บทที่ 17 ยังจะนับว่าตัวเองเป็คนสำคัญอีกหรือ? คิดว่าตัวเองเป็ใครมาจากไหน!
ซูหลินเอ๋อร์กระวนกระวายจนทำอะไรไม่ถูก แทบจะร้องไห้ออกมา ไม่น่าแปลกใจเลยที่มารดาของนางจะโกรธจนลุกจากเตียงไม่ขึ้น
ตอนนี้นางไม่มีอารมณ์จะต้อนรับองค์รัชทายาทอีกแล้ว
เมื่อเห็นซูหลินเอ๋อร์เริ่มร้อนใจ นางหวังจึงปลอบโยนว่า “อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย วันนี้พวกเราพยายามอีกสักหน่อย ให้นางนำสินสอดกลับมาคืนให้ได้ อย่างไรเสียนางอยู่ในจวน เฉินอ๋องก็ไม่ได้ใช้มันอยู่แล้ว หากมอบให้เ้า ยังจะสามารถช่วยให้เ้าได้แต่งงานกับองค์รัชทายาทอีกด้วย”
ครอบครัวนี้ช่างฝันเฟื่องเก่งยิ่งนัก แม้แต่ในฝันซูเหวินยวนก็ยังไม่กล้าฝันสวยงามถึงเพียงนี้
เซิ่งจิ่งอวี้และซูเหวินยวนได้เดินทางมาถึงวังเฉิงิแล้ว ทันทีที่เข้ามาก็เห็นผู้คนมากมาย
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ซูเหวินยวนในเวลาเดียวกัน
นี่น่ะหรือ พระชายาเฉินอ๋องผู้เผาจวนเฉินอ๋อง? รูปร่างหน้าตางดงามโดดเด่น กิริยาท่าทางสง่างาม การแต่งกายหรูหราแต่ก็ไม่ขาดซึ่งความน่าเกรงขาม
ชั่วขณะหนึ่งทุกคนต่างนิ่งเงียบไป เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าในจวนอัครมหาเสนาบดีมีบุตรสาวอนุภรรยาที่โดดเด่นถึงเพียงนี้?
“นี่คือพระชายาเฉินอ๋องหรือ?” ว่านกุ้ยเฟยมองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ
นางคือพระมารดาผู้ให้กำเนิดขององค์รัชทายาท ตอนนั้นองค์รัชทายาทไม่ได้บอกกับนางเช่นนี้
ในวันที่ทั้งสองแต่งงานกัน องค์รัชทายาทก็ได้เข้าวังเช่นกัน เขากล่าวว่าซูเหวินยวนแตกต่างจากที่จินตนาการไว้เล็กน้อย แต่ตอนนี้พอได้เห็นกับตา เล็กน้อยที่ไหนกัน?
นี่มันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยต่างหาก!
ซูเหวินยวนย่อกายถวายความเคารพพลางกล่าวว่า
“ขอให้เหล่าพระสนมทุกตำหนักทรงพระเกษมสำราญ หม่อมฉันไม่ค่อยได้ออกไปไหน จึงไม่รู้จักทุกท่าน ขอทุกท่านโปรดอภัยด้วยเพคะ”
ในตอนนั้นเอง เฉิงหมัวมัวก็ได้เดินเข้ามา เชิญเซิ่งจิ่งอวี้เข้าไปในห้องบรรทมด้านหลัง
“ฮองเฮาไม่ทรงทราบว่าพระชายาจะมาด้วย ขอพระชายาโปรดรออยู่ที่นี่ สนทนากับเหล่าพระสนมไปก่อนนะเพคะ” เฉิงหมัวมัวพูดจบก็ไม่สนใจนางอีก
ทิ้งนางไว้ท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้ ย่อมต้องถูกทุกคนพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ฮองเฮาช่างร้ายกาจยิ่งนัก
ว่านกุ้ยเฟยเอนกายพิงเก้าอี้ มองสำรวจนางอย่างละเอียดถี่ถ้วน ราวกับกำลังพิจารณาสิ่งของชิ้นหนึ่ง
ซูเหวินยวนสบสายตากับนางอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
“เอ๊ะ! ปิ่นปักผมอันนั้น ดูคุ้น ๆ แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน?” พระสนมองค์หนึ่งร้องอุทาน
ว่านกุ้ยเฟยมองอยู่นานแล้ว ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ นั่งตัวตรงพลางถามว่า “นี่คือชุด ‘ประกายเมฆาชาด’หรือ? หลายปีมานี้ไม่มีใครทำของเลียนแบบแล้ว ของเ้าชุดนี้ช่างประณีตงดงามยิ่งนัก”
ซูเหวินยวนไม่เข้าใจความหมาย จึงตอบไปส่งๆ ว่า “เจอในหีบสินสอดเพคะ หม่อมฉันเห็นว่าสวยดี ก็เลยนำมาใส่”
“บิดาของเ้าช่างใจกว้างเสียจริง ชุดเลียนแบบนี้ทำออกมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว” ว่านกุ้ยเฟยเอ่ยชมพลางยิ้ม
ไม่มีใครคาดคิดว่านี่จะเป็ของจริง
ซูเหวินยวนโบกมือกล่าวว่า “ท่านพ่อของหม่อมฉันไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้หรอกเพคะ เป็ของที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ นี่คือสินสอดของนางในตอนนั้น”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซูเหวินยวนก็รู้สึกว่าตนเองพูดมากเกินไป จึงยิ้มอย่างเขินอาย
อันเล่อโหวคือท่านตาของนาง แต่ท่านตาของนางกลับก่อฏ หลักฐานมัดตัวแ่า
เื่นี้ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในวังหลัง ก็ไม่สามารถเอ่ยถึงได้อย่างง่ายดาย นางก็ไม่ควรจะพูดถึงมันเช่นกัน
คราวนี้ทุกคนต่างนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป สินสอดของบุตรสาวคนโตของอันเล่อโหว... เครื่องประดับศีรษะชิ้นนี้... คงไม่ใช่ของจริงหรอกนะ?
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา หากเป็ของจริงจะมีมูลค่าเท่าไหร่กัน?
ทันใดนั้นซูเหวินยวนก็ถูกเหล่าพระสนมล้อมรอบ สักพักก็มองดูกำไลบนข้อมือของนาง สักพักก็มองดูเสื้อผ้าของนาง
ซูเหวินยวนไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกนางถึงได้เปลี่ยนท่าทีเป็กระตือรือร้นเช่นนี้อย่างกะทันหัน
เฉิงหมัวมัวแอบมองอยู่ด้านหลังอยู่นาน เหล่าพระสนมนอกจากจะไม่เยาะเย้ยนางแล้ว ยังยกยอปอปั้นนางอีกหรือ?
ว่านกุ้ยเฟยเชิญชวนอย่างกะทันหัน “อีกสองวันข้าจะจัดงานเลี้ยงชมบุปผา ถึงตอนนั้นพระชายาเฉินอ๋องจะต้องมาให้ได้นะ”
“ได้เพคะ” ซูเหวินยวนตอบอย่างคลุมเครือ
เฉิงหมัวมัวกลับไปข้างกายฮองเฮา ส่งสายตาให้ฮองเฮา
ฮองเฮากล่าวด้วยสีพระพักตร์เ็ป “ให้พวกนางกลับไปเถอะ ในเมื่อพระชายาก็มาแล้ว ก็ให้พระชายาเข้ามาเถอะ”
ตอนที่จะจากไป ทุกคนต่างก็กล่าวลากับซูเหวินยวน
นางเป็ถึงพระชายา มีทั้งรูปโฉมและเงินทอง ฐานะก็ดี พวกนางจะกล้าเยาะเย้ยนางได้อย่างไรกัน?
ซูเหวินยวนเพิ่งจะก้าวเข้าไปในห้องบรรทมของฮองเฮา ฮองเฮาก็บ่นขึ้นมาทันที
“พระชายาเฉินอ๋อง วันนี้เป็วันที่เ้าจะกลับไปเยี่ยมบ้าน เหตุใดเ้าถึงได้เข้าวังในเวลานี้?”
“การกลับไปเยี่ยมบ้านจะสำคัญอะไรกันเพคะ? พระวรกายของเสด็จแม่ดีขึ้นแล้วหรือยังเพคะ?” ซูเหวินยวนเดินเข้าไปแสดงความห่วงใยด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
วันนี้มีคนอยู่มากมาย นางจะต้องแสร้งทำเป็ว่าปรองดองกัน
นางให้เกียรติฮองเฮาแล้ว แต่ฮองเฮากลับไม่ไว้หน้านางเลยแม้แต่น้อย
“ไร้สาระ การกลับไปเยี่ยมบ้านเหตุใดจึงไม่สำคัญ? อัครมหาเสนาบดีในตอนนี้ต้องกำลังรออยู่ที่จวนอย่างใจจดใจจ่อแน่ เหตุใดเ้าถึงได้ดีแต่ปล่อยให้เขารอเล่า?”
ฮองเฮาเริ่มตำหนิอีกฝ่ายทันที
จู่ ๆ ก็ทรงไม่พอใจอะไรขึ้นมา ทำให้ทุกคนต่างงุนงงไปตาม ๆ กัน
“เสด็จแม่รับสั่งอะไรเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ?”
องค์ชายเจ็ดเซิ่งจื่อเยี่ยน กล่าวเยาะเย้ย “พระชายาเฉินอ๋องรู้ว่าท่านแม่มีฐานะสูงส่ง ดังนั้นจึงยอมปล่อยให้บิดาแท้ ๆ รอ แต่ก็ยังต้องมาเยี่ยมท่านแม่ นี่ไม่ใช่เป็เพราะนาง้าจะประจบเอาใจเสด็จแม่หรอกหรือ?”
เพียงแค่สองประโยค ซูเหวินยวนก็กลายเป็คนประจบสอพลอไปเสียแล้ว
ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับชื่อเสียงว่าเป็คนอกตัญญูอีกด้วย
ฮองเฮายังคงตำหนิว่า “เช่นนี้จะได้อย่างไรกัน? ข้าเป็เพียงฮองเฮา ไม่ได้ให้กำเนิดเลี้ยงดูเ้า ต่อให้เ้าจะคิดประจบประแจง ก็ไม่ควรเลือกวันที่ต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน”
คำพูดของฮองเฮาช่างร้ายกาจยิ่งนัก ราวกับว่ามีเพียงพระนางเท่านั้นที่เข้าใจในหลักการอันสูงส่ง
ซูเหวินยวนรู้สึกว่า การมาเยี่ยมฮองเฮาคือการให้เกียรตินางแล้ว ช่างไม่รู้จักสำนึกบุญคุณเสียจริง
ในเมื่อนางไม่ไว้หน้ากันแล้ว ซูเหวินยวนยังจะต้องเกรงใจอะไรอีก?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที พลางกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า
“ฮองเฮาทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ ที่หม่อมฉันกล่าวว่าการกลับไปเยี่ยมบ้านไม่สำคัญ ก็เพราะงานแต่งงานในวันนั้นจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย แล้วเหตุใดการกลับไปเยี่ยมบ้านจะต้องจัดให้ยิ่งใหญ่เอิกเกริกด้วยเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น หม่อมฉันก็ไม่ได้กล่าวว่าจะต้องอยู่ปรนนิบัติพระนางในวังหลวงตลอดไปเสียหน่อย หลังออกจากวังไปแล้วก็ยังต้องไปที่จวนอัครมหาเสนาบดีอยู่ดีนี่เพคะ”
รอยยิ้มของซูเหวินยวนนี้ ราวกับเป็การเยาะเย้ยฮองเฮาว่าหลงตัวเอง
ด้วยเกรงว่าฮองเฮาจะมองไม่ออก นางจึงอธิบายเพิ่มเติมอีกหนึ่งประโยค
“การเข้าวังก็เป็เพียงเพราะมีเวลาว่างพอดี ว่างอยู่ก็เลยมาเพคะ”
แค่แวะมาดูนางเสียหน่อย ยังจะนับว่าตัวเองเป็คนสำคัญอีกอย่างนั้นรึ!
สีหน้าของฮองเฮาพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที เมื่อฟังความหมายของซูเหวินยวนแล้ว สิ่งที่นาง้าจะสื่อก็คือพระนางหลงตัวเองเกินไป!
ซูเหวินยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจอีกครั้ง “ยังมีอีกเื่หนึ่งที่ต้องเตือนฮองเฮาเพคะ หากเพียงแค่มาเยี่ยมก็ถือว่าเป็การประจบประแจงแล้วล่ะก็ ธรณีประตูวังเฉิงินี้คงจะต่ำเกินไปแล้ว”
“วันนี้มีผู้คนมามากมาย ก็เป็เพียงเพราะเคารพในฐานะของพระนาง
หากพระนางะมองว่าเป็การประจบประแจงทั้งหมด ฟังดูแล้วช่างน่าขันสิ้นดีนะเพคะ”
ทั้งห้องบรรทมเงียบสงัดลงทันที ทุกคนต่างมองดูสีหน้าของฮองเฮา ไม่กล้าพูดอะไรออกมา แม้แต่ลมหายใจก็ยังพยายามกลั้นไว้
พระชายาเฉินอ๋องช่างกล้าหาญเกินไปแล้ว ถึงกับกล้าเยาะเย้ยฮองเฮาเช่นนี้
ฮองเฮาหอบหายใจถี่ด้วยความโกรธ แต่ดก็ยังทรงพยายามระงับไว้อย่างสุดกำลัง เตือนตนเองว่าจะต้องไม่เสียกิริยา
“เมื่อครู่ได้ยินพระชายาเอ่ยถึงงานแต่งงาน นี่พระชายากำลังรู้สึกว่างานแต่งงานนั้นจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเกินไปอย่างนั้นหรือ?”
เซิ่งจื่อเยี่ยนหาจุดที่จะสามารถนำมาขยายความได้
ซูเหวินยวนชะงักไปครู่หนึ่ง นางพูดไปตั้งมากมาย แต่เซิ่งจื่อเยี่ยนกลับช่างเลือกฟังเสียจริง
จากนั้นนางก็ถอนหายใจยาว นึกในใจว่าหากจะคุยกันแบบนี้ เื่ราวคงจะยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีก
“เรียบง่ายจริงเพคะ แต่หม่อมฉันไม่ใส่ใจ ท่านอ๋องร่างกายอ่อนแอ จะมีเรี่ยวแรงมาจัดงานใหญ่โตได้อย่างไรกัน? ยิ่งไปกว่านั้น เื่แต่งงานเช่นนี้ ตามหลักแล้วควรจะเป็มารดาของท่านอ๋องที่เป็ผู้จัดเตรียม แต่อวี้เฟยสิ้นไปนานแล้ว ไม่มีใครเตรียมการให้ท่านอ๋อง หม่อมฉันก็เข้าใจเพคะ”
อุณหภูมิในห้องลดลงจนเย็ยเยียบ ฮองเฮาเบิกตากว้าง เพลิงโทสะในดวงตาแทบจะพวยพุ่งออกมา
หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ ตอนนี้ซูเหวินยวนคงเหลือเพียงกองเถ้ากระดูกแล้ว