“นี้ๆ รู้รึเปล่าที่นั่นนะสวยงามมากเลยนะ ถ้ามีโอกาสละก็ฉันอยากพานายไปเที่ยวที่นั่นจัง”
“คิดถึงเื่แบบนั้นอีกแล้วเหรอ?”
“วินด์” ชายหนุ่มวัยรุ่นผู้มีผมสีควันเทาพร้อมดวงตาสีเขียวมรกต ใบหน้าที่หล่อเหลากลับเ็าแต่มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลได้บ่นพึมพำขึ้นมาในห้องเรียน ด้วยลักษณ์นิสัยส่วนของของเขาทำให้เขาไม่ค่อยมีเพื่อน
วันนี้ก็เป็อีกวันที่แสนน่าเบื่อหน่าย เหมือนดังทุกวันในห้องเรียนแห่งนี้แสงแดดสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกเข้ามา เสียงของเหล่านักเรียนที่พูดคุยพร้อมกับเสียงการสอนของอาจารย์แบบเดิมๆ ทุกวัน แต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ เด็กสาวคนหนึ่งที่เข้ามาพูดคุยกับฉันเป็คนแรกกล้าทักทายอย่างเป็มิตร ทั้งๆ ที่คนอื่นจะไม่กล้าแม้แต่สบตาฉันด้วยซ้ำนั้นทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจ จากนั้นเราก็เริ่มสนิทกันในเวลาไม่นาน ฉันดีใจมากเลยละที่มีเพื่อนเหมือนปกติกับเขาสักที
แต่จู่ๆ ก็หายตัวไป ั้แ่เธอหายไปฉันไม่มีสมาธิในการทำเื่ต่างๆ เลย ในหัวฉันกระสับกระส่ายไปหมดเป็เวลา 2 สัปดาห์แล้วที่เธอหายตัวไปไม่มีใครพบเห็นอีกเลยไม่มีใครรู้สาเหตุ ตำรวจพยายามติดต่อครอบครัวแต่ก็ไม่สำเร็จ ดูเหมือนเธอจะอยู่คนเดียวเพียงลำพัง สิ่งเดียวที่เป็เบาะแสเกี่ยวกับเธอนั้นคือภาพถ่ายคู่กันที่ให้ไว้เป็ที่ระลึกที่มอบให้ฉันตอนที่เราไปเที่ยวด้วยกันนั้นคือสิ่งสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้ฉันก่อนเธอจะหายตัวไป
“ให้ตายสิ ทั้งๆ ที่เพิ่งได้สนิทกันแล้วทำไมต้องหายไปตอนนี้ด้วย อยากคุยด้วยกันให้มากกว่านี้อีกแท้ๆ …”
.
.
“กริ๊งงง!!!”
สิ้นสุดคำพูดเสียงกริ่งก็ดังขึ้น ชั่วโมงเรียนสุดท้ายที่น่าเบื่อได้หมดไปอย่างรวดเร็ว นักเรียนทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน ฉันเองก็ต้องกลับบ้านแล้วเหมือนกัน
กลางดึกของคืนนั้นฉันกำลังนั่งอ่านหนังสือภายในห้องของตัวเองแต่จะตั้งใจอ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัวเลยฉันไม่อาจควบคุมสมาธิของตัวเองได้ จากนั้นฉันก็หยิบภาพถ่ายคู่ของฉันและ “เธอคนนั้น” ขึ้นมาดู
“อุตส่าห์ได้เป็เพื่อนกันแล้วทั้งที ทำไมกันนะ? ฉันอยากจะพบกับเธออีกครั้งจริงๆ ถ้ารู้ว่าเธอหายไปอยู่ที่ไหนละก็…ให้ตายสิ!”
หลังจากบ่นรางๆ กับตัวเองฉันก็นึกถึงข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับเธอไม่ว่าจะเป็ ถูกโจรลักพาตัว ย้ายบ้านกะทันหัน หรือแม้แต่ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป ฉันยังไม่อยากปักใจเชื่อข่าวลือบ้าๆ พวกนั้น แต่ทำยังไงก็ไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือความคิดของฉันฟุ้งซ่านเต็มหัวไปหมด ฉันจึงออกไปปั่นจักรยานเล่นข้างนอกเพื่อให้จิตใจสงบ ความมืดยามค่ำคืนกับสายลมที่พัดผ่านก็ทำให้ลืมเื่น่าปวดหัวได้ชั่วขณะ พอออกไปได้ไม่นานก็ปั่นมาถึงสวนสาธารณะซะแล้ว ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่ …ทำไมกันนะ?
จริงสิ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนมีคนบอกว่าที่นี่เป็ที่สุดท้ายที่พบเธอครั้งสุดท้ายก่อนหายตัวไป บางทีอาจมีเบาะแสบางอย่างทิ้งไว้ก็ได้ ว่าแล้วฉันเริ่มเดินสำรวจรอบๆ สวนสาธารณะโดยหวังไว้ลึกๆ ว่าจะเจอเบาะแสอะไรบ้างฉันเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ พร้อมไฟจากมือถือเพื่อให้ความสว่างผ่านความมืดในสวนสาธารณะ พอรู้สึกตัวอีกทีก็มาหยุดอยู่ต่อหน้าสิ่งก่อสร้างปรักหักพังที่ไม่เคยเห็นมาก่อนรูปร่างเหมือนเสาอะไรสักอย่างคล้ายแท่งเสาหินที่สลักลวดลายแปลกประหลาดทั่วเสา เหมือนสัญลักษณ์อะไรสักอย่างฉันยืนจ้องมองมันอยู่นานรู้ตัวอีกทีก็เผลอเอื้อมมือไปัักับมันซะแล้ว จากนั้นรอบตัวของฉันก็มีแสงสว่างวาบเข้ามา แสงมันสว่างมากจนฉันไม่อาจลืมตาได้สิ่งเดียวที่ฉันมองเห็นก่อนแสงสีขาวจะกลืนกินทัศนวิสัยโดยรอบฉันเห็นเหมือนกับสัญลักษณ์บางอย่าง!... ฉันพยายามจะลืมตาขึ้นเมื่อแสงสว่างนั้นเริ่มจางหาย เมื่อลืมตาขึ้นมา

“ที่นี่มันที่ไหนกัน…”
เป็คำพูดแรกที่ออกมาจากปากของฉันเมื่อรอบตัวของฉันที่เป็สวนสาธารณะยามค่ำคืนแต่กลับเปลี่ยนเป็บ้าน-ไม่สิ กระท่อมที่ดูเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ ข้าวของภายในไม่ว่าจะเป็ตู้ลิ้นชักหรือเตียงนอนดูเก่าและทรุดโทรมอย่างมาก ฉันรู้สึกใอย่างบอกไม่ถูกฉันพยายามตั้งสติแล้วเริ่มมองไปรอบๆ ตัว ดูเหมือนว่าจะไม่มีคนอยู่อาศัยมานานพอสมควร จากนั้นฉันก็สังเกตเห็นซองกระดาษที่ดูน่าจะเป็ซองจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะ มันน่าจะมีอะไรที่พอให้คำตอบได้ ฉันไม่รีรอที่จะหยิบมันแกะขึ้นมาอ่านอย่างระมัดระวัง น่าใที่ในจดหมายนั้นถูกเขียนด้วยลายมือที่ฉันคุณเคยเป็อย่างดี หรือว่าคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา…
.
สวัสดีจ้า!
กะไว้แล้วเธอจะต้องมาถึงที่นี่ได้แน่ๆ ถ้าเธอได้อ่านจดหมายฉบับนี้อยู่เธอคงมาถึงแล้วสินะ อาจสับสนนิดหน่อย
แต่ฉันคิดว่าถ้าเป็เธอน่าจะเอาตัวรอดที่นี่ได้แน่
ว่าแต่โลกฝั่งโน้นพอฉันหายไปจะวุ่นวายไหมนะ ไม่ต้องเป็ห่วงฉันพอดีมีธุระที่นี่นิดหน่อย
เสร็จเมื่อไหร่แล้วจะกลับไป
จริงสิที่นี่มีวิวสวยๆ เพียบเลยฉันอยากให้นายได้เห็นจัง! ฉันต้องรีบไปแล้ว ไว้พบกันนะ
อ้อ! เกือบลมไปเลย
ยินดีต้อนรับสู่ ‘แกรนด์ เทอร์ร่า (Grande Terra) ”
จาก มีอา
.
.
“นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย!?”
…
