พรายน้ำบนหน้าปัดนาฬิกาเป็ประกายอยู่ในความมืดเนื้อตัวของเธอเย็นจนชา โจอันสะท้านไปทั้งร่างกอดอกไว้แน่น เมื่อสูดลมหายใจเข้าลึกความเย็นเยือกในอากาศก็แล่นเข้าสู่ร่างกายเธอลูบมือลงบนเก้าอี้ส่วนที่ความอบอุ่นจากร่างกายมิได้ถ่ายเทเข้าไปถึงและได้พบว่าเบาะส่วนนั้นเยือกเย็นราวน้ำแข็ง
เธอหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาห่อไหล่ไว้ผลุดลุกขึ้นยืนเดินมะงุมมะงาหราไปยังประตู เอื้อมไปกดสวิตช์ไฟที่อยู่ข้างประตูแต่ไม่มีแสงสว่างใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น พายุที่รุนแรงทำให้ไฟฟ้าดับลงเสียแล้ว
โจอันรีบเอื้อมมือไปกระชากบานประตูที่อยู่ระหว่างห้องทำงานของเธอกับแบรนดท์ออก
“คุณไลอ้อนคะ?” เธอเรียกชื่อเขาเบาๆพยายามกะระยะจากประตูห้องถึงโต๊ะทำงานอยู่ในใจ “คุณไลอ้อน?” เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม
โจอันสะเปะสะปะไปในความมืดควานมือไปที่โต๊ะทำงานและเก้าอี้ แต่ก็พบกับความว่างเปล่าแม้จะยังมีร่องรอยอบอุ่นหลงเหลืออยู่บ้าง
“คุณไลอ้อน?” เธอออกเดินแกมวิ่งไปเปิดประตูที่เปิดออกสู่ห้องโถงภายนอกมือคลำไปตามฝาผนังของช่องทางเดินระหว่างตึก “คุณไลอ้อน?”
มีเพียงเสียงของเธอเท่านั้นที่สะท้อนกลับมาเข้าหูตัวเองพร้อมๆกับเสียงหวีดหวิวของสายลมจากภายนอก โจอันยังคงเดินต่อไปในความมืดพยายามขจัดความหวาดหวั่นที่ว่าบัดนี้เธอได้ถูกทอดทิ้งไว้ในอาคารที่ว่างเปล่าแห่งนี้เพียงลำพัง
“คุณไลอ้อน?” ความพรั่นพรึงปรากฏอยู่ในน้ำเสียงที่เธอร้องเรียกชื่อเขาออกไป...นี่เขาไปอยู่เสียที่ไหนนะ? ...โจอันถามตัวเองอย่างตระหนก“คุณไลอ้อนคะ...แบรนดท์...คุณอยู่ไหนคะแบรนดท์?”
มีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นตรึงร่างของเธอไว้กับฝาผนัง โจอันรู้สึกหน้ามืดไปเป็ครู่ด้วยตกอยู่ในความมืดมานาน
“ไม่ต้องใหรอก คุณซอมเมอร์ส ผมอยู่นี่แล้ว” แบรนดท์ไลอ้อน ตอบมาด้วยน้ำเสียงสงบ
โจอันระบายลมหายใจออกมาสะท้านไปทั่วเรือนกาย
“ฉันไม่ได้ใหรอกค่ะ...ฉัน...เพียงแต่ว่าฉันไม่รู้ว่าคุณอยู่ไหนเท่านั้น” เธอตอบราวจะแก้ตัว“ฉันเรียกคุณตั้งหลายครั้งคุณก็ไม่ตอบ”
“ผมรู้ว่าคุณไม่ใ” เขาพูดเรียบๆขณะที่ลดไฟฉายในมือลง “แต่ก็พอจะมองเห็นหรอกว่ามันออกจะเป็ประสบการณ์ที่แย่อยู่สักหน่อย ที่จะต้องวิ่งไปรอบๆในขณะที่อุณหภูมิลดต่ำอย่างนี้ โดยไม่สวมรองเท้า”
ทันใดโจอันก็เพิ่งจะนึกถึงความเย็นเยียบของพื้นห้องที่ปูไว้ด้วยกระเบื้องยางซึ่งอยู่ใต้ฝ่าเท้าที่มีเพียงถุงไนล่อนบางๆ สวมไว้ขึ้นมาได้รู้สึกแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“มันมืดมากค่ะ ฉันเลยหารองเท้าไม่เจอ” เธอกล่าวแก้“แล้วทำไมคุณถึงไม่ขานรับล่ะคะตอนที่ฉันเรียกน่ะ?” เธอถามอย่างกึ่งสงสัยว่าเขาจะได้ยินที่เธอพลั้งปากเรียกชื่อเขาออกไปหรือไม่แต่ก็เชื่อว่าน่าจะได้ยิน
“ผมลงไปห้องใต้ดิน ไปตรวจดูว่าที่ไฟฟ้าดับไปน่ะเป็เพราะฟิวส์ในตัวอาคารมันขาดหรือเปล่า” เขาเอื้อมมาจับปลายศอกเธอเดินกลับเข้าสำนักงาน “สงสัยว่าพายุจะทำให้ไฟขาดเสียแล้วก็ไม่รู้”
โจอันกระชับเสื้อคลุมให้แนบร่างเข้าแสร้งทำเป็ไม่ใส่ใจในััอันแสนอบอุ่นจากเขา
“ทำไมเขาไม่ปั่นไฟด้วยแก๊สล่ะคะ?”
“มันก็น่าจะได้หรอกแต่ตัวเทอร์โมสตาร์ทกับพัดลมมันก็ต้องใช้กระแสไฟฟ้าอยู่ดี” แบรนดท์ตอบขรึมๆ“ผมห่วงแต่ว่าอากาศมันจะยิ่งเย็นจัดขึ้นไปอีกน่ะสิรออยู่นี่เดี๋ยวนะ” เขาสั่ง
แสงไฟดับวูบเมื่อบานประตูปิดลงโจอันถูกทิ้งให้ยืนตัวสั่นอยู่ในห้องที่มืดสนิทความเย็นคืบคลานขึ้นมาจนถึงขาและแล้วแสงสว่างก็สาดเข้ามาอีกครั้ง
“คุณไปทำอะไรมาคะ?” เธอหนาวสั่นจนฟันกระทบกัน
“ไปเปิดก๊อกในห้องน้ำไว้ท่อน้ำในตัวตึกจะได้ไม่เย็นจนแข็ง”แบรนดท์ตอบ ก่อนที่จะเอื้อมมาจับปลายศอกพาเธอเดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน
พื้นห้องทำงานที่ปูพรมอบอุ่นกว่าพื้นห้องโถงภายนอกที่ปูไว้ด้วยกระเบื้องยางมากแรงกระชับจากอุ้งมือของแบรนดท์มิได้ลดลงเลย จนเมื่อเข้าไปถึงห้องทำงานของเขาแล้วโจอันจึงได้เดินเลยไปยังเก้าอี้นวม โดยอาศัยแสงสว่างจากไฟฉายในมือ
“กี่โมงแล้วคะนี่?” เธอถามขณะที่ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะที่เย็นเยือกยกขาขึ้นพับไว้เพื่อให้เท้าอบอุ่นขึ้น
“เกือบตีหนึ่งครึ่งแล้ว”
“เท่านั้นเองน่ะหรือคะ?” เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัวซุกร่างแน่นอยู่ในเสื้อคลุม “ถ้าไม่มีเครื่องช่วยสงสัยว่าอากาศในนี้จะต้องต่ำกว่าศูนย์แน่เราคงหนาวตายแน่เลย”
ความเงียบเข้าครอบงำไว้เมื่อโจอันพูดจบลงและแล้วแบรนดท์ก็เดินช้าๆ เข้ามาตรงเก้าอี้นวมก้มลงมองใบหน้าที่กำลังแหงนขึ้นมองเขาอยู่
“เราต้องพยายามทำตัวให้อุ่นเข้าไว้” เขาพูดเรียบๆ“ถ้าเรากอดกันไว้มันก็คงจะช่วยได้”
หัวใจของโจอันเหมือนจะหลุดขึ้นมาติดอยู่ตรงลำคอเมื่อเธอจ้องลึกลงไปในสายตาที่แฝงความเร้นลับไว้พยายามจะแบ่งแยกความคิดและอารมณ์ออกจากกันเมื่อนึกถึงว่าจะต้องอยู่ในอ้อมกอดของเขาทั้งคืนพยายามทำใจให้เป็ปกติเช่นเดียวกับเขา เพียงแต่ว่า ในยามนี้เธอกลับมิได้มองเห็นเขาในฐานะของนายจ้างแต่มองเขาเช่นผู้ชายทรงเสน่ห์คนหนึ่ง
และเมื่อเธอบังคับน้ำเสียงให้ตอบคำพูดประโยคนั้นมันก็ช่างแ่เบาอ่อนไหวเสียเหลือเกิน
“เราน่าจะใช้เสื้อคลุมแทนผ้าห่มได้นะคะ”
“ผมรู้ว่าคุณเป็คนที่เข้าใจในเหตุผลอะไรต่างๆได้ดีนะ” แบรนดท์ยิ้มให้ขณะที่โจอันยิ้มไม่ออกเอาเสียเลย
เธอเหยียดร่างลงบนเก้าอี้นวมอย่างสะทกสะเทิ้นแนบร่างให้ติดกับพนักเก้าอี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แบรนดท์ดับไปฉายลงก่อนที่เอาเสื้อคลุมของตัวเองห่มลงบนท่อนขาของเธอให้ โจอันนอนตัวแข็งอยู่ในทีขณะเขาเหยียดร่างลงบนเก้าอี้ด้านนอกตะแคงตัวมาทางเธอเสื้อคลุมของโจอันห่มร่างเขาได้เพียงบางส่วนเท่านั้นแต่ความอบอุ่นจากเรือนร่างก็เริ่มถ่ายทอดเข้าสู่กัน
เขาโอบแขนอยู่รอบเอวรั้งร่างเธอให้เข้ามาชิดใกล้กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนแนบประทับอยู่กับเรือนร่าง ลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดอยู่บนนวลแก้ม โจอันรู้ว่าเขาจะต้องรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจเธออยู่เช่นที่เธอได้ััแรงเต้นอันสม่ำเสมอจากหัวใจของเขาอยู่ในขณะนี้
“เท้าคุณเย็นอย่างกับน้ำแข็ง น่าจะสวมรองเท้าไว้” เสียงแบรนดท์กระซิบอยู่ข้างหู
โจอันรีบชักเท้าออกห่างจากขากางเกงของแบรนดท์โดยไม่ตั้งใจคำพูดประโยคนั้นรบกวนจิตใจเธอเสียยิ่งกว่าการถูกลูบไล้หรือััด้วยมือ
“อย่าขยับสิ” ริมฝีปากของเขาเผยอขึ้นลงอยู่ใกล้เมื่อเปล่งคำพูดออกมา“มันจะได้อุ่นขึ้น”
เมื่อมันไม่มีทางที่จะวางเท้าลงตรงไหนได้โจอันจึงต้องปล่อยให้มันเลื่อนกลับไปอยู่ในท่าเดิม ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดอยู่ในใจว่าจะสร้างความผ่อนคลายให้กับตัวเองได้อย่างไรจนกว่าจะหลับลงได้ในคืนนั้น
ในท่ามกลางราตรีอันหนาวเหน็บท่านอนของเขาและเธอได้เปลี่ยนไป โจอันตื่นขึ้นและได้พบว่าศีรษะของตัวเองวางอยู่บน่ไหล่ของเขา ซุกหน้าอยู่กับปกเสื้อคลุมอ้อมแขนของเธอโอบรัดรอบลำตัวของแบรนดท์ไว้ในขณะที่แขนของเขาก็พาดเลยลงมาถึง่แผ่นหลัง กกกอดเธอไว้ซุกใบหน้าอยู่กับเรือนผมสีอำพันยาวสลวย
เธอพยายามขยับตัวให้อยู่ในท่าที่จะสร้างอารมณ์ให้เกิดขึ้นได้น้อยที่สุดแต่ปรากฏว่าแรงกระชับจากอ้อมแขนของแบรนดท์เพิ่มขึ้นชายกระโปรงร่นขึ้นมาเหนือต้นขาเล็กน้อยแต่กระนั้นมันก็ยังทำให้รู้สึกถึงััจากกล้ามเนื้อตรงต้นขาของเขาแบรนดท์ขยับตัวตื่นตาม ซึ่งทำให้โจอันต้องกลั้นลมหายใจไว้
“มีใครเขาทำกันยังงั้นบ้าง” เสียงเขาพูดงึมงำอยู่ข้างหู“พอตื่นขึ้นมาได้ก็จะลุกขึ้นทั้งที่ที่นอนก็อุ่น”
“ค่ะ” โจอันตอบเสียงแ่ “แต่...แต่เราอยู่อย่างนี้ทั้งวันไม่ได้นี่คะ”
“ทำไมจะไม่ได้” ริมฝีปากของเขาแนบอยู่กับเรือนผม แผงอกขยับขึ้นลงตามแรงหายใจอ้อมแขนที่รัดรึงร่างเธออยู่คลายลง “เออนั่นสินะ มันก็จริงอย่างที่คุณพูดเราเห็นจะอยู่กันอย่างนี้ทั้งวันไม่ได้แน่”
โจอันกระถดถอยหลังเพื่อให้เกิดที่ว่างพอสำหรับเขาจะได้ลุกขึ้นอากาศเย็นเยือกทิ่มแทงเข้ามาทันทีที่ละไออุ่นจากเรือนกาย ขณะที่แบรนดท์เลื่อนตัวออกจากใต้เสื้อคลุมโจอันก็ขยับตัวอยู่ใต้เสื้อเพื่อให้รางกายอบอุ่นแทน
“อย่าเพิ่งลุกเลย” เขาเอื้อมมาดันร่างเธอเบาๆให้ล้มตัวลงนอนตามเดิม “อยู่ในนั้นแหละพยายามทำตัวให้อุ่นไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
“แล้วคุณล่ะคะจะทำอะไร?” เธอขมวดคิ้วถาม
ความเย็นเยือกภายในห้องทำให้ทั้งใบหน้าและปลายจมูกเย็นจนชาแต่แบรนดท์ก็ดูจะไม่รู้สึกรู้สมเท่าไรนัก ขณะที่ยืนตระหง่านง้ำอยู่เหนือศีรษะด้วยท่าทางของชายชาตรี
“ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกว่าเรามีเครื่องทำความร้อนที่ใช้สารเคมีเล็กๆเครื่องหนึ่งอยู่ในโรงเก็บของข้างหลังน่ะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
โจอันเบือนหน้ามองออกไปทางหน้าต่างเกล็ดน้ำแข็งขาวๆ จับโพลนอยู่กับกระจกหน้าต่าง เสียงลมกระพือโหมอยู่ภายนอกถึงแม้ว่าหิมะจะหยุดตกั้แ่ตอนกลางคืนแต่สายลมที่เย็นเยือกซึ่งยังมีละอองหิมะปนอยู่ก็ทำให้อุณหภูมิของอากาศใกล้ศูนย์เต็มที