“ไป๋เซ่อนั่นปกติไม่ได้มีใครเข้าใกล้ง่ายๆ แม้แต่เราสามคนก็ตาม เวลานี้แม่นางน้อยรักษาเจ้านายของมัน มันย่อมรู้ความถึงได้ยินยอมให้แม่นางน้อยสัมผัสตัว ลู่เสวียนยังไม่ฟื้นไป๋เซ่อก็กลับเข้าไปในถุงเก็บสัตว์อสูรไม่ได้ คงต้องรบกวนฝากให้แม่นางดูแลแล้ว” หนึ่งในกลุ่มบุรุษสี่คนกล่าวกับหลินหนิงชิน
หลินหนิงชิน หันมามองเจ้าเสือขาวตัวโตอีกครั้ง มันยังคงตกตะลึงกับการถูกตีอยู่ไม่น้อย ตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้างน้ำลายไหล ดูไปก็น่าเอ็นดู หลินหนิงชินจึงเทน้ำทิพย์จากกระบอกลงในถ้วยส่งให้มัน ถือเป็นการรับปาก
……….
“แม่นางน้อย ผ่านไปสามวันแล้วสหายข้ายังไม่ฟื้นขึ้นมาเลย ท่านช่วยตรวจดูเขาอีกสักรอบได้หรือไม่” บุรุษต่างแคว้นนามว่ากู้ฉี เอ่ยถามหลินหนิงชินด้วยสีหน้าลำบากใจ
หลินหนิงชินหันหน้าไปมองบุรุษหนุ่มอายุราว 17-18 ปี ที่นอนอยู่เปลหาม บริเวณลำตัวถูกพันด้วยผ้าไว้โดยรอบ บาดแผลเล็กๆรอบตัวล้วนแห้งจนเริ่มตกสะเก็ดแล้ว จากนั้นก็เดินไปตรวจดูตามคำขอร้องของกู้ฉี
“บาดแผลส่วนใหญ่สมานตัวดีแล้ว เขาเพียงใช้พลังปราณจนหมดสิ้นกับเสียเลือดไปมากจากบาดแผลบริเวณลำตัว ทำให้ร่างกายอ่อนแอเป็นพิเศษ อาจจะหมดสติไปหลายวันหน่อย แต่ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณแม่นางน้อย” กูฉีกล่าวขอบคุณอีกครั้ง โดยมีสัตว์อสูรสีขาวตัวโตเอาหัวมาถูกับแขนของหลินหนิงชิน ราวกับต้องการขอบคุณนางด้วย
ไป๋เซ่อที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้อื่นมากนัก คอยปะทะกันทางสายตากับหลินซ่งอวี้และหลินไฉ่หงอยู่บ่อยๆ บ้างก็เดินวนเวียนอยู่รอบตัวเจ้านายที่ถูกหามไว้ในเปลที่ทำจากไม้ไผ่ เวลาอื่นก็ติดตามหลินหนิงชินเพื่อขอ "น้ำ" ดื่ม บางครั้งก็ให้นางนั่งบนหลังอีกด้วย ทำให้เด็กหญิงรู้สึกสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง
"ข้างหน้าเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่นอกกำแพงเมืองรุ่ย พวกเราไปขอเช่าบ้านจากชาวบ้านพักค้างคืนกันที่นั่นดีกว่า พาไป๋เซ่อเข้าเมืองรุ่ยไปด้วยคงไม่ดีนัก" หลินซ่งสวินออกความเห็น
หมู่บ้านแห่งนี้ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีบ้านเรือนไม่ถึง 20 หลังคาเรือน ชาวบ้านเห็นกลุ่มคนเดินเข้ามาก็รีบออกมาดู พอเห็นเสือขาวตัวใหญ่อยู่ในกลุ่มด้วยก็ตัวสั่นไปบ้างแต่ก็ยังมีคนใจกล้าเข้ามาถามความ
"พวกท่านจะไปที่ใดกันหรือขอรับ เหตุใดจึงมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ได้"
"ท่านลุง เราเดินทางผ่านมาเท่านั้น เดิมทีคิดจะไปหาโรงเตี๊ยมในเมืองพักสักวันสองวัน. แต่ติดว่าพวกเรามีสัตว์อสูรมาด้วยเลยไม่สะดวกที่จะเข้าเมือง. พวกท่านพอจะมีบ้านว่างให้พวกเราได้พักผ่อนกันหน่อยหรือไม่ขอรับ เราจะจ่ายค่าตอบแทนให้" หลินเจียวหย่งผู้มีลักษณะคล้ายบัณฑิต หน้าตาเป็นมิตรที่สุดจึงเป็นผู้ตอบคำ
"อ้อ เป็นเช่นนี้เอง เวลานี้บ้านว่างในหมู่บ้านเรามีหลายหลังเลยทีเดียว อีกฝากหนึ่งของเมืองรุ่ยข้ามแนวเขาทางนั้นไปเป็นพื้นที่ติดทะเล ชาวบ้านออกไปใช้แรงงานทำนาเกลือกัน สามเดือนจึงจะได้กลับบ้านครั้งหนึ่ง ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปถามชาวบ้านดูว่าใครสะดวกจะให้ใช้บ้านของเขาบ้าง"
ชายสูงวัยกลับไปพูดคุยกับพวกชาวบ้านพักหนึ่งก็กลับมา
"ท้ายหมู่บ้านมีบ้านอยู่สามหลังของครอบครัวยายจาง สองหลังเป็นของบุตรชายสองคนที่ตอนนี้ไปทำนาเกลือ ไม่มีคนอยู่ อีกหลังหนึ่งยายจางอยู่กับหลานชายวัย 5 ขวบกันแค่สองคน. ที่นั่นเป็นบ้านหลังใหญ่มีบริเวณบ้านกว้างขวาง พวกท่านอยู่ได้แน่นอน ยายจางก็ตกลงแล้ว ข้าจะนำทางพวกท่านไปเอง"
"รบกวนแล้ว ท่านลุง" หลินเจียวหย่งกล่าวจบก็หันมาพยักหน้ากับทุกคนให้เดินตามไป
เมื่อมาถึงบ้านของครอบครัวยายจาง พวกบุรุษแยกย้ายกันไปพักที่บ้านสองหลัง ส่วนสตรีทั้งหกคนมาพักรวมกับยายจางและหลานชายตัวเล็ก
"ท่ายยาย พวกเราคงต้องรบกวนท่านจัดการเรื่องอาหารให้พวกเราด้วย ในถุงนี่มีเงิน 15 เหรียญเงินท่านรับไว้ก่อน หากไม่พอก็มาบอกข้าได้" หลินซ่งสวินกล่าวพร้อมกับยื่นถุงเงินให้หญิงชรา
หญิงชราลังเลเล็กน้อย หลินหนิงชินมองเห็นสีหน้าลำบากใจของยายจางจึงเอ่ยสมทบขึ้นมา
"ท่านยาย พวกเรามีกัน 30 กว่าคน ท่านคนเดียวคงทำอาหารให้พวกเราไม่ไหว ทั้งยังต้องหาซื้อวัตถุดิบมาเตรียมอาหารให้อีก เงินนี่ท่านก็ว่าจ้างคนในหมู่บ้านมาช่วยเถิดเจ้าค่ะ ยังต้องซื้อเนื้อให้กับสัตว์อสูรของพวกเราด้วยอีก พวกเราไม่รู้ราคาของสินค้าที่เมืองนี้ ไม่แน่ว่าอาจไม่พอด้วยซ้ำ ท่านรับไปก่อนเถิด"
ยายจางได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าดีขึ้น รับเงินมาแล้วรีบจูงหลานชายออกไปหาคนช่วยซื้อของสำหรับเตรียมอาหาร
เมื่ออาบน้ำชำระร่างกายกันดีแล้ว พวกเขาก็ทยอยกันออกมานั่งเล่นบริเวณลานบ้าน มีเพียงชาย 4 คนที่มาจากต่างแคว้นที่ยังคงพักผ่อนอยู่ พวกเขาได้รับบาดเจ็บมากกว่าผู้อื่น ไป๋เซ่อก็นอนหมอบอยู่ตรงหน้าบ้านที่พวกเขาพัก
หลินหนิงชินมองไปยังกลุ่มคนสกุลหู มีหูอันโหรวกับบุรุษอีกคนหนึ่ง ที่แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดี ผิวพรรณและมือไม้สะอาดสะอ้าน เดาว่าสองคนนี้คือผู้หลอมโอสถ ส่วนบุรุษสี่คนกับสตรีอีกหนึ่งคนที่สวมใส่เสื้อผ้าทะมัดทะแมง ผิวมีสีคล้ำจากการตากแดดคงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในสกุลหู
“นี่ลูกพี่ลูกน้องของข้า หูจิ่ง เขาอายุ 25 ปีเป็นผู้หลอมโอสถระดับปฐพีขั้นกลาง ส่วนข้ายังอยู่ในระดับปฐพีขั้นต้น” หูอันโหรวแนะนำญาติผู้พี่ของนาง ที่กำลังมีสีหน้าภาคภูมิใจกับระดับการฝึกฝนของตนเองอยู่ แต่ก็ยังตอบกลับด้วยท่าทีนอบน้อม
“เกรงใจแล้ว ทุกท่าน พวกเรายังคงต้องเดินทางร่วมกันอีกนาน เรียกขานกันตามสบายเถิด” หูจิ่งโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วหันไปทางหลินเจียวหย่ง
เขาสังเกตว่าชายผู้นี้ดูมีอายุมากกว่าผู้อื่นในกลุ่มคนสกุลหลิน ทั้งยังไม่เหมือนผู้ฝึกยุทธ์ น่าจะเป็นผู้หลอมโอสถวัยเดียวกับเขา ในใจก็อยากรู้ระดับการฝึกฝนของเขาอยู่บ้าง
“พี่ชายท่านนี้ ท่านคงเป็นผู้นำในกลุ่มผู้หลอมโอสถสกุลหลิน ไม่ทราบว่าจะเสียมารยาทหรือไม่หากข้าจะถามถึงระดับการฝึกฝนของท่าน เราไม่ได้พบผู้หลอมโอสถมากนักขออภัยท่านหากว่าข้าล่วงเกินไป”
“ไม่เป็นไรๆ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องต้องปิดบังอะไร อย่างไรไปถึงสำนักเย้าเตียนพวกเราก็ต้องกลายเป็นศิษย์ร่วมสำนักแล้วมิใช่หรือ ข้าชื่อหลินเจียวหย่ง อายุ 26 ปี เป็นผู้หลอมโอสถระดับปฐพีขั้นสูง นี่ภรรยาข้า จงเป่าเป้ยนางอยู่ที่ระดับปฐพีขั้นต้น”
หูจิ่ง หูอันโหรวและคนสกุลหูทั้งหมด เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ระดับการฝึกฝนของหูจิ่งนับว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนในสกุลหูแล้ว พวกเขาลงทุนกับการหาซื้อสมุนไพร และใช้ทรัพยากรในสกุลไปไม่น้อยกับการฝึกฝนสองพี่น้องสกุลหูคู่นี้ขึ้นมา นี่อันใดกัน!! ผู้อื่นอายุมากกว่าหูจิ่งเพียง 1 ปี ระดับการฝึกฝนยังมากกว่าไป 1 ขั้น ช่างน่าตกตะลึงจริงๆ
“โอ..พวกเราช่างหูตาคับแคบนัก เราไม่เคยไปเมืองเป่ยถังมาก่อน คนในสกุลท่านช่างน่านับถือจริงๆ สามารถสร้างผู้หลอมโอสถมากมายได้ถึง 11 คน พี่เจียวหย่งต่อไปข้ากับอันโหรวคงต้องขอคำชี้แนะจากท่านบ้าง” หูจิ่งสลดไปไม่น้อย ท่าทีภาคภูมิใจในตอนแรกแทบจะไม่ปรากฏออกมาอีกเลย
คนสกุลหูเห็นว่าหลินเจียวหย่งอายุมากที่สุด ระดับการฝึกฝนก็สูงกว่าหูจิ่ง จึงคิดว่าหลินเจียวหย่งเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้หลอมโอสถสกุลหลินแล้ว จึงไม่ได้ถามถึงระดับการฝึกฝนของคนอื่นต่อไป
ส่วนคนสกุลหลิน ก็เพียงแค่แนะนำชื่อกันไป ไม่ได้กล่าวถึงระดับการฝึกฝนเช่นกัน ผู้อื่นไม่ถามพวกเขาก็ไม่คิดจะตอบอะไรให้มากความ อย่างไรเมื่อไปถึงสำนักเย้าเตียนย่อมรู้กันอยู่ดี
ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ทางคนสกุลหู พอเห็นว่าสกุลหลินมีผู้หลอมโอสถที่ระดับสูงกว่าคนสกุลเขา ในใจยังไม่ยินยอมอยู่บ้าง จึงมีคนหนึ่งเอ่ยถามออกมา
“เช่นนี้ผู้ฝึกยุทธ์สกุลหลินคงมีฝีมือไม่ด้อยเลย ข้าชื่อหูกุ้ยขอบเขตนักรบขั้นกลาง ไม่ทราบว่าจะขอคำแนะนำบ้างได้หรือไม่” เขาสังเกตเห็นแล้วว่าหลินซ่งสวินเป็นผู้ออกคำสั่งอยู่เสมอ จึงชำเลืองไปทางหลินซ่งสวินเล็กน้อย