สถานการณ์เริ่มคลี่คลายทุกคนกลับไปอยู่ในสภาวะปกติ มีเพียงแค่ฉันซึ่งยังคงยืนกำหมัดอยู่ตรงจุดเดิม
เวลาผ่านไปราวสิบนาทีเห็นจะได้จึงถอนหายใจหนักๆ ด้วยความหงุดหงิด ตวัดสายตาจากบานประตูที่เอมมี่เดินหายลับเข้าไปกับอัศวินของหล่อนหันมองทางอื่นเพื่อปรับอารมณ์ตัวเองพลันไปสะดุดเข้ากับใครบางคนที่ควรอยู่ด้านในโรงแรมไม่ใช่ข้างเสาหินต้นใหญ่
ร่างสูงสมส่วนที่น่าจะผ่านการดูแลมาอย่างดียืนใช้แผ่นหลังพิงเสาหินอ่อนข้างสวนหย่อม เสื้อสูทเนื้อดีสวมทับอยู่บนร่างกายอันสมบูรณ์แบบประหนึ่งไม่เคยผ่านการถูกถอดออกไปคลุมให้กับใคร
มือข้างหนึ่งของเขาล้วงกระเป๋ากางเกงขณะที่อีกข้างจับแก้วไวน์ขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองมายังฉันสีหน้าเรียบนิ่งทว่าสายตานั้นกลับสร้างความรู้สึกหนาวเย็นบริเวณสันหลังให้
แววความอ่อนโยนขี้เล่นขณะจ้องมองแก้วแชมเปญเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าตอนนี้มันไม่หลงเหลืออยู่ในแววตาคู่นั้นอีกแล้วหรือเพราะของเหลวที่เขากำลังดื่มเปลี่ยนไปจึงให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
ฉันรีบหลุบสายตาหนีเพราะเกิดอาการประหม่าขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุอาจเป็เพราะดวงตาสีดำดั่งนิลคู่นั้นคล้ายกับมองทะลุเข้าไปในหัวใจฉันอย่างปรุโปร่ง
เกือบนาทีที่ฉันยืนตัวสั่นระริกคล้ายหวาดหวั่นก่อนตั้งสติและฉุกคิดได้ว่าไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องหวาดกลัวคนที่ไม่รู้จักจึงตัดสินใจเงยขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง แต่กลับพบว่าชายคนนั้นได้อันตรธานหายไปแล้ว
ฉันกวาดสายตามองหารอบงานไม่พบแม้แต่เงาราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่นี่ั้แ่แรก ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรให้ตามได้สักนิดว่าเดินหายไปในทิศทางไหน
ฉันยืนโดดเดี่ยวเคว้งคว้างอยู่กลางดงคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักไม่มีความจำเป็ต้องอยู่ที่นี่ต่อ เพราะงานนี้ไม่ได้จัดขึ้นมาเพื่อฉันั้แ่แรกจึงเลือกเดินเลี่ยงออกมาหน้าโรงแรมแล้วเรียกแท็กซี่กลับบ้าน
สามวันผ่านไปเอมมี่ยังคงขวัญเสียจากเหตุการณ์ในคืนนั้น แม้ผลตอบรับจะไม่ตรงใจฉันซะทีเดียวแต่ก็พอให้ได้สะใจอยู่บ้าง เพราะสภาพน้องสาวสุดที่รักดูน่าสมเพชเวทนา ไม่ยอมกินข้าวไม่ออกจากพื้นที่ส่วนตัว และไม่พบหน้าใครทั้งสิ้น แม้กระทั่งบุพการีของตัวเองยังทำได้เพียงยืนพูดผ่านบานประตูห้องที่ปิดสนิท
ในโลกโซเชียลมีการพาดหัวข่าวไฮโซสาวเปิดของลับโชว์กลางงานการกุศลแพร่สะพัดเกือบทุกช่องทางพร้อมแนบภาพถ่ายประกอบความเข้าใจ ขนาดฉันไม่ใช่คนในรูปยังรู้สึกอับอายขายขี้หน้า
กลางวันฉันทำหน้าที่เป็พี่สาวแสนดีไปยืนพูดจาปลอบโยนเอมมี่อยู่หน้าห้อง เหมือนที่คนอื่นๆ ในบ้านทำกันพูดตัดพ้อต่อว่าว่าเป็ความผิดของตัวเอง สร้างภาพเหมือนกำลังรู้สึกผิดและเสียใจอย่างสุดซึ้งแต่พอตกกลางคืนก็ออกไปฉลองความสำเร็จกับเพื่อนๆ ในกลุ่มเมามายจนบางทีกลับบ้านไม่ได้ต้องเปิดโรงแรมใกล้ๆ พักผ่อน
คืนนี้ก็เช่นกันเมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จสรรพก็รีบขับรถบึ่งมายังผับประจำโต๊ะวีไอพีบริเวณมุมด้านในสุดจะถูกเว้นว่างไว้เพื่อพวกฉันเสมอ
เพื่อนสาวสามสี่นางนั่งสแตนบายรออยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งเครื่องดื่มและกับแกล้มที่มักสั่งประจำวางเรียงรายอย่างเพียบพร้อมเมื่อเดินไปถึงโต๊ะ ทุกคนต่างลุกขึ้นหลีกทางให้ฉันได้เดินเข้าไปนั่งบริเวณโซฟาตัวในสุดเพราะนั่นคือตำแหน่งประจำ ฉันต้องนั่งตรงกลางเท่านั้นและต้องเด่นกว่าทุกคนในกลุ่ม
พวกหล่อนรู้หน้าที่ของตัวเองดีไม่ว่าเราจะไปเที่ยวกันที่ไหนก็ตามแต่ เมื่อมีฉันไปด้วย ไม่ว่าจะเสื้อผ้าหน้าผมหรือพร็อพต่างๆต้องไม่เด่นเกินหน้าเกินตา
เื่นี้เคยเป็ปัญหามาแล้วครั้งหนึ่งสมัยตอนฉันยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เดิมทีในกลุ่มมีกันหกคน แต่มีนางหนึ่งที่มักชอบหาแสงให้กับตัวเองสร้างซีนให้เด่นกว่าเพื่อนๆ เสมอ จนวันหนึ่งฉันเกิดความหมั่นไส้จึงมอบบทลงโทษเล็กน้อยให้ก่อนเฉดหัวหล่อนออกไปจากกลุ่ม
ไม่มีใครกล้าคบค้าสมาคมกับนางอีกเลยหลังจากนั้นไม่มีแม้กระทั่งการพูดคุยสนทนา อยู่มาเรื่อยๆ เพื่อนคนนี้ก็ค่อยๆ หายหน้าหายตามาเรียนวันเว้นวัน สองวันเว้นวัน จนในที่สุดก็หายไปจากสายตาฉันมีคนบอกว่าหล่อนดรอปเรียน บ้างก็ว่าลาออกกลับไปอยู่ต่างจังหวัด
เธออาจดูน่าสงสารในสายตาของใครหลายคนแต่สำหรับฉัน มันมีแต่คำว่าสมน้ำหน้า ชอบทำตัวดัดจริตเรียกร้องความสนใจดีนักโดนดับแสงไปซะแม่สะเก็ดดาวตก!
“คืนนี้เพื่อนสาวเราสวยกว่าปกติ เจอเื่อะไรดีๆมาอีกเหรอนิทาน?”
‘ญุ๋งหญิง’ เด็กบ้านนอกที่อาศัยเกาะชายกระโปรงฉันจนชุบตัวกลายเป็ซีอีโอครีมแบรนด์ดังจากเศษเงินที่ขอยืมไปเอ่ยถามด้วยท่าทางที่ดูสนอกสนใจ แต่ฉันกลับมองออกว่ามันคือการเสแสร้ง หล่อนไม่ได้ใส่ใจชีวิตฉันขนาดนั้นหรอกเป็ผลประโยชน์เสียมากกว่าที่สนใจ
“จะมีเื่อะไร๊ก็คงเล่นงานน้องสาวได้อีกเื่นั่นแหละ”
‘เจนิส’ ลูกคุณหนูหัวสูงผู้ยอมรับตัวเองไม่ได้ว่ากำลังตกอับ เพราะธุรกิจที่บ้านล้มละลาย จนครอบครัวหล่อนต้องคลานเข่ามาขอยืมเงินคุณพ่อของฉันและจำใจต้องเดินตามตูดฉันต้อยๆ เพื่อไม่ให้ถูกทวงหนี้ เอ่ยสมทบพร้อมแอบเบะปากใส่
“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะเจนิสนิทานไม่ได้ใจร้ายขนาดหาเื่เอมมี่ได้ทุกวันหรอกนะ”
เพื่อนอีกคนรีบแก้ต่างให้เธอตำหนิเจนิสด้วยสีหน้าดุๆ คล้ายไม่พอใจแทนฉัน
ทว่านี่คือคนที่ร้ายที่สุด...
‘เองเอย’เธอเป็ลูกสาวนักการเมืองชื่อดัง บ้านรวย มีอำนาจ มีชาติตระกูลไม่มีส่วนไหนขาดตกบกพร่อง แต่กลับยอมลดศักดิ์ศรีทำตามกฎที่ฉันตั้งขึ้นเพื่อเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของกลุ่มทั้งๆ ที่หลายคนอยากเป็เพื่อนกับหล่อน
ตอนแรกฉันเองก็แอบใหลงเชื่อว่าเธอมีความจริงใจให้ และอยากเป็เพื่อนกับฉันจริงๆ แต่ที่ไหนได้...เน่าเฟะ!
วันหนึ่งฉันบังเอิญแอบไปได้ยินเธอกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนเดาว่าน่าจะเป็กลุ่มคนที่ไม่ชอบขี้หน้าฉัน พูดถึงแผนการบางอย่างจับใจความได้ว่าเอิงเอยตั้งใจแฝงตัวเข้ามา เพื่อเล่นงานฉันให้ย่อยยับเมื่อมีโอกาส
แต่ดูเหมือนโอกาสนั้นมันจะหายากเกินไปเสียหน่อยเพราะจากวันนั้นจวบจนวันนี้ราวๆ สามปีเห็นจะได้ ชีวิตฉันก็ยังดูสวยหรูสุขสบายไม่เห็นพังทลายอย่างที่หล่อนคุยโวเอาไว้ มีแต่ตัวเธอเองนั่นแหละที่ดูเหมือนศักดิ์ศรีจะเริ่มน้อยลงและตกเป็เบี้ยล่างฉันโดยที่ไม่รู้ตัว
“เลิกสนใจชีวิตนิทานมันเถอะ แดกเหล้ากันได้แล้ว อยากเมา!”
เสียงห้าวตะเบ็งขึ้นแข่งกับเสียงดนตรีหนักๆพร้อมเอื้อมมือคว้าขวดของเหลวสีอำพันรินใส่แก้วกระดกดื่มจนหมดราวกับกระหายอย่างมากมาย
ส่วนเพื่อนคนสุดท้ายนี้เป็คนที่ฉันมั่นใจที่สุดว่าเธอมีความจริงใจกับฉันจริงๆ หรือไม่ก็แค่ยังจับโป๊ะไม่ได้
‘น้ำเหนือ’เป็ลูกสาวเถ้าแก่ท่าเรือใหญ่ บุคลิกห้าวๆ ไม่เกรงใจใครชอบะโเสียงดังโหวกเหวกโวยวายไร้ความเป็กุลสตรี มักแต่งตัวทะมัดทะแมงรัดกุมอย่างการใส่กางเกงขาสามส่วน มากกว่าเลือกหยิบกระโปรงยีนสั้นเสมอหอยหรือเดรสเว้าหน้าเว้าหลังโชว์เนินเขาลูกใหญ่มาสวมใส่บนร่างกาย
เื่รองเท้าไม่ต้องพูดถึง ั้แ่รู้จักกันมา ฉันเคยเห็นมันใส่คัตชูแค่วันที่ดูเป็งานทางการ กับตอนรับปริญญาเท่านั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียกมันว่าเพื่อนสาวหรือเพื่อนชายดี
“ก็นั่นแหละ อย่างที่ไอ้เหนือมันพูด เลิกตอแหลแล้วกรอกเหล้าเข้าปากกันไปซะ”
ฉันใช้โทนเสียงเรียบนิ่งในการตอบโต้เพื่อนแต่ทุกคำที่หลุดออกจากปากล้วนรุนแรงและไร้การให้เกียรติ ฉันไม่จำเป็ต้องพูดจาถนอมน้ำใจใครไม่จำเป็ต้องสร้างภาพหรือเสแสร้งใส่กลุ่มคนพวกนี้ แค่ต้องปั้นหน้าใส่ครอบครัวตัวเองในทุกๆวันมันก็อึดอัดพอแล้ว ใครรับได้ก็อยู่ต่อทนไม่ไหวก็ไสหัวออกไปจากชีวิตฉันก็เท่านั้นเอง
ฉันอยู่คนเดียวได้ไม่มีเพื่อนคบก็ไม่ได้เป็ปัญหาอะไรอยู่แล้วเมื่อก่อนฉันโดนทิ้งให้อยู่ลำพังยังใช้ชีวิตได้เลย ตอนนี้มีเงินทองมากมายฉันจำเป็ต้องแคร์ใครที่ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตด้วยเหรอ ยิ่งถ้าคนเ่าั้ไม่ได้เข้าหาเราด้วยความจริงใจก็ยิ่งไม่สมควรมีมารยาทใส่ให้เสียเวลา
จริงไหม?
เมื่อสามสาวจอมเสแสร้งได้ยินฉันพูดเช่นนั้นก็เกิดอาการหน้าเจื่อนกันเป็แถวญุ๋งหญิงคว้าขวดเหล้ารินดื่มตามน้ำเหนือ เจนิสตักของกินบนโต๊ะใส่ปากแก้เก้อ ส่วนเอิงเอยหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าขึ้นมาทำเป็เขี่ยเล่น
ฉันเลิกสนใจพวกหล่อนและกวาดสายตาไปรอบๆเพื่อมองหาพนักงานเสิร์ฟ คืนนี้ตั้งใจจะจัดของหนักอย่างวอดก้าอยากเมาให้ลืมทางกลับบ้าน นอนอ้วกมันอยู่หน้าผับนี่แหละ แต่ก็รู้ดีว่ายัยน้ำเหนือไม่ปล่อยให้ฉันมีสภาพเช่นนั้นแน่นอนไม่รู้ว่าอับอายหรือเป็ห่วงกันแน่
ทว่าคนที่ฉันหาพบกลับไม่ใช่พนักงานในผับอย่างที่้าใครบางคนที่เมื่อสามคืนก่อน ได้อันตรธานหายไปจากงานเลี้ยงการกุศลอย่างไร้ร่องรอย บัดนี้เขากลับปรากฏตัวอยู่ที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม
ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำมันเงา นุ่งทับด้วยกางเกงยีนขายาวของแบรนด์ชั้นนำระดับโลกนั่งไขว่ห้างถือแก้วไวน์แกว่งไปมาเบาๆ เพียงลำพัง จ้องมองมายังฉันด้วยสายตาแบบเดิมเหมือนเมื่อคืนนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
ความรู้สึกหนาวเย็นแล่นวาบไปทั่วกระดูกสันหลังจากที่ตั้งใจว่าจะไม่หวาดหวั่น ตอนนี้ฉันกลับนั่งตัวสั่นเทิ้มคล้ายคนกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
ฉันรีบก้มหน้าหลบสายตาคมดุทว่าความรู้สึกมันบ่งบอกว่าผู้ชายคนนั้นยังคงจ้องมองมาอยู่ไม่อาจทนนั่งเฉยอยู่ที่เดิมได้ จึงดีดกายลุกขึ้นยืนและเดินแหวกเพื่อนๆ ออกมามุ่งหน้าตรงไปยังห้องน้ำเพื่อหวังจะตั้งหลักทำใจ