่อของเ้าเลย”
อัมพุชา ฤชากร หรือ มัจฉาชาติ ตามสกุลเดิม เป็ป้าแท้ๆ ของเธียรธวัช อายุประมาณ 40 ปีแล้ว แต่ยังคงดูแลสุขภาพร่างกายจนผู้คนต่างคิดไปว่าเป็สาวอายุไม่เกินสามสิบ เหมือนที่ปราณมอง
เธอแต่งงานกับคหบดีภาคย์ ฤชากร ตำแหน่งเสนาบดีผู้าุโสามดาว ดูแลเื่ของการเก็บส่วยฤชา ค่าธรรมเนียมของอาณาจักรไชยครามทั้งหมดถือว่าเป็สกุลคหบดีที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลมากที่สุดแห่งอาณาจักรไชยคราม
ท่านป้านั่งคุกเข่าลงข้างนึงแขนทั้งสองโอบเด็กน้อยเข้ามากอดด้วยความคิดถึง
“คิดถึงสิครับท่านป้า ก็ตอนนี้ข้าได้มาเรียนที่นี่แล้วนะครับจะได้เจอท่านป้าได้บ่อยขึ้น อ้อ...ท่านป้าครับ นี่เพื่อนใหม่ของข้าชื่อปราณโอฬารปฐี ครับ มาจากเมืองเชียงคลอง ส่วนอีกสองคน ครุยุทธ์คู่แฝด พี่แสง พี่ขรรค์โสมศัตรา”
ปราณ แสง-ขรรค์ โค้งศีรษะคำนับด้วยความสุภาพท่านป้ายิ้มแสดงการต้อนรับ ก่อนจะทำสีหน้าประหลาดใจ
“เ้าชื่อปราณ นามสกุลอะไรนะ?”
“โอฬารปฐีครับ”
“หา...แล้วเ้าเป็อะไรกับปรมาจารย์นายช่างบุญและอาจารย์วรรณ?”
ท่านป้าสีหน้าใมิใช่น้อยเมื่อได้ยินนามสกุลของปราณ แน่นอนว่าปราณไม่รู้หรอกว่าสกุลโอฬารปฐีของเขา มีชื่อเสียงขนาดไหนในเมืองอโยดาแห่งนี้
แต่ถ้าเป็ระดับชนชั้นสูงและนักฌานยุทธ์ในระดับครุยุทธ์ขึ้นไปย่อมต้องรู้จักสกุลโอฬารปฐีอย่างแน่นอน
ปราณหันมองแสง-ขรรค์ ทั้งสองมองตอบแล้วยิ้มให้ถึงตอนนี้ปราณเข้าใจได้แล้วว่า ที่ท่านพ่อกับท่านแม่ของเขา ไม่ค่อยได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเขาได้บ่อยๆก็เพราะเป็บุคคลสำคัญของเมืองอโยดา
เด็กน้อยนึกถึงวันเปิดผนึกฌานยุทธ์ที่ครุยุทธ์ศักดิ์ชัย กำเนิดบัว แสดงอาการใเมื่อได้ยินนามสกุลของเขารวมถึงครุยุทธ์แฝดด้วย
เขาคิดแค่ว่าก็คงเป็ผู้สอนสั่งฌานยุทธ์ทั่วไปนักฌานยุทธ์ถึงได้รู้จักแต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าชื่อเสียงของทั้งสองท่านจะเป็ที่รู้จักได้ถึงขนาดนี้
“ข้าเป็ลูกของท่านทั้งสองครับ!”
ท่านป้ามองหน้าปราณด้วยความเอ็นดูมากขึ้นพร้อมหันมองหลานชายตัวน้อย
“เธียรเอ้ย!!! เ้ารู้ไหม? ท่านพ่อกับท่านแม่ของปราณเป็ท่านเสนาหรือผู้าุโสามดาว แห่งเมืองอโยดาเชียวนะ เ้าไปรู้จักกันได้อย่างไรเนี่ย?เดี๋ยวเราเดินทางกลับกัน แล้วก็คุยกันไป”
“หา!! ท่านพ่อข้าเป็ผู้าุโสามดาวหรือครับ?”
“ใช่แล้วจ้า? ทำไมหรือ?เ้าใอะไรจ๊ะ?”
“ตะ...ตะ...ตะ...ใสิครับท่านป้า...ก็ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่เคยบอกอะไรข้าเลย บอกว่าทำงานอยู่ที่อโยดา ไม่ค่อยจะมีเวลากลับไปเยี่ยมข้าแต่ไม่เคยบอกอะไรข้ามากกว่านี้เลยครับ”
ท่านป้ายิ้มน้อยๆด้วยความเอ็นดูแววตาใสซื่อของเด็กน้อยปราณ มือซ้ายโอบบ่าหลานชายส่วนมืออีกข้างก็คว้าร่างของปราณเข้ามาโอบบ่าด้วย
‘เด็กคนนี้ร่างกายมีความอุ่นและมีพลังฌานสะสมอยู่หนาแน่นมากจนข้าััได้คงต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ดีแล้วที่เธียรได้รู้จักกับเขา’
“ท่านพ่อท่านแม่ของเ้าต้องมีเหตุผลอยู่แล้ว ไว้เ้าเจอก็ลองถามพวกท่านดูสิว่าแต่ตอนนี้ท่านทั้งสองทราบแล้วหรือยังว่าเ้ามาถึงอโยดาแล้ว”
ปราณส่ายศีรษะ เขาเองก็งงกับตัวเองเหมือนพ่อกับแม่จะไม่ได้สนใจเขาเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เลย น้ำตาค่อยๆ เอ่อออกมาปราณปาดคราบน้ำตา นึกน้อยใจในตัวเอง พลันคำสอนของท่านพ่อก็ผุดขึ้นมาในความคิด
‘ชีวิตเป็ของเ้าพ่อกับแม่ให้เ้าได้แค่การกำเนิดและความรู้เพียงน้อยนิด เมื่อเ้าเติบโตขึ้นจงเข้มแข็งและหนักแน่น เพราะในวันหนึ่งพ่อกับแม่ย่อมไม่อาจอยู่กับเ้าได้ตลอดไปนี่คือกฎแห่งธรรมชาติ วัฎจักรแห่งชีวิต’
คิดได้ดังนั้น เขาก็เลิกร้องไห้ แน่นอนว่าเขายังคงเป็เด็กน้อยเกินกว่าที่จะรับรู้ความหดหู่และว้าเหว่ขนาดนี้แต่นี่ก็เป็เสมือนการฝึกฝนความอดทนอีกเช่นกัน
เขาแบกรับสิ่งอัศจรรย์เกินกว่าที่เด็กธรรมดาคนหนึ่งจะรับได้ทั้งการมีพลังฌานสัมบูรณ์ที่อาจจะเรียกได้ว่าตอนนี้ทะลุขั้นลหุยุทธ์โดยที่ยังไม่ได้เข้าเรียนด้วยซ้ำและยังกลายเป็ยุวาจารย์ ตำแหน่งที่ว่างมานานนับร้อยปี
ก็คงเหมือนที่เธียรธวัชบอกว่าเขาเป็อัจฉริยะสองสิ่งที่เป็ตำนานเล่าขานมาร่วมร้อยปี กลับรวมอยู่ที่ตัวของเขา!
ท่านป้าสังเกตอาการของเด็กน้อยปราณก็รู้ว่าจิตใจเด็กน้อยหดหู่และเศร้าใจที่พ่อกับแม่ไม่มารับ
“ปราณจ๊ะ? ไหนๆ เ้าก็เป็เพื่อนของเธียรก็เหมือนหลานชายของข้าอีกคน ท่านพ่อกับท่านแม่ของเ้า ต้องทำงานในวังหลวงจึงอาจจะไม่มีโอกาสได้มาหาเ้าได้บ่อยนัก เมื่อเ้ามาที่นี่แล้วโอกาสที่จะเจอท่านพ่อกับท่านแม่ ก็ไม่ใช่เื่ยากแล้วจ้ะ”
ปราณพยักหน้ารอยยิ้มเริ่มปรากฏ เขากลายเป็เด็กสดชื่นดังเดิมจนขนาดท่านป้ายังอดชื่นชมเด็กน้อยไม่ไหว จากนั้นก็เปลี่ยนเื่คุยเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
ส่วนครุยุทธ์แฝดแสง-ขรรค์ก็พยายามชวนแฝดสาวผู้ติดตามท่านป้าคุยอย่างถูกคอท่าทางครุยุทธ์แฝดจะถูกตาต้องใจแฝดสาวเข้าอย่างจัง
“ฮ่าๆๆๆๆ ดูพวกท่านสิ ยิ้มหน้าบานเชียวนะ”
ปราณชำเลืองมองครุยุทธ์แฝดและหันมองแฝดสาวอย่างชื่นชม
“อย่าแซวข้าสองคนน่า...ปราณ ไม่ใช่เื่ง่ายๆที่จะบังเอิญมาเจอแฝดด้วยกันอีก”
แฝดสาวต่างก็ยิ้มเอียงอายแน่นอนว่าเจอหนุ่มแฝดเช่นนี้ หัวใจทั้งสองของสาวแฝดก็ย่อมเต้นแรงกว่าปกติไม่ต่างกับหนุ่มแฝดครุยุทธ์
ทั้งหมดเดินทางมาถึงคฤหาสน์หลังงามในกลางเมืองอโยดา ไม่ห่างจากวังหลวงสักเท่าไหร่บริเวณนี้เป็เขตเฉพาะของบุคคลที่ทำงานให้กับทางการและบรรดาคหบดีเท่านั้น
หน้ากำแพงขนาดสูงกว่า5เมตร มีป้ายขนาดใหญ่ดำ เขียนด้วยตัวอักษรสีทองงดงามว่า “บ้านสกุลฤชากร-มัจฉาชาติ”หน้าประตูมีเวรยาม 2 คน ในมือมีหอกยาว 2 เมตร เป็อาวุธประจำกาย เฉกเช่นจวนเ้าเมืองเชียงคลองทั้งสองยืนตรงแสดงความเคารพ เมื่อรถม้าขับผ่านหน้าประตูบ้าน
‘ขนาดบ้านของท่านคหบดี ยังยิ่งใหญ่ใกล้เคียงกับจวนท่านเ้าเมืองเชียงคลองแล้ววังหลวงจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน???’