โครม!!!
เสียงถูกบดขยี้กันดังสนั่น ตามมาด้วยความเ็ปที่พุ่งทะลุขีดจำกัดของมนุษย์ เยว่จั้งจำความรู้สึกนั้นได้ดีกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งในโพรงจมูก หยาดฝนที่สาดกระเซ็นผ่านกระจกรถที่แตกละเอียด และภาพสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบ คือใบหน้าของเฉินอีอี ภรรยาที่เขารักสุดหัวใจกับชายชู้ที่ยืนมองซากรถของเขาด้วยสายตาเ็า
ความเ็ปทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความร้าวรานในิญญา เมื่อเขาเพิ่งได้รับผลตรวจ DNA ยืนยันว่าลูกชายที่เขาฟูมฟักเลี้ยงดูด้วยหยาดเหงื่อแรงกายมาตลอดหลายปี ไม่ใช่เืเนื้อเชื้อไขของเขาเลยแม้แต่หยดเดียว
ร่างสูงโปร่งสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาบนเตียงแคบๆ ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างพร้อมกับแผ่นหลังที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เยว่จั้งหอบหายใจหนักหน่วง มือหนากุมหน้าอกซ้ายของตัวเองแน่น หัวใจยังคงเต้นเป็จังหวะสูบฉีดเื ไม่ได้แหลกสลายไปพร้อมกับซากเหล็ก
เขาหันสายตามองไปรอบๆ ห้อง วอลเปเปอร์สีครีมที่เริ่มหลุดร่อน พัดลมเพดานที่หมุนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด โทรทัศน์จอตู้รุ่นเก่า และที่สำคัญที่สุดโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับยี่ห้อโนเกียที่วางอยู่บนหัวเตียง
ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูหน้าจอ แสงสีส้มสลัวส่องกระทบใบหน้าของเขา ตัวเลขบนหน้าจอบอกวันที่อย่างชัดเจน
‘15 สิงหาคม ปี 2005’
เยว่จั้งหลับตาลงนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากจะค่อยๆ แสยะยิ้มออกมา มันเป็รอยยิ้มที่บิดเบี้ยว เย้ยหยัน และเต็มไปด้วยความเ็าของชายวัย 46 ปีที่ผ่านความล้มเหลวและถูกหักหลังมาอย่างโชกโชน
เขาย้อนเวลากลับมาแล้ว กลับมาในวัย 25 ปี
ยุคนี้คือปี 2005 ยุคที่อินเทอร์เน็ตยังเชื่องช้าเป็เต่าคลาน สมาร์ทโฟนยังเป็แค่วุ้นในอากาศ ยุคที่เศรษฐกิจกำลังเตรียมพุ่งทะยาน และที่สำคัญที่สุดยุคที่เขายังไม่ได้แต่งงานกับนังแพศยาเฉินอีอี
เยว่จั้งลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่างของห้องพักชั้น 5 ซึ่งเป็ห้องมุมสุด เขามองลงไปเบื้องล่าง เห็นถนนในย่านชุมชนที่เริ่มมีผู้คนพลุกพล่าน
ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ 5 ชั้น ซึ่งเป็มรดกชิ้นเดียวที่พ่อแม่ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้ มันเป็ขุมทรัพย์ที่คนในยุคนี้หลายคนใฝ่ฝัน
เยว่จั้งเริ่มคำนวณตัวเลขในหัวอย่างแม่นยำ
ชั้นล่างสุดเป็พื้นที่การค้า มีหน้าร้านปล่อยเช่า 1 ห้อง ได้ราคา 1,200 หยวน ส่วนอีกห้องเขาใช้เป็ออฟฟิศส่วนตัว
ชั้น 2 เป็ห้องพักทั่วไปแบบมีห้องน้ำรวมและในตัวบางห้อง จำนวน 12 ห้อง ปล่อยเช่าห้องละ 350 หยวน ทำเงินได้ 4,200 หยวน
ชั้น 3 เป็ห้องสตูดิโอมาตรฐาน 12 ห้อง ห้องละ 450 หยวน รวมเป็ 5,400 หยวน
ชั้น 4 เป็ห้องขนาดใหญ่สำหรับคนทำงาน 10 ห้อง ห้องละ 550 หยวน รวมเป็ 5,500 หยวน
และชั้น 5 ที่เขาอยู่ เป็ห้องขนาดใหญ่พิเศษ มี 9 ห้องที่ปล่อยเช่า ห้องละ 600 หยวน ทำรายได้ 5,400 หยวน
รายรับรวมทั้งหมดคือ 21,700 หยวนต่อเดือน
เมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าน้ำค่าไฟประมาณ 2,700 หยวน เม็ดเงินสุทธิที่ไหลเข้ากระเป๋าเขาเต็มๆ คือ 19,000 หยวนต่อเดือน
ในยุคปี 2005 ที่เงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานออฟฟิศจบใหม่ยังอยู่แค่หลักพันต้นๆ การมีรายได้เกือบสองหมื่นหยวนต่อเดือนโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ถือว่าเป็ความมั่งคั่งระดับเศรษฐีย่อยๆ
“ชาติที่แล้วฉันโง่เขลา ยอมเป็ทาสรับใช้ผู้หญิงคนเดียว ปล่อยปละละเลยอพาร์ตเมนต์แห่งนี้จนมันทรุดโทรม และสุดท้ายก็ถูกหลอกสูบเืสูบเนื้อจนหมดตัว แต่ชาตินี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป”
ในขณะที่เขากำลังวางแผนการลงทุนในหัว ทันใดนั้นเอง
[ติ๊ง]
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ดังกังวานขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าใสที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้า
[ระบบาาก็อบลิน เริ่มต้นการทำงาน]
[ตรวจพบโฮสต์: เยว่จั้ง]
[สถานะ: ผูกมัดิญญาเสร็จสิ้น]
เยว่จั้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม้จะเป็ชายที่ผ่านโลกมามาก แต่หน้าต่างที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ทำให้เขาประหลาดใจ ทว่าเขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็วและกวาดสายตาอ่านข้อความอธิบายระบบอย่างละเอียด
[คำอธิบายระบบาาก็อบลิน]
เป้าหมายของระบบคือการสร้างสายเืที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล โฮสต์จะได้รับรางวัลมหาศาลจากการขยายเผ่าพันธุ์
กฎพิเศษ:
1. เมื่อโฮสต์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งและปฏิสนธิ ฝ่ายหญิงจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น (ร่างกายของมารดาจะได้รับการปกป้องจากระบบ ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ)
2. เมื่อทารกถือกำเนิด โฮสต์จะได้รับรับพรของบุตร (ระดับ F ถึง SSS+) และได้รับไอเทมล้ำยุคเป็รางวัลตอบแทน
หลังจากอ่านจบ ความเงียบก็ปกคลุมห้องพักชั้น 5 ไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำจะดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอของชายหนุ่ม
“หึ ฮ่าๆๆๆ”
เยว่จั้งหัวะเิหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันตลกร้ายสิ้นดี ชาติที่แล้วเขาต้องทนเลี้ยงลูกชู้เพราะตัวเองมีปัญหาเื่การมีบุตรยาก แต่ชาตินี้์กลับประทานระบบาาก็อบลินที่เน้นการปั๊มลูกสร้างตระกูลมาให้เขา ตั้งครรภ์แค่ 1 เดือน? สุ่มพร์?
ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลา เงินทุนจากอพาร์ตเมนต์ และความรู้จากอนาคตในหัว การหาผู้หญิงมาผลิตทายาทไม่ใช่เื่ยากเลยสักนิด เขาไม่จำเป็ต้องแสวงหาความรักจอมปลอมอีกต่อไป สิ่งที่เขา้าคือสายเืและอำนาจที่แท้จริง
เยว่จั้งเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ฝาพับขึ้นมา กดค้นหาเบอร์โทรศัพท์ที่เขาจำได้ขึ้นใจในอดีตเบอร์ของเฉินอีอี
รอสายเพียงไม่นาน น้ำเสียงงัวเงียและติดจะหงุดหงิดก็ดังขึ้นจากปลายสาย
(ฮัลโหลเยว่จั้ง โทรมาทำไมแต่เช้า ฉันยังง่วงอยู่เลยนะ เมื่อคืนกว่าจะทำการบ้านเสร็จก็ดึกแล้ว)
เยว่จั้งแค่นยิ้ม ทำการบ้านเหรอ? ร่านไปนอนกับไอ้เวรนั่นล่ะสิไม่ว่า น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย เยียบเย็นจนแทบจะแช่แข็งอากาศ
“เฉินอีอี เราเลิกกันเถอะ”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะแหวขึ้นมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ด
(นายบ้าไปแล้วเหรอเยว่จั้ง พูดบ้าอะไรแต่เช้า ถ้าคิดจะเรียกร้องความสนใจล่ะก็มันงี่เง่ามากนะ ฉันบอกไว้เลยนะว่าถ้านายกล้าเลิกกับฉัน นายอย่ามากราบกรานขอร้องให้ฉันกลับไป...)
ติ๊ด.
เยว่จั้งกดตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพล่ามจบ เขาถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่อง โยนซิมการ์ดลงถังขยะอย่างไม่ไยดี ตัดขาดความสัมพันธ์โสมมในอดีตทิ้งไปอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
ชายหนุ่มเดินเข้าห้องน้ำ จัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย สายน้ำเย็นฉ่ำช่วยปลุกให้สติสัมปชัญญะของเขาเฉียบคมยิ่งขึ้น เขามองตัวเองในกระจก รูปร่างสูง 180 เิเ ผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้านตามแบบฉบับลูกคุณหนูที่ไม่ได้ทำงานหนัก โครงหน้าคมคายหล่อเหลา นี่คือต้นทุนชั้นยอดที่ผู้ชายหลายคนอิจฉา
เขาเช็ดตัว แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีอ่อนเรียบๆ คลุมทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตบางๆ กางเกงสแล็คเข้ารูป ดูสะอาดสะอ้านและมีภูมิฐานเกินกว่าชายหนุ่มวัย 25 ทั่วไป แววตาของเขาซ่อนความเ้าเล่ห์และเด็ดขาดเอาไว้มิดชิด
เยว่จั้งก้าวออกจากห้อง เดินลงบันไดจากชั้น 5 เนื่องจากอพาร์ตเมนต์แห่งนี้เป็ตึกเก่าจึงไม่มีลิฟต์ นี่คือจุดอ่อนข้อแรกที่เขาจดบันทึกไว้ในใจ
'ถ้าจะดึงดูดผู้เช่าหญิงคุณภาพสูง หรือคนที่มีระดับในอนาคต ฉันต้องหาทางปรับปรุงตึกนี้หรือไม่ก็ซื้อที่ดินสร้างอาณาจักรใหม่'
ส่วนพื้นที่โซนการค้าชั้นล่างฝั่งขวามือถูกปล่อยเช่าเปิดเป็ร้านหนังสือเก่าๆ บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นกระดาษเก่าลอยแตะจมูก เ้าของร้านคือผู้เฒ่าหลิน ชายชราท่าทางใจดีที่เช่าพื้นที่นี้มานาน และข้างๆ เคาน์เตอร์นั้นมีร่างอรชรของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนจัดเรียงหนังสืออยู่
เธอคือหลินเซี่ย หลานสาวของผู้เฒ่าหลิน หญิงสาววัย 19 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยประจำเมือง
เยว่จั้งหยุดเดินและลอบสังเกตเธอเงียบๆ หลินเซี่ยสวมชุดกระโปรงลายดอกไม้สีอ่อนที่ดูเชยไปนิดในสายตาคนอนาคต แต่มันกลับขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งที่ซ่อนอยู่ภายในได้อย่างน่าประหลาด ผิวของเธอขาวเนียนละเอียดราวกับหยก แข้งขาเรียวยาวที่โผล่พ้นชายกระโปรงดูน่าัั เส้นผมสีดำขลับมัดรวบเป็หางม้า เผยให้เห็นลำคอระหงและหยาดเหงื่อบางๆ ที่ซึมตามไรผม เนื่องจากเธอต้องเดินเท้าไปกลับมหาวิทยาลัยที่ห่างออกไปถึง 40 นาทีทุกวัน ร่างกายของเธอจึงดูแข็งแรงและมีน้ำมีนวลอย่างเป็ธรรมชาติ
ดวงตาของเยว่จั้งหรี่ลงเล็กน้อย การประเมินในหัวของเขาเริ่มทำงาน หน้าตาจัดว่าอยู่ในระดับ A รูปร่าดี ความใสซื่อและบริสุทธิ์ เหมาะสมที่จะเป็แม่พันธุ์คนแรกเพื่อทดสอบระบบ
“อรุณสวัสดิ์ครับเฒ่าหลิน น้องเซี่ย” เยว่จั้งปรับสีหน้าให้ดูอบอุ่นและเป็มิตร เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกมีสเน่ห์
หลินเซี่ยหันมาตามเสียง พอเห็นว่าเป็เ้าของอพาร์ตเมนต์สุดหล่อ พวงแก้มของเธอก็ซับสีเืขึ้นมาเล็กน้อยตามประสาวัยรุ่น
“อะ..อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่เยว่จั้ง จะออกไปข้างนอกเหรอคะ?”
“ใช่ครับ ว่าจะไปหาอะไรกินที่ตลาดสดสักหน่อย วันนี้เรียนบ่ายเหรอถึงมาช่วยเฝ้าร้านได้”
“ใช่ค่ะ” หลินเซี่ยตอบ
หลังจากคุยอีกเล็กน้อย เยว่จั้งก็เดินล้วงกระเป๋าออกจากตัวตึก มุ่งหน้าสู่ตลาดสดยามเช้าที่ห่างออกไปไม่ไกล บรรยากาศของปี 2005 คึกคักและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอดีต ทว่าในขณะที่เขากำลังเดินผ่านร้านขายผลไม้ริมทางนั้นเอง
สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยืนเลือกซื้อส้มอยู่ เธอสวมชุดสูททำงานรัดรูปที่เน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน บั้นท้ายกลมกลึงและหน้าอกที่แทบจะปริ้นออกมาจากเสื้อเชิ้ตบ่งบอกถึงความเป็หญิงสาวที่โตเต็มวัยแต่สิ่งที่ทำให้เยว่จั้งต้องหยุดชะงัก