เวลานี้หลินซีเองก็ไม่ปรารถนาจะเผชิญหน้ากับฟางซิ่งเอ๋อร์แม้แต่น้อย จึงเอ่ยปากเร่งเพื่อสำทับคำพูดของจางเจ๋อ “ไปกันเถอะ หากชักช้ากว่านี้ ข้าเกรงว่าจะสายเกินไป”
จางเจ๋อได้ยินเช่นนั้นก็เร่งรีบขับเกวียนวัวจากไปอย่างรวดเร็ว ล้อเกวียนบดพื้นอย่างรุนแรง จนเศษหินเศษดินฟุ้งกระจาย ฝุ่นทรายตลบอบอวล
“แคก ๆ”
ฟางซิ่งเอ๋อร์ที่กำลังคิดจะเอ่ยปากชวนจางเจ๋อคุยต่ออีกสองสามประโยคไม่ทันได้ระวังตัว จึงสูดเอาฝุ่นดินเข้าไปเต็มปากเต็มจมูก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองอย่างหนักทันที
นางกระทืบเท้าด้วยความโกรธ ถ่มน้ำลายลงพื้น ลืมรักษาท่าทีและภาพพจน์สาวงามไปจนหมดสิ้น “รีบร้อนไปตายหรือไร?! ผักป่ากระจอกพวกนั้นจะขายดิบขายดีอะไรนักหนา?! สองสามวันนี้ในอำเภอมีแต่คนเอาผักป่าออกมาขายกันเกลื่อน ข้าจะคอยดู ว่าพวกเจ้าจะยังขายได้ราคาสูงเหมือนเดิมอีกหรือไม่! ไม่ช้าไม่นานกิจการต้องล่มจมแน่!”
พอความคิดวนกลับมาถึงหลินซี ฟางซิ่งเอ๋อร์ก็แค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน ‘หึ ๆ! เห็นหรือไม่เล่า พอต้องมายืนอยู่ต่อหน้าข้า นางจิ้งจอกชั้นต่ำนั่นก็รู้สึกละอายจนทนอยู่ไม่ได้แม้เพียงครู่เดียว!...
…แล้วยังจะตีหน้าเซ่อ ทำเป็นไม่รู้จักข้าอีกนะ! จอมมารยา เสแสร้งได้น่ารังเกียจสิ้นดี!’
แต่แล้วฟางซิ่งเอ๋อร์ก็พลันรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ไหนใคร ๆ ก็ว่าบ้านสกุลเสิ่นเลิกกิจการค้าผักป่าไปแล้ว พวกเขายกผลประโยชน์นี้ให้บ้านผู้นำหมู่บ้านไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ? ถ้าเช่นนั้นเหตุใดนังหลินซีถึงยังติดเกวียนของบ้านสกุลจางไปด้วยเล่า?
‘หรือว่า… ที่บอกว่ายกให้บ้านผู้นำหมู่บ้านนั่นเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า แท้จริงแล้วนังนั่นไม่เคยคิดจะปล่อยแหล่งทำเงินนี้ให้หลุดมือไป? หรือว่า… นังสารเลวหลินซีจะมีธุรกิจลับอย่างอื่นแอบแฝงอยู่อีก?’
ทว่าฟางซิ่งเอ๋อร์กลับปัดความคิดข้อหลังทิ้งไปทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาไตร่ตรองซ้ำ ‘ไร้สาระ! นังสารเลวไร้หัวนอนปลายเท้าคนนั้น แม้แต่อักษรตัวเดียวยังไม่รู้จัก แค่บังเอิญคิดเรื่องค้าขายผักป่าเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่ออกก็นับว่าเกินสติปัญญาไปมากแล้ว ไม่มีทางที่จะคิดกิจการอื่นใดได้อีกเป็นแน่!
…ต้องเป็นว่า นังนั่นหลอกลวงชาวบ้านเรื่องถอนตัวจากการขายผักป่าไปแล้วนั่นแน่นอน’
“ไม่ได้การ ต้องรีบหาคนไปสืบข่าวเรื่องนี้ให้รู้แน่ชัด!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฟางซิ่งเอ๋อร์ก็รีบหันหลังมุ่งหน้ากลับบ้านทันที พอกลับถึงเรือนก็สั่งให้คนไปตามตัวหลี่สุ่ยเซิงมาพบ แต่คาดไม่ถึงว่า จะได้รับรู้ข่าวน่าหงุดหงิดกลับมาแทน…หลี่สุ่ยเซิงบาดเจ็บหนักจนลุกไม่ขึ้นจึงมาหาไม่ได้
ฟางซิ่งเอ๋อร์ได้ฟังก็ยิ่งอารมณ์เสียหนัก “ชิ! ตอนไม่ต้องการตัวก็เที่ยวมาเสนอหน้าอยู่ใกล้ ๆ พอถึงคราวที่ต้องการจะใช้ กลับไม่ได้เรื่องขึ้นมาเสียอย่างนั้น! เจ้าคนไร้ประโยชน์ ไร้ค่าจริง ๆ!”
แต่ไม่เป็นไรหรอก นางคือฟางซิ่งเอ๋อร์ผู้เลอโฉม มีสิ่งใดบ้างในโลกนี้ที่นางอยากทำแล้วจะทำไม่ได้? เรื่องแค่นี้เองหรือจะมาขัดขวางคนอย่างนาง? ยิ่งไปกว่านั้น เพียงแค่นางแย้มพรายความต้องการออกไป หรือแค่กระดิกปลายนิ้วเท้าเบา ๆ ก็มีบุรุษมากมายที่พร้อมจะทำงานรับใช้นางอย่างถวายชีวิตแล้ว!
++++++++++
ในตัวอำเภอ, ณ ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว
เถ้าแก่จ้าวนั่งรอคอยการมาถึงของหลินซีอยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ แม้จะพยายามต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อตามปกติ แต่ในใจกลับพะวักพะวน สายตาก็คอยชะเง้อชะแง้แลมองออกไปนอกประตูอยู่ตลอดเวลา จนแทบไม่มีสมาธิจะทำสิ่งใด
เขาแอบหัวเราะเยาะตนเองในใจที่ตื่นเต้นจนเกินเหตุ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคาดการณ์ไปต่าง ๆ นานาว่า คำมั่นสัญญาที่แม่นางหลินให้ไว้เมื่อวันก่อนนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ และหากเป็นจริง จะสามารถสร้างผลกำไรให้แก่ภัตตาคารได้อีกมากน้อยเพียงใด
ในที่สุด เมื่อได้ยินเสี่ยวเอ้อร์เข้ามารายงานว่าแม่นางหลินมาถึงแล้ว เถ้าแก่จ้าวก็รีบลุกพรวดออกไปต้อนรับด้วยตนเองทันที ผู้ที่มากับเกวียนยังคงเป็นหลินซีกับจางเจ๋อเช่นเดิม เถ้าแก่จ้าวพยายามอย่างยิ่งที่จะระงับความรุ่มร้อนในใจตน จัดแจงจ่ายเงินค่าผักป่ารอบนี้ให้แก่จางเจ๋อจนเสร็จสรรพเรียบร้อย
จางเจ๋อเองก็รู้สถานการณ์ดีว่า ที่พี่หลินอุตส่าห์ติดตามมาด้วยในวันนี้ย่อมต้องมีเรื่องสำคัญที่จะหารือกับท่านเถ้าแก่เป็นการส่วนตัว เขาจึงทำท่าจะปลีกตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน
แต่เถ้าแก่จ้าวกลับเอ่ยเรียกเขาไว้เสียก่อน “เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะแจ้งให้พวกเจ้าทราบไว้ หลังจากนี้ไป หากจะนำผักป่ามาส่งอีก ราคาต่อกำก็คงจะต้องปรับลดลงกว่าเดิมสักเล็กน้อยนะ”
จางเจ๋อถึงกับชะงักเท้าทันควัน หันกลับมาถามสีหน้าร้อนใจ “เพราะเหตุใดหรือขอรับ ท่านเถ้าแก่?”
เถ้าแก่จ้าวกล่าวตอบ “ข้าได้ยินแม่นางหลินเรียกชื่อเจ้าว่าจางเจ๋อ นั่นคงเป็นชื่อเต็มของเจ้าสินะ ถ้าเช่นนั้นข้าขอเรียกว่าน้องเจ๋อก็แล้วกันนะ คืออย่างนี้ ตอนนี้ในตัวอำเภอไม่ได้มีเพียงบ้านเจ้าแล้วที่นำผักป่ามาขาย เพียงแค่ชั่วข้ามคืนที่ผ่านมานี้เอง ก็มีชาวบ้านหลายคนนำผักป่าชนิดเดียวกันออกมาวางขายเกลื่อนไปหมด ผักป่าพวกนี้จึงไม่นับว่าเป็นของหายากอีกต่อไปแล้ว”
อันที่จริง แม้ว่าในวันแรกที่ชาวบ้านแห่เอาผักป่ามาขายจะไม่มีผู้ใดขายออกเลย และหลายคนก็ถอดใจไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ยังคงนำผักป่าเข้ามาขายในเมืองต่อเนื่องอย่างเงียบ ๆ ด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าตนอาจจะโชคดีขายได้บ้างสักกำสองกำ
เดิมทีที่เถ้าแก่จ้าวยอมรับซื้อผักป่าจากหลินซีในราคาสูง ก็เพราะต้องการสร้างชื่อเสียงว่าภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวเป็นที่เดียวที่มีอาหารจากผักป่าชนิดนี้ให้รับประทาน แต่ในเมื่อตอนนี้มีผักป่าชนิดเดียวกันวางขายอยู่เต็มไปหมด แถมยังขายในราคาที่ถูกกว่ามาก เถ้าแก่จ้าวย่อมไม่ปรารถนาจะรับซื้อในราคาสูงเช่นเดิมอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เขากำลังเจรจาเรื่องราคาอยู่ตอนนี้ก็คือจางเจ๋อ หาใช่ตัวแม่นางหลินผู้เป็นผู้ต้นคิดไม่
จางเจ๋อถึงกับทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ใบหน้าซีดขาว มือเท้าชา ตามองหาพี่หลินที่ยืนอยู่ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นหลินซีพยักหน้า เขาก็พอจะเข้าใจ
เด็กหนุ่มผู้มีความฝันอยากทำการค้าจึงรวบรวมสติ กล่าวถามออกไปอย่างนอบน้อม “ถ้าเช่นนั้น ไม่ทราบว่าท่านเถ้าแก่ประสงค์จะลดราคาลงเหลือกำละเท่าใดหรือขอรับ?”
เถ้าแก่จ้าวเหลือบสายตามองหลินซีแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาตอบเด็กหนุ่ม “เห็นทีคงต้องลดลงสักห้าอีแปะ”
จางเจ๋อถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ‘นับว่าโชคดีนัก โชคดีนัก’ เขารู้ดีว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ ขายผักป่าชนิดเดียวกันนี้ในราคาเท่าใด ตอนแรกเขานึกกังวลว่าจะต้องลดราคาลงไปจนเท่ากับคนเหล่านั้นเสียแล้ว
จางเจ๋อรู้ดีแก่ใจว่าที่ยังคงได้ราคานี้ เหตุผลหลักเหตุผลเดียวคงเป็นเพราะเถ้าแก่จ้าวเห็นแก่หน้าพี่หลิน เขาจึงไม่คิดจะซักไซ้ให้มากความอีก เพียงรับคำแล้วก็รีบปลีกตัวจากไปทันที โดยทิ้งเกวียนวัวไว้ให้หลินซีใช้ตามที่ตกลงกันไว้
เถ้าแก่จ้าวจึงหันมาทางหญิงสาว กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “แม่นางหลินคงไม่ถือสาข้ากระมัง ที่ตัดสินใจลดราคาลงกะทันหันเช่นนี้?”
หลินซีส่ายหน้าเล็กน้อย ตอบกลับอย่างเข้าใจ “ท่านเถ้าแก่เป็นพ่อค้า ย่อมต้องคำนึงถึงผลกำไรเป็นสำคัญ เมื่อมีผู้ค้าเจ้าอื่นขายในราคาที่ถูกกว่า หากท่านยังคงรับซื้อในราคาสูงเช่นเดิม ก็ย่อมเสียผลประโยชน์ ข้าเข้าใจสถานการณ์นี้ดีเจ้าค่ะ”
เถ้าแก่จ้าวแย้มยิ้มกว้างขึ้น หลินซีเห็นดังนั้นจึงกล่าวต่อ “เช่นนั้น ตอนนี้ก็น่าจะถึงเวลาที่เราจะหารือเรื่องธุระสำคัญของเราแล้วนะเจ้าคะ”
หลินซีคิดคำนวณมาเป็นอย่างดี เวลานี้เพิ่งจะเลยเที่ยงวันมาไม่นานนัก นับเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าเบาบาง การที่นางจะขอเข้าไปใช้ครัวด้านหลัง ย่อมไม่เป็นการรบกวนหรือส่งผลกระทบต่อรายได้ของภัตตาคารมากนัก
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลินซี สีหน้าของเถ้าแก่จ้าวก็พลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น เขาผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพ ทั้งสองจึงเดินตรงไปยังห้องครัวด้านหลังพร้อมกัน
ในครัวใหญ่ของภัตตาคารชื่อดัง นอกจากหัวหน้าพ่อครัวจ้าวแล้วก็ยังมีพ่อครัวคนอื่น ๆ อยู่อีกหลายคน แต่ดูเหมือนจะมีเพียงหัวหน้าพ่อครัวจ้าวเท่านั้นที่รับรู้และมีสิทธิ์รับทราบว่าวันนี้จะมีเรื่องพิเศษเกิดขึ้น เพราะเมื่อหลินซีมาถึง เขาก็สั่งให้พ่อครัวคนอื่น ๆ ออกไปจากบริเวณครัวจนหมดและสั่งห้ามเข้ามาจนกว่าเขาจะอนุญาต
ดังนั้น ขณะนี้ภายในห้องครัวอันกว้างขวางจึงเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องเพียงสามคนเท่านั้น นั่นคือ หลินซี ท่านเถ้าแก่จ้าว และหัวหน้าพ่อครัวจ้าว
หลินซีเห็นบรรยากาศเช่นนี้ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่นางจะนำมาเสนอในวันนี้ คือ ‘ตำรับอาหารสูตรลับเฉพาะ’
กล่าวว่า ‘ตำรับอาหาร’ ไม่ว่าจะสูตรใดมีแหล่งที่มาอย่างไร เป็นของภัตตาคารคิดค้นหรือมีผู้อื่นถ่ายทอดให้ ก็ย่อมถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการดำเนินกิจการภัตตาคาร หาใช่เรื่องที่จะแพร่งพรายให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ได้ การมีผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องน้อยอยู่ร่วมด้วยจำนวนมากจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งสถานการณ์นี้ก็ตรงกับความต้องการของหลินซีพอดี
“แม่นางหลิน ข้าขอแนะนำให้เจ้ารู้จัก” เถ้าแก่จ้าวผายมือไปยังหัวหน้าพ่อครัวจ้าว—-ญาติผู้น้องของเขา
“นี่คือพ่อครัวจ้าว เขาเป็นพ่อครัวที่มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวแห่งนี้ หลายปีก่อนเขาเคยเดินทางไปเยี่ยมเยียนยังแคว้นต่าง ๆ หลายแห่ง จนได้มีโอกาสลิ้มลองอาหารท้องถิ่นมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน แม่นางหลิน อาหารที่ท่านจะทำในวันนี้ ข้าจะให้พ่อครัวจ้าวเป็นผู้ประเมิน และตัดสินรสชาติในขั้นสุดท้าย ไม่ทราบว่าท่านจะยินยอมหรือไม่?”
“ยินดีเจ้าค่ะ” หลินซีพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
ทว่าหัวหน้าพ่อครัวจ้าวกลับมีสีหน้าประหลาดใจระคนสงสัยหนัก เขาทราบดีว่าแขกสำคัญที่จะมาในวันนี้คือ ‘เด็กสาว’ คนเดียวกับที่เคยนำผักป่ามาขายเมื่อหลายวันก่อน
แต่คาดไม่ถึงว่าตัวจริงของนางจะยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้! อายุอานามแค่นี้ จะสามารถรังสรรค์อาหารเลิศรสที่ภัตตาคารอื่นไม่มีได้จริงหรือ?
ด้วยไม่เชื่อแม้แต่น้อย พ่อครัวจ้าวจึงอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามยืนยันกับญาติผู้พี่ของตน “พี่ใหญ่ ท่าน… ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?”
เถ้าแก่จ้าวเพียงตวัดสายตาปรามไปวูบหนึ่ง หัวหน้าพ่อครัวจ้าวทำงานที่นี่มานานหลายปีก็พลันเข้าใจความนัย จึงหันไปกล่าวกับหลินซีด้วยท่าทีไว้เชิงเล็กน้อย “แม่นาง อย่าว่าแต่อาหารเลิศรสขึ้นชื่อจากต่างถิ่นเลย แม้แต่อาหารจานเด็ดสารพัดชนิดในเมืองหลวง ข้าผู้นี้ก็เคยลิ้มลองมาหมดแล้ว แม่นางอย่าได้คิดอวดโอ้เกินตัว หากอาหารของแม่นางไม่เป็นดังคำกล่าวอ้างจะเสียหน้าเอาได้นา”
หลินซียกแขนขึ้นกอดอก กล่าวตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “จะจริงหรืออวดอ้าง ก็ต้องพิสูจน์กันก่อน ไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ว่าแต่... พวกท่านเตรียมวัตถุดิบใดไว้ให้ข้าแสดงฝีมือบ้างเล่า?”
คิ้วดกหนาของหัวหน้าพ่อครัวจ้าวกระตุกเล็กน้อย “พวกเราเตรียมให้รึ? ไม่ใช่ว่าแม่นางควรจะเป็นคนเลือกวัตถุดิบมาเองหรอกหรือ?”
‘ตำรับอาหารสูตรลับที่ไหนกันที่จะให้ผู้อื่นเป็นคนเตรียมวัตถุดิบให้? ปกติแล้วผู้ปรุงก็ย่อมต้องกำหนดวัตถุดิบเฉพาะที่จะใช้ไว้ล่วงหน้าแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร?’
หลินซียิ้มบาง เลิกคิ้วขึ้นสูง “แล้วข้าได้พูดตอนไหนเจ้าคะ ว่าสามารถทำอาหารตามตำรับสูตรลับได้เพียงชนิดเดียว?”
สองผู้เป็นใหญ่ในภัตตาคารมุมปากกระตุกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ว่ากล่าวกันตามจริงแล้ว คำพูดเมื่อครู่ของเด็กสาวช่างฟังดูโอหังยิ่งนัก แต่ท่วงท่าที่สงบนิ่งและแววตาที่มั่นใจเป็นพิเศษของนาง กลับทำให้คนฟังอดรู้สึกไม่ได้ว่า… หรือบางทีนางอาจจะทำได้อย่างที่พูดจริง ๆ?
เถ้าแก่จ้าวอดคิดไม่ได้ว่า ตนเองคงเสียสติไปแล้วเกินครึ่งกระมัง ถึงได้บ้าจี้ทำตามนาง ทว่าเขากลับยังก้าวออกไปด้านข้าง แล้วชี้นิ้วไปยังตู้ไม้ใบใหญ่หลายใบที่ตั้งเรียงรายอยู่
“วัตถุดิบทั้งหมดในตู้นี้ เชิญแม่นางหลินเลือกหยิบใช้ได้ตามสบาย แต่ก็ใช่ว่าจะให้ใช้เปล่า ๆ เพราะหากอาหารของแม่นางมิใช่ตำรับแปลกใหม่อย่างที่บอกหรือรสชาติไม่ผ่าน เช่นนั้นเราคงต้องขอคิดค่าวัตถุดิบ ยิ่งกว่านั้น ต้องรบกวนรักษาสภาพห้องครัวให้เหมือนเดิมด้วย เพราะถ้าครัวของเราเละเทะไป ช่วงบ่ายวันนี้ ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวก็คงไม่สะดวกที่จะเปิดรับรองลูกค้าเป็นแน่”
หลินซีพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น พลางเสริม “หากเกิดเรื่องเช่นนั้นจริง ข้ายินดีชดใช้ค่าวัตถุดิบและค่าเสียหายทั้งหมดให้เถ้าแก่เองเจ้าค่ะ”
สองบุรุษแซ่จ้าวหันมาสบตากัน เถ้าแก่จ้าวหัวเราะเสียงดัง “ฮะ ๆ” แห้ง ๆ อยู่สองสามครั้ง แล้วเอ่ยคำกลบเกลื่อน “แม่นางหลินกล่าวหนักไปแล้ว อันที่จริงข้าเองก็เชื่อมั่นในฝีมือของท่าน เพียงแต่บอกกล่าวล่วงหน้าไว้เพื่อความมั่นใจ อย่างไรก็ขอเชิญแม่นางหลินเริ่มลงมือเลยเถิด”
หลินซีพอจะมองเจตนาอีกฝ่ายออก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยท้วง เพียงแจ้งความประสงค์สุดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก่อนที่ข้าจะเริ่มลงมือ ขอเชิญท่านเถ้าแก่และท่านพ่อครัวใหญ่ออกไปรออยู่ด้านนอกก่อนสักครู่เถอะเจ้าค่ะ”
เถ้าแก่จ้าวและหัวหน้าพ่อครัว : “???”
.
.
.