“หยุดนะ พอแค่นั้นแหละ!”เสียงของนิษฐาะโขึ้น
อาวุธของสรรค์หยุดการเคลื่อนไหวทันทีปลายแหลมเฟี้ยวของลูกดิ่งโลหะหยุดตรงหน้าของสมิทธิ์ สะท้อนแสงวาววับห่างออกไปแค่ไม่กี่มิลลิเมตร
หน้าตาของสมิทธิ์หวาดกลัวสุดขีดดวงตาของเขาเบิกโพลงเหล่เข้าหากัน จับจ้องอยู่ที่อาวุธสังหารตรงหน้า
แม้ว่าจะหยุดมือแล้ว แต่อารมณ์ของสรรค์ยังไม่หายขุ่นมัวเขามองไปที่สมิทธิ์อย่างผิดหวัง ไม่แน่ใจว่าเป็เพราะเื่ที่สมิทธิ์ไม่สามารถเข้าทรงแปลงร่างเพื่อป้องกันตัวได้หรือเป็เพราะสรรค์โดนห้ามไม่ให้ลงมือต่อกันแน่
“ชิ!” เสียงลมกระทบฟันเบาๆ อย่างหัวเสียออกมาจากปากของสรรค์
“สรรค์ เธอทำอะไรน่ะสมิทธิ์เป็คนสำคัญของยุคสมัยนี้เลยนะ!” นิษฐาปรากฎตัวขึ้นด้านหลังของสรรค์ หน้าตาของเธอบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจเธอเปรียบเสมือนระฆังบนเวทีมวย ที่มาช่วยชีวิตสมิทธิ์ได้ทันเวลาพอดิบพอดี
สรรค์หันหน้าไปอีกทาง เขาทำเป็ไม่สนใจนิษฐาและคงไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับสิ่งที่เธอพูด
หลังจากให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์เรียบร้อยแล้วนิษฐาก็เปลี่ยนจากชุดขนสัตว์ที่ดูหรูหราเหมือนนางพญากลับมาเป็ชุดลำลองแบบวัยรุ่นเหมือนเคย ที่คอของเธอมีลูกประคำเล็กๆ สีดำห้อยอยู่เครื่องประดับที่เธอใส่เป็ประจำจนกลายเป็เอกลักษณ์ของเธอไปแล้ว
สมิทธิ์รีบผละออกมาจากสรรค์ วิ่งมาหานิษฐาอย่างโล่งใจเขาประสานมือไว้ด้านหน้าแนบอกเป็เชิงขอบคุณ
“โอ้... นิษฐา ต้องขอบใจเธอจริงๆที่มาช่วยหยุดเพื่อนของเธอไว้ได้ทัน” ขณะที่สมิทธิ์กำลังยิ้มแย้มที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดสรรค์ก็เรียกเก็บอาวุธของเขาคืนแบบไม่เต็มใจนัก
ด้ายสีขาวหดกลับไปหาเ้าของอย่างว่องไว พาลูกดิ่งโลหะเข้าสู่มือของสรรค์เหมือนตลับเมตรเมื่อหมดความยาวของเส้นด้าย ทั้งอาวุธและถุงมือสีขาวที่สวมใส่อยู่บนมือของเขา ก็หายไปพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์
สมิทธิ์แน่ใจแล้วว่า ถุงมือและอาวุธลับที่ผลุบๆโผล่ๆ ได้เหมือนเล่นมายากลของทั้งสรรค์และนิรุทธ์ น่าจะเป็พลังอะไรสักอย่างของร่างทรงระดับ2 สำหรับร่างทรงมือใหม่อย่างเขานั้น คงมีอะไรให้ฝึกฝนอีกมาก
“อ๊ะ!” สมิทธิ์ร้องขึ้นมาเหมือนเขาเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้
“ที่เ้าหล่อนั่นโจมตีชั้นก็เพราะเธอไปบอกว่าชั้นจะมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่รึไง?” เขาเดินเข้าไปโวยวายใส่นิษฐา
ถึงตอนนี้สมิทธิ์เข้าใจแล้วว่า ที่นิรุทธ์เดินนำเขาเที่ยวชมสถานที่และพบปะกับสมาชิกทุกคนของเทวลัยแห่งโชคชะตานั้น ก็เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเป็การแนะนำบ้านใหม่ให้กับเขานั่นเอง
“ใช่แล้ว” นิษฐาตอบเขาทันควันพลางยิ้มแย้มอย่างมั่นใจ
สมิทธิ์ผู้ซึ่งไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับวงการคนทรงั้แ่แรกอยู่แล้วเขาจึงโบกมือปฏิเสธและหันหลังให้นิษฐาอย่างไม่ลังเล
“เสียใจด้วยนะ แต่ชั้นต้องไปเรียน” เสียงของเขาหนักแน่น
สมิทธิ์เดินไปได้เพียง 2-3 ก้าว นิษฐาก็พูดขึ้นมา“อ๋อ ไม่ต้องห่วง เราลาออกให้แล้วล่ะ”
ยังไม่ทันที่สมิทธิ์จะเดินกลับเข้าไปในอาคาร จู่ๆเขาก็เข่าอ่อนรู้สึกเหมือนจะเป็ลม
“เมื่อกี้ เธอพูดว่าอะไรนะ...” เขาฟังไม่ค่อยถนัดอะไรนะ ลาออกเหรอ?
“เราโทรหาคุณย่าของนายว่าจะให้นายเป็คนทรงเต็มตัวเหมือนกับเรา ย่าของนายเป็คนทรงเหมือนกันท่านก็เลยเข้าใจดี” นิษฐาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับเป็บทสนทนาปกติในชีวิตประจำวัน
สมิทธิ์หันกลับมามองนิษฐาด้วยความทึ่งกึ่งกลัวนิดหน่อย“นี่ถึงขนาดโทรไปบอกย่าชั้นเลยรึ”
สมิทธิ์จินตนาการไม่ออกเลยว่า แท้จริงแล้วนิษฐาต้องเป็คนใหญ่คนโตกว้างขวางขนาดไหนถ้าถึงขนาดเดินเื่ลาออกกับมหาวิทยาลัยให้เขาได้ รวมถึงสืบเสาะจนรู้เบอร์โทรของย่าและยังรู้อีกว่าย่าของเขาก็เป็คนทรง ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่ได้เจอ... ไม่สิต้องบอกว่าพยายามเลี่ยงที่จะเจอกับย่าของเขามาหลายปีแล้ว
“ถ้าไม่ทำแบบนี้ นายอาจจะโดนพวกนั้นฆ่าแล้วก็ได้”เสียงของนิษฐาจริงจังขึ้น
สมิทธิ์ทำหน้าสงสัย ที่จู่ๆนิษฐาก็เปลี่ยนท่าทีในการพูดจา
“หลังจากที่นายสลบไปพวกที่สังหารคราสก็เข้ามาคุยกับเรา”
