ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ทุกคนมีความสนิทสนมกันมากขึ้น เด็กทั้งสามคนต่างเรียกขานกันดั่งพี่น้อง
หลี่ซูเม่ยคิดอยากแกล้งสือซานกับสือปา จึงบอกให้ทั้งสองเรียกขานพวกนางดั่งพี่น้องด้วย ทั้งคู่ไม่เห็นด้วย แต่ท้ายที่สุดก็ทนลูกอ้อนของเด็กๆทั้งสามไม่ไหวเลยต้องจำยอมไป
ตอนแรกหลี่ซูเม่ยคิดที่จะพูดคุยถึงความเป็มาของแต่ละคน แต่พอนางเอ่ยปากถามออกไป สือซานก็บอกให้ค่อยคุยกันหลังถึงสำนักของนักพรตหญิงแล้วจะดีกว่า นางจึงต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป
ในที่สุดทุกคนก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแห่งแคว้นหวงหลง ตอนนี้คือ*ยามเว่ยของวันที่เจ็ดของการเดินทางอันแสนยาวนาน
*ยามเว่ย คือ่เวลาั้แ่ 13:00 น. จนถึง 15:00 น.
'โอ๊ยๆ ขยับตัวนิดขยับตัวหน่อยก็รู้สึกปวดเมื่อยตัวไปหมด เหมือนคนแก่เลย ร่างกายเด็กนี้ไม่ทนเอาซะเลย ดีที่ใกล้ถึงแล้ว ถ้านั่งต่ออีกร่างกายนี้คงทนไม่ไหวแน่' หลี่ซูเม่ยนึกในใจ
จากการสังเกตของนาง คนอื่นๆในรถม้าดูมีความสุขกับการเดินทางมาก ไม่มีใครแสดงท่าทีว่าปวดเมื่อยเหมือนตัวนางเลย
นี่ขนาดนางไม่ได้นั่งอยู่ในรถม้าตลอดเวลา มีแวะโรงเตี๊ยมเพื่อรับประทานอาหารบ้างเป็บางมื้อ ในรถม้าก็มีเบาะนุ่ม นุ่มกว่าเบาะรถบางคันที่นางเคยนั่งตอนอยู่อีกโลกด้วยซ้ำไป และมีเตาผิงให้คอยความอบอุ่นอีกด้วย
อาจจะเป็เพราะต้องรีบเดินทางให้ถึงสำนักของนักพรตให้เร็วที่สุด สือซานบอกว่าที่นั่นปลอดภัยที่สุด และอีกอย่าง พวกชายปิดหน้าจะได้ไม่รู้ว่าพวกนางหนีรอดมาได้
ในตอนนั้นสือซานกับสือปาได้วาง 'ศพเด็ก' ที่หามาจากสุสานร้างแถบชานเมืองไปไว้แถวโรงเตี๊ยม เพื่อให้พวกนั้นเข้าใจว่าทุกคนตายไปแล้ว ดังนั้นเวลาที่เด็กทั้งสามออกจากรถม้า ทุกคนต้องใส่หน้ากากที่สือซานกับสือปาเตรียมไว้ให้ทุกครั้ง
หลี่ซูเม่ยเลิกม่านเล็กขึ้นน้อยเพื่อดูบรรยากาศโดยรอบของแคว้นที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด อีกทั้งยังเป็จุดศูนย์กลางของแผ่นดินต้าชิง ทำให้มีผู้คนมากมายมารวมตัวกัน มีทั้งคนของแคว้นหวงหลงเองและคนจากแคว้นอื่นๆทั้งสี่แคว้นที่อยู่โดยรอบ
เมืองนี้ดูมีความเจริญมากกว่าที่นางคิดไว้นะ ผู้คนเยอะแยะมากมายเดินไปมาเต็มท้องถนน ถนนหนทางกว้างขวาง รถม้าวิ่งกันอย่างเป็ระเบียบ อาคารบ้านเรือนมีความสวยงามตามแบบจีนโบราณ ทำให้นางอยากลงไปเดินเล่นทันทีทันใด
"พี่สาม พี่สี่ พวกท่านมาดูนี่สิ มีคนเต็มไปหมดเลย เยอะกว่าทุกเมืองที่ผ่านมา ร้านอาหารเยอะไปหมดเลย กลิ่นหอมน่ากินมากๆ" หลี่ซูเม่ยเรียกพี่ๆด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมา แล้วมองออกไปนอกรถม้า
หลงชุนพยักหน้าเห็นด้วยแล้วกล่าวว่า "จริงด้วยน้องเล็ก พี่ชายไม่เคยเห็นคนเยอะเท่านี้มาก่อนเลย"
มู่ไป๋อันก็ไม่น้อยหน้า ตอบกลับน้องสาวด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
"ใช่แล้วๆ กลิ่นของอาหารลอยเข้ามาในรถม้าจนพี่สาวผู้นี้หิวขึ้นมาอีกแล้วละ"
ก่อนจะหันไปมองพี่ชายทั้งสองด้วยสายตาออดออนแล้วถามว่า"พวกเราขอลงไปเดินเล่นได้หรือไม่เ้าคะ พี่ใหญ่ พี่รอง"
เด็กอีกสองคนรีบส่งสายตาออดอ้อนไปยังพี่ทังสองคนตามมู่ไป๋อันทันที
สือปาทนสายตาเ่าั้ไม่ได้จึงพูดขึ้นมาว่า "ได้ๆ ถ้าน้องไป๋อันเถียงชนะข้า"
"สือปา เ้าจะถามพี่ใหญ่อย่างข้าก่อนสักคำไม่ได้หรืออย่างไรกัน
แล้วนั่นเงื่อนไขอะไรของเ้า ที่ผ่านมายังเถียงกันไม่พอหรือ รู้จักกันมา 7 วัน ก็เถียงกัน 7 วัน
ถึงแม้ว่าเ้าจะแพ้น้องไป๋อันทุกครั้งไป แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น" สือซานแย้ง
มู่ไป๋อันพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้วๆ เงื่อนไขแบบนั้นยังไงข้าก็ไม่รับ พี่ใหญ่พูดได้ถูกต้องแล้ว"
เมื่อสือปาได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ายอมไม่ได้จึงกล่าวตอบ " 'ใช่แล้วๆ' อะไรของเ้า นั่นมันคำพูดประจำของข้านะ อย่ามาเลียนแบบข้าสิ"
"คำว่า 'ใช่แล้วๆ' มีท่่านพูดได้แค่คนเดียวที่ไหน ใครๆก็พูดได้ ใช่ไหมพี่ใหญ่ พี่สาม น้องเล็ก" มู่ไป๋อันแย้งพร้อมหาแนวร่วม
"ใช่ๆ" หลี่ซูเม่ยและหลงชุนต๋าพยักหน้ารัวๆ
สือซานขมวดคิ้วก่อนตอบอย่างจริงจังว่า
"มันก็จริงอยู่ แต่ในเวลานี้พวกเ้าไม่ควรจะมาเถียงกัน นี่ก็ใกล้จะถึงสำนักของท่านนักพรตแล้ว เตรียมตัวให้พร้อมเถิด
ส่วนเื่ที่น้องสี่ขอลงไปเดินเล่น ตอนนี้ยังไปไม่ได้ เอาไว้ให้ทุกอย่่างเข้าที่เข้าทางก่อน แล้วข้าจะพาพวกเ้าทุกคนมาเดินเล่น"
"เ้าค่ะ/ขอรับพี่ใหญ่" ทุกคนก้มหน้าพร้อมตอบรับกด้วยเสียงที่เบาหวิว สำนึกผิดต่อสิ่งที่ได้กระทำ
เมื่อมาถึงสำนักของท่านนักพรต มีคนของสำนักออกมารับ สำนักแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาแถบชานเมือง สำนักแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก ทุกคนต้องลงจากรถม้าแล้วเดินต่ออีกระยะจึงจะถึงเรือนรับรอง
---------------------------------------------------------
* มาต่อให้แล้วนะคะ วันนี้จะพยายามลงให้จบตอนที่ 04 ฝากติดตามตอนต่อไปของไรท์ด้วยน้าา ขอบคุณค่ะ