บทที่ 14 นายต้องโกหกแน่ ๆ
หลินตงฟางรู้สึกชื่นชมฮวาปู๋ลั่วมาโดยตลอด ถึงแม้ความสำเร็จในปัจจุบันของอีกฝ่ายจะมาจากความสัมพันธ์และเครือข่ายของคนรุ่นพ่อ แต่สำหรับนกลุ่มคนรุ่นใหม่ ฮวาปู๋ลั่วก็ถือว่าเป็คนที่มีความสามารถโดดเด่น ไม่ได้เป็เพียงคนโอ้อวด นี่จึงเป็เหตุผลสำคัญที่เขาอยากได้ ฮวาปู๋ลั่วมาเป็ลูกเขย
เมื่อเห็นฮวาปู๋ลั่วอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ หลินตงฟางจึงช่วยพูดแก้ต่างให้ว่า “เสี่ยวลั่วเติบโตในประเทศ พอไปอเมริกาก็คงปรับตัวยากเป็ธรรมดา เขาถึงได้ไปเรียนที่อเมริกา แต่เริ่มต้นธุรกิจที่บ้านเกิดตัวอย่างแบบนี้มีเยอะแยะในประเทศ เสี่ยวลั่วก็น่าจะเป็แบบนี้เหมือนกัน”
ถึงแม้เฉินเซิงจะไม่อยากพลาดโอกาสที่จะเยาะเย้ยฮวาปู๋ลั่ว แต่เมื่อว่าที่พ่อตาพูดออกมาแล้ว เขาก็ไม่กล้าขัดใจอีกฝ่าย จึงไม่ได้บีบบังคับฮวาปู๋ลั่วต่อไป
ทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ฮวาปู๋ลั่วหยิบโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดออกมาอย่างภาคภูมิใจ แต่กลับพบว่าไม่ใช่โทรศัพท์ของตัวเองที่ดัง เป็การเข้าใจผิดครั้งใหญ่ ทำให้สีหน้าของฮวาปู๋ลั่วดูเคอะเขินเล็กน้อย
คราวนี้เฉินเซิงก็ล้วงโทรศัพท์มือถือในอกเสื้อออกมาด้วย
เมื่อเห็นเฉินเซิงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ฮวาปู๋ลั่วก็คิดจะเยาะเย้ยว่าโทรศัพท์ของอีกฝ่ายน่าเกลียดแค่ไหน แต่เมื่อเห็นว่าเฉินเซิงก็ถือโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดเหมือนกัน ฮวาปู๋ลั่วก็เผลอกลืนคำพูดที่จะเยาะเย้ยกลับไป
โทรศัพท์รุ่นใหม่ของเฉินเซิงมีราคาอย่างน้อยสองเท่าของเครื่องที่เขาถือ เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่ไปห้างสรรพสินค้า ฮวาปู๋ลั่วเดินวนไปมาหลายรอบที่เคาน์เตอร์ แต่ก็ไม่กล้าซื้อโทรศัพท์รุ่นเดียวกับเฉินเซิง
เมื่อเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายดูดีกว่าของตัวเองมาก ฮวาปู๋ลั่วรู้สึกไม่พอใจ เขาะโอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “ถ้าโทรศัพท์รุ่นนี้เป็ของแท้ อย่างน้อยราคาก็ต้องสองหมื่นหยวน นายเป็แค่นักศึกษาจน ๆ จะซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนี้ได้ยังไง โทรศัพท์ของนายต้องเป็ของก๊อบหรือของปลอมแน่ ๆ”
เมื่อเห็นว่าคนที่โทรมาคือผางปิน เฉินเซิงก็ไม่สนใจเสียงะโของฮวาปู๋ลั่วที่อยู่ข้าง ๆ และคิดในใจว่าในที่สุดอีกฝ่ายก็ทนไม่ไหวแล้ว ดูเหมือนว่าถึงเวลาที่เขาจะขายที่ดินในมือเพื่อทำกำไรแล้ว เมื่อการซื้อขายนี้เสร็จสิ้น ถึงจะถือว่าเขาพลิกสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง
หลังจากที่ผางปินเสนอราคาซื้อที่ดินสูงกว่าราคาเดิมถึงสิบเท่า เฉินเซิงก็รู้ว่านี่เป็ราคาสูงสุดที่อีกฝ่ายจะให้ได้ ประกอบกับที่เขาและผางปินมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดี จึงตกลงที่จะทำธุรกรรมกับผางปินโดยตรง
ผางปินเป็นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเมืองเจียงเฉิง เพิ่งซื้อที่ดินจำนวนมากในเขตชานเมืองของเมืองตงเฉิง ที่ดินหลายแปลงในมือของเขาถูกแบ่งออกเป็หลายส่วนโดยอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กของหลินเฟิง ทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้และไม่สามารถพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้ เขาจึงต้องเสนอราคาสูงให้เฉินเซิง
หลังจากเฉินเซิงวางสาย ทุกคนในห้องนั่งเล่นต่างตกตะลึงกับเนื้อหาการสนทนาทางโทรศัพท์ของเฉินเซิง
เมื่อครู่ฮวาปู๋ลั่วเพิ่งพูดโอ้อวดว่าบางวันเขาได้รับงานเป็ล้านหยวน ทำให้เขาภูมิใจมาก แต่เฉินเซิงเพียงรับโทรศัพท์ก็สามารถปิดดีลธุรกิจมูลค่ากว่าร้อยล้านหยวนได้ ทำให้ฮวาปู๋ลั่วรู้สึกเสียหน้าและคิดว่าอีกฝ่ายรับสายนี้เพื่อมาทำให้เขาอับอายต่อหน้าคนอื่น
ฮวาปู๋ลั่วะโว่า “นายไม่ต้องเสแสร้งหรอก คนอย่างนายที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีภูมิหลัง จะไปทำธุรกิจเป็ร้อยล้านได้ยังไง คุณลุงกับคุณป้าก็เป็คนมีประสบการณ์ทำไมจะดูไม่ออกว่านายเล่นละครอะไร นายแค่พูดจาโอ้อวดหลอกคนอื่น อย่าคิดว่าคนอื่นจะดูไม่ออกว่านายเป็คนยังไง”
เฉินเซิงมองอีกฝ่ายราวกับกำลังดูตัวตลก ฮวาปู๋ลั่วเป็คนที่เขาไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไรให้ฟัง
หลินตงฟางสังเกตเฉินเซิงอีกครั้งอย่างละเอียด เขาพบว่าอีกฝ่ายแต่งตัวดี ถึงแม้ชุดสูทจะไม่ใช่แบรนด์เนมระดับโลกเหมือนของฮวาปู๋ลั่ว แต่ก็ตัดเย็บประณีตและเนื้อผ้าดี ดูเหมือนว่าชุดที่เขาใส่อยู่จะเป็ชุดสูทสั่งตัดระดับไฮเอนด์ที่คนมีฐานะทางแถบเจียงหนานนิยมใส่กัน
หลินตงฟางเป็คนที่ผ่านโลกมาเยอะ เขารู้สึกว่าเฉินเซิงไม่ได้โกหก และเมื่อพูดคุยกับเฉินเซิง น้ำเสียงของเขาก็สุภาพขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากงานเลี้ยงเริ่มขึ้น หลินเสวี่ยเอ๋อร์ก็เข้าไปนั่งใกล้เฉินเซิงและคอยตักอาหารให้อยู่ตลอด ถึงแม้หลินตงฟางและภรรยาจะรู้สึกว่าการแสดงออกของหลินเสวี่ยเอ๋อร์อาจจะทำให้ฮวาปู๋ลั่วเสียหน้า แต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยเอ๋อร์และเฉินเซิงใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ฮวาปู๋ลั่วแทบจะะเิอารมณ์ออกมาตรงนั้น เขาทานอาหารมื้อนี้อย่างอึดอัดใจมาก
เนื่องจากหลินเสวี่ยเอ๋อร์ต้องไปเรียนใน่บ่าย ตอนประมาณบ่ายสองโมง เฉินเซิงจึงอาสาไปส่งเธอ
เมื่อเห็นว่าหลินเสวี่ยเอ๋อร์กำลังจะไป ฮวาปู๋ลั่วก็ไม่มีอารมณ์ที่จะอยู่ทานอาหารกับหลินตงฟางและภรรยาเพียงลำพังเขาจึงขอตัวกลับเช่นกัน
“เสี่ยวเอ๋อร์ พอดีพี่จะไปทางนั้นพอดีงั้นให้พี่ไปส่งดีไหมครับ?” เมื่อมาถึงนอกเขตบ้าน ฮวาปู๋ลั่วก็ชี้ไปที่รถบีเอ็มดับเบิลยูคันหรูสีดำรุ่นใหม่ ที่เขาเพิ่งซื้อมาในราคาเกินล้านหยวนที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก
“ไม่เป็ไรค่ะ พี่เฉินให้คนไปซื้อรถมาให้แล้ว น่าจะมาส่งเร็ว ๆ นี้ เดี๋ยวฉันให้พี่เฉินไปส่งก็ได้ค่ะ” หลินเสวี่ยเอ๋อร์ปฏิเสธด้วยสีหน้าเ็า
เมื่อครู่ตอนที่หลินเสวี่ยเอ๋อร์และเฉินเซิงพูดคุยกันเบา ๆ เฉินเซิงได้เล่าเื่ราวทั้งหมดที่เขาทำใน่นี้ให้หลินเสวี่ยเอ๋อร์ฟัง
ตอนแรกหลินเสวี่ยเอ๋อร์โกรธมากที่เฉินเซิงทำอะไรหลายอย่างโดยไม่บอกเธอเลย แต่หลังจากที่เฉินเซิงอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาทำไปเพื่อที่จะเซอร์ไพรส์เธอ เธอจึงให้อภัยเขา
เมื่อได้ยินว่าเฉินเซิงฝากคนซื้อรถยนต์ให้แล้ว เธอจึงเดินมาที่ริมถนนกับเฉินเซิงและรออย่างเงียบ ๆ ให้คนจากศูนย์รถยนต์นำรถมาส่ง
ฮวาปู๋ลั่วเคยตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดของเฉินเซิงอย่างละเอียด เขาจึงรู้ว่าอีกฝ่ายเป็แค่นักศึกษาธรรมดาที่ไม่มีภูมิหลังและไม่มีฐานะ เขาจึงคิดว่าโทรศัพท์ของเฉินเซิงเป็ของปลอม สัญญามูลค่ากว่าร้อยล้านหยวนเป็แค่การคุยโม้โอ้อวด และการซื้อรถยนต์ก็เป็เื่โกหกหลอกลวง
เพื่อที่จะเปิดโปงคำโกหกของเฉินเซิง ฮวาปู๋ลั่วจึงอยู่ต่อและพูดว่า “ไม่รู้ว่าเฉินเซิงฝากคนไปซื้อจักรยานมาหรือเปล่า มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงไกลจากที่นี่มากนะ นายคงไม่คิดจะปั่นจักรยานไปส่งเสี่ยวเอ๋อร์หรอกใช่ไหม?”
เมื่อเห็นฮวาปู๋ลั่วพูดจาดูถูกเฉินเซิง หลินเสวี่ยเอ๋อร์ก็อยากจะพูดประชดประชันอีกฝ่าย แต่เฉินเซิงจับมือเธอเบา ๆ ทำให้เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา และไม่สนใจคำถามของฮวาปู๋ลั่ว
“เฮ้อ ไอ้หน้าอ่อนนี่มันแน่จริง ๆ เหอะ! คอยดูนะ ถ้าเกิดว่าคนของแกเอารถจักรยานมาส่งละก็ ฉันก็อยากเห็นน้ำหน้าแกว่าจะเป็ยังไงเหมือนกัน” ในใจของฮวาปู๋ลั่วคิดอย่างอาฆาตแค้น
ในเวลานั้น ไม่ไกลออกไปลัมโบร์กินีใหม่เอี่ยมคันหนึ่งก็ถูกนำมาจอดอยู่ใกล้ ๆ บ้านของหลินเสวี่ยเอ๋อร์ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มหลายคนเดินตรงไปยังจุดที่เฉินเซิงและคนอื่น ๆ อยู่
ฮวาปู๋ลั่วเหลือบมองรถสปอร์ตสุดหรูและชายหนุ่มเ่าั้ แล้วคิดในใจว่า ‘ลัมโบร์กินีคันนี้ราคาไม่รวมออปชั่นก็ปาไปสามล้านกว่าหยวนแล้ว แม้แต่ฉันยังต้องคิดแล้วคิดอีกถ้าจะซื้อ เฉินเซิงนั่นคงแค่คุยโม้ รถคันนี้ไม่ใช่ของเขาแน่ ๆ’
ชายหนุ่มหลายคนเดินเข้ามาใกล้ มองไปที่ฮวาปู๋ลั่วและเฉินเซิง หนึ่งในชายหนุ่มที่สวมสูทเดินตรงไปหาฮวาปู๋ลั่ว
ฮวาปู๋ลั่วมีรอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้า คิดว่าเ้าของรถคันนี้ต้องรู้จักพ่อของเขาแน่ ๆ เมื่อเห็นเขาอยู่ที่นี่ เขาจึงเข้ามาทักทาย บางทีวันนี้อาจจะได้ทำข้อตกลงดี ๆ อีกครั้ง
เมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดสูทมองเขาด้วยความเคารพ ฮวาปู๋ลั่วก็ยืดหลังตรงขึ้นทันที
ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าโค้งคำนับเล็กน้อยต่อฮวาปู๋ลั่ว แล้วถามอย่างสุภาพว่า “ขอโทษครับ คุณคือคุณเฉินเซิงใช่ไหมครับ?”