บทที่ 18 รายละเอียด
66, 89, 95...
ตลอดเส้นทางขากลับ แต้มความชอบของฟางหานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมแล้วกว่า 300 แต้ม ส่งผลให้ยอดรวมในตอนนี้พุ่งทะลุหลัก 3,000 ไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ทว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ยังคงสร้างความฉงนให้เขาไม่น้อย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฟางหานได้แต่คาดเดาเอาเองว่าแต้มเหล่านี้น่าจะแปรผันตามอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อเขา หากเป็คนทั่วไปเขาจะได้หนึ่งแต้มต่อหนึ่งครั้ง แต่ถ้าเป็บุคลากรทางการแพทย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาชีพสูงกว่า คะแนนที่ได้รับก็น่าจะทวีคูณขึ้นตามลำดับ
'ระบบ แต้มพวกนี้มีเกณฑ์การคำนวณที่แน่ชัดอย่างไรกันแน่?'
ในเมื่อกำลังนั่งว่างอยู่บนรถ ฟางหานจึงลองเอ่ยถามในใจ
[โฮสต์สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ด้วยตนเองในระบบหลังบ้าน] ระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยประดุจเครื่องจักร
'ตรวจสอบรายละเอียดได้ด้วยเหรอ?' ฟางหานชะงักไปครู่หนึ่ง 'ทำไมคุณไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้?'
ที่ผ่านมาเขาต้องคอยสุ่มเดาที่มาที่ไปอยู่เพียงลำพัง โดยไม่คาดคิดเลยว่าจะมีระบบบันทึกรายละเอียดที่ชัดเจนถึงเพียงนี้อยู่ด้วย
[โฮสต์ไม่ได้ถาม] น้ำเสียงของระบบยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึก
'ผม...' ฟางหานอ้าปากค้างจนพูดไม่ออก จริงอย่างที่มันว่า... เขาไม่เคยเอ่ยถาม และในเมื่ออีกฝ่ายเป็เพียงระบบที่ทำงานตามคำสั่ง การที่ไม่บอกหากไม่ถามก็ดูจะเป็เื่ปกติธรรมดา
'ถ้าอย่างนั้น ต่อไปหากผมมีข้อสงสัย ผมสามารถปรึกษาคุณได้ตลอดเวลาเลยใช่ไหม?' ฟางหานถามย้ำ เพราะั้แ่ได้รับระบบนี้มา เขาต้องลองผิดลองถูกเองจนบางครั้งก็น่าหงุดหงิดใจ
[ได้] ระบบตอบรับสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเ็า
'งั้นขอถามหน่อยครับ คุณระบบ... คุณมีที่มาจากไหน?'
[ไม่มีข้อมูลให้เปิดเผย!]
'ให้ตายเถอะ...' ฟางหานเกือบจะสบถออกมา
[โฮสต์สามารถตั้งคำถามได้ ระบบจะตอบตามสถานการณ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้ระบบไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง] ระบบเสริมขึ้นมาอีกประโยค
'เอาเถอะ เปิดรายละเอียดหลังบ้านให้ดูหน่อย' ฟางหานตัดบท เื่ที่มาที่ไปเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง
สิ้นคำสั่ง รายละเอียดการรับจ่ายแต้มความชอบก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขาทันที ทุกความเคลื่อนไหวั้แ่วันแรกถูกบันทึกไว้อย่างเป็ระเบียบและชัดแจ้ง
[จาง** เกิดอารมณ์อิจฉาต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +1]
[หลิน** เกิดอารมณ์อิจฉาต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +1]
...
[หลินกวางเลี่ยง เกิดอารมณ์เคียดแค้นต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +2]
[หวัง** เกิดอารมณ์เลื่อมใสต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +5]
[...แต้มความชอบ +20]
[เริ่นไห่เฉียง เกิดอารมณ์อิจฉาต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +50...]
หลังจากกวาดสายตาไล่ดูรายละเอียดคร่าว ๆ ฟางหานก็เริ่มเข้าใจกลไกของแต้มความชอบมากขึ้น ซึ่งก็ใกล้เคียงกับที่เขาคาดการณ์ไว้ คือแต้มจะถูกคำนวณจากการที่ผู้อื่นเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่อตัวเขา
สำหรับคนทั่วไป ความรู้สึกในแง่ลบอย่างความริษยาจะมอบให้ 1 แต้ม ความโกรธแค้นมอบให้ 2 แต้ม ส่วนความเลื่อมใสศรัทธาจะมอบให้ถึง 5 แต้ม
ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาชีพแพทย์สูงกว่าเขา หากเป็แพทย์ประจำบ้านที่เกิดความริษยา เขาจะได้ 10 แต้ม หากเป็แพทย์เฉพาะทาง หรือแพทย์เ้าของไข้จะได้ 20 แต้ม ส่วนระดับรองหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสูงถึง 50 แต้ม และสำหรับหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีบันทึกไว้ แต่เขาคาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 แต้ม
สิ่งที่ทำให้ฟางหานประหลาดใจที่สุดคือ ระบบระบุชื่อบุคคลไว้อย่างชัดเจน ใครรู้สึกอย่างไรต่อเขาไม่มีทางเล็ดลอดสายตาไปได้
ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!
อารมณ์ของฟางหานพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด ด้วยข้อมูลชุดนี้ เขาสามารถแยกแยะมิตรและศัตรูได้อย่างง่ายดาย คนที่เลื่อมใสเขาจากใจจริงย่อมเป็พันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ส่วนคนที่มีความริษยาหรือเคียดแค้น เขาก็จะได้ระแวดระวังตัวเพื่อป้องกันไม่ให้คนเ่าั้มาคอยขัดขวางการทำงาน
การเดินทางไปเยือนโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 ในครั้งนี้ถือเป็ภารกิจอย่างเป็ทางการ หมอเหมียวรับหน้าที่เป็สารถีขับรถของโรงพยาบาล โดยมีฟางหานนั่งอยู่เคียงข้างในตำแหน่งเบาะหน้า
เดิมทีหมอเหมียวรอให้คนรุ่นหลังเป็ฝ่ายชวนสนทนา แต่รออยู่นานก็พบว่าฟางหานดูจะใจลอยจมอยู่กับความคิดของตนเอง
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ นักศึกษาฝึกงานที่ได้รับโอกาสใกล้ชิดกับแพทย์เฉพาะทาง หรือแพทย์เ้าของไข้เป็การส่วนตัวเช่นนี้ มักจะพยายามหาทางประจบประแจงหรือสร้างสายสัมพันธ์ให้ได้มากที่สุด
นั่นเป็เพราะนักศึกษาฝึกงานไม่มีอำนาจสั่งยาหรือทำการรักษาได้โดยลำพัง หากไม่ได้รับความเมตตาหรือการอนุมัติจากแพทย์เฉพาะทาง หรือแพทย์เ้าของไข้ โอกาสที่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงย่อมยากเย็นแสนเข็ญ
'ขาไปก็เงียบ ขากลับก็ยังเงียบ ช่างเป็เด็กหนุ่มที่วางตัวสุขุมจนเกือบจะเ็าเสียจริง'
หมอเหมียวแอบเหลือบมองฟางหานเป็ระยะ ใบหน้าที่คมเข้มหล่อเหลาไร้ที่ติทำเอาเขาอดเสียดายไม่ได้ หากลูกสาวของเขายังไม่เด็กเกินไป การได้ลูกเขยที่ทั้งสง่างามและเปี่ยมด้วยความสามารถเช่นนี้คงจะเป็เื่ดีไม่น้อย
"เสี่ยวฟาง นายจบมาจากสถาบันไหนเหรอ?"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมเปิดปาก หมอเหมียวจึงตัดสินใจเป็ฝ่ายเริ่มก่อน
"วิทยาลัยการแพทย์แผนจีนหลินโจวครับ" ฟางหานลืมตาขึ้นตอบอย่างสุภาพ
"วิทยาลัยการแพทย์แผนจีนหลินโจว?" หมอเหมียวทวนคำพลางขบคิด สถาบันแห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นติดอันดับต้น ๆ ของประเทศที่นับนิ้วได้
"แล้วก่อนหน้านี้ นายเคยมีพื้นฐานด้านการแพทย์แผนจีนมาก่อนไหม?"
"ที่บ้านผมเปิดคลินิก คุณปู่ของผมท่านเป็แพทย์แผนจีนครับ" ฟางหานอธิบาย
"มิน่าล่ะ" หมอเหมียวพยักหน้าอย่างเข้าใจ ในหมู่ประชาชน แพทย์แผนจีนฝีมือฉกาจมักซ่อนตัวอยู่ตามชุมชนเล็ก ๆ คุณปู่ของฟางหานคงจะเป็หมอาุโที่เก่งกาจและถ่ายทอดวิชาให้เขามาไม่น้อย
การแพทย์แผนจีนมีความต่างจากการแพทย์ตะวันตกตรงที่ผู้สืบทอดมักจะถูกบ่มเพาะมาั้แ่เยาว์วัย จนเกิดเป็สองขั้วอำนาจ คือสายวิชาการและสายสืบทอดวิชาจากอาจารย์
สายวิชาการคือผู้ที่ร่ำเรียนผ่านระบบมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย ส่วนสายสืบทอดคือผู้ที่เรียนรู้ผ่านการถ่ายทอดในตระกูลหรือจากปรมาจารย์โดยตรง ซึ่งในอดีตทั้งสองสายนี้มักจะเขม่นกันอยู่เนือง ๆ
ฝั่งสายสืบทอดที่คลุกคลีกับตำราและการรักษาจริงมานาน มักจะมองว่าพวกสายวิชาการมีแต่ทฤษฎีแต่ขาดประสบการณ์ ส่วนฝั่งสายวิชาการที่มีใบปริญญาการันตีและตำแหน่งสูง ก็มักจะมองว่าพวกสายสืบทอดเป็พวกนอกระบบที่ไม่มีมาตรฐาน
ทว่า ใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนไม่จำเป็ต้องพึ่งพาปริญญาเสมอไป ความสามารถที่แท้จริงคือตัวตัดสิน ดังนั้นเมื่อมีหมอหนุ่มที่ฝีมือโดดเด่นอย่างฟางหานปรากฏตัวขึ้น ทุกคนจึงไม่ได้แปลกใจเท่าไรนัก หมอเหมียวมองว่านี่คือเพชรเม็ดงามที่ได้รับการเจียระไนมาั้แ่เด็ก
ด้วยความที่หมอเหมียวตั้งใจจะผูกมิตรและฟางหานเองก็ไม่ใช่คนปิดกั้น การสนทนาจึงดำเนินไปอย่างลื่นไหลจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าสู่เขตโรงพยาบาล
เมื่อก้าวเข้าสู่แผนกฉุกเฉิน พวกเขาก็พบว่าครอบครัวของเด็กหนุ่มยังคงไม่ยอมจากไป พวกเขาไม่ได้กลับบ้านเพราะ้ารอพบฟางหาน เมื่อเห็นเขาปรากฏตัว ต่างก็ถือธงเกียรติยศยืนรออย่างใจจดใจจ่อ และยืนกรานว่าต้องมอบให้กับฟางหานด้วยมือตนเองเท่านั้น
"คุณหมอฟาง ขอบคุณจากหัวใจจริง ๆ ครับ" ทันทีที่เห็นฟางหาน ครอบครัวของเด็กหนุ่มก็กรูเข้าไปหา พ่อของเด็กหนุ่มรีบยัดธงเกียรติยศใส่มือฟางหานอย่างรวดเร็ว
"อย่าลำบากเลยครับ" ฟางหานพยายามปฏิเสธด้วยความเกรงใจ "นี่เป็หน้าที่ของหมออยู่แล้ว และทางโรงพยาบาลเองก็มีกฎเกณฑ์เื่การรับมอบของแบบนี้"
สำหรับแพทย์ ธงเกียรติยศเปรียบเสมือนเครื่องหมายแห่งความสำเร็จและการยอมรับในฝีมือ เป็การขอบคุณสูงสุดที่คนไข้จะมอบให้ได้
ทว่า โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ต่างจากคลินิกทั่วไป
ในคลินิกขนาดเล็ก ไม่ว่าหมอจะเก่งจริงหรือไม่ มักจะมีธงเกียรติยศแขวนประดับไว้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งยากจะตรวจสอบได้ว่าเป็ของจริงหรือสั่งทำเอง
แต่ในโรงพยาบาลระดับนี้ การที่คนไข้จะมอบธงให้หมอเป็เื่ที่พบเห็นได้ยาก โดยเฉพาะในความดูแลของปรมาจารย์แพทย์ชื่อดัง มักจะมีกฎเหล็กห้ามหมอรับธงเกียรติยศเพื่อตัดปัญหาเื่การจัดเก็บ สถานที่แขวน รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการสร้างภาพลักษณ์จอมปลอมขึ้นมา
ถึงแม้กฎจะว่าไว้เช่นนั้น แต่สำหรับการที่คนไข้มอบให้ด้วยใจศรัทธา โรงพยาบาลมักจะไม่เอาความ ตรงกันข้าม สิ่งนี้กลายเป็ความภูมิใจและหน้าตาของแผนก เพียงแต่ผู้รับต้องนำกลับไปเก็บไว้เป็การส่วนตัว มิอาจแขวนอวดในที่สาธารณะของโรงพยาบาลได้
ท่ามกลางการปฏิเสธอย่างถ่อมตัวของฟางหาน บรรดาแพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาฝึกงานคนอื่น ๆ ในแผนกฉุกเฉินต่างเฝ้ามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาระคนเลื่อมใส
แพทย์ประจำบ้านบางคนที่ทำงานมาเป็ปี ๆ ยังไม่เคยมีโอกาสได้รับเกียรติเช่นนี้ หรือแม้แต่โอกาสจะได้รักษาเคสยาก ๆ ด้วยตนเองก็น้อยนิด แต่ฟางหานเพิ่งจะเข้ามาฝึกงานวันแรกกลับสร้างชื่อได้ถึงเพียงนี้
สุดท้าย ด้วยการช่วยพูดของหมอเหมียว ฟางหานจึงจำใจต้องรับธงเกียรติยศมา เขาแอบเหลือบมองหมอเหมียวด้วยความรู้สึกขัดใจเล็ก ๆ เพราะในวินาทีที่เขารับธงมา แต้มความชอบก็พุ่งขึ้นนับร้อยแต้มจนเขาอยากจะปฏิเสธให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยเพื่อเก็บแต้มเพิ่ม
นักศึกษาฝึกงานยังไม่มีรายได้ประจำ และยังไม่ต้องเข้าเวรดึกใน่แรก ฟางหานจึงได้เลิกงานตามเวลาปกติ
ก่อนกลับ พยาบาลสาวคนหนึ่งเอ่ยชวนเขาไปทานอาหารเย็น แต่ฟางหานเลือกที่จะปฏิเสธไปอย่างสุภาพ เพราะเขายังอยู่ในสถานะนักศึกษาฝึกงาน การเริ่มความสัมพันธ์ส่วนตัวในที่ทำงานั้แ่เนิ่น ๆ อาจจะดูไม่เหมาะสมนัก
...
เช้าวันต่อมา ณ ห้องประชุม
ก่อนเริ่มงาน ฟางเฮ่าหยาง รองหัวหน้าแผนกฉุกเฉินได้ประกาศปรับปรุงโครงสร้างกลุ่มการทำงานใหม่
ในระบบโรงพยาบาล การทำงานจะแบ่งเป็กลุ่มย่อยภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง หรือแพทย์เ้าของไข้ โดยมีแพทย์ประจำบ้านเป็มือขวา และมีนักศึกษาฝึกงานคอยสนับสนุน
ลำดับชั้นในวงการนี้เข้มงวดและชัดเจน หากไม่มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ หมอระดับล่างจะไม่มีทางกล้าข้ามเส้นหมอระดับสูงเด็ดขาด
การปรับกลุ่มในวันนี้สืบเนื่องมาจากการเข้ามาของฟางหานและเพื่อนฝึกงานคนอื่น ๆ ซึ่งจำเป็ต้องมีผู้ดูแลคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
เหล่าแพทย์ยืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบ ฟางเฮ่าหยางและคนในแผนกยืนอยู่ด้านหน้าเพื่อชี้แจง
"เมื่อวานนี้แผนกเรามีนักศึกษาฝึกงานเข้ามาเพิ่มสี่คน ขอให้ทุกคนช่วยดูแลกันอย่างใกล้ชิด ผมได้จัดสรรไว้แล้ว โดยให้นักศึกษาฝึกงานทั้งหมดทำหน้าที่ภายใต้การนำของฟางหาน และกลุ่มนี้จะสังกัดอยู่ในการดูแลของหมอเหมียว หมอเหมียว... รบกวนคุณรับผิดชอบด้วย"
"ครับ" หมอเหมียวตอบรับเสียงหนักแน่น
บรรดาแพทย์คนอื่น ๆ ต่างนิ่งเงียบ แต่ในใจกลับสั่นะเืด้วยความประหลาดใจ นักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งมาใหม่ได้รับมอบหมายให้เป็ผู้นำกลุ่มนักศึกษาฝึกงานด้วยกันเอง? นี่เป็การจัดกลุ่มที่แหวกแนวและไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของแผนกนี้
"เอาล่ะ ทุกคนแยกย้ายไปส่งเวรกันได้" ฟางเฮ่าหยางโบกมือปิดการประชุมใหญ่
แม้การประชุมใหญ่จะจบลง แต่กลุ่มย่อยยังต้องคุยกันต่อ แพทย์ประจำบ้านไม่กี่คนที่อยู่ในทีมของหมอเหมียวต่างรอรับคำสั่ง
"พวกเสี่ยวฟางเพิ่งมาใหม่ อาจยังไม่ชำนาญระบบงานในแผนก เสี่ยวหลี่... คุณช่วยอธิบายรายละเอียดให้พวกเขาฟังหน่อย ั้แ่นี้ไปคุณร่วมทีมกับกลุ่มของฟางหานได้เลย ทว่า ในส่วนของกระบวนการรักษา ให้รับฟังและยึดถือตามความเห็นของฟางหานเป็หลัก"
แพทย์ประจำบ้านหลี่ที่ถูกเรียกชื่อ ในตอนแรกเขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าด้วยความยินดี ในฐานะแพทย์ประจำบ้าน การได้มีนักศึกษาฝึกงานมาคอยเดินตามย่อมหมายถึงการมีผู้ช่วยคอยจัดการงานเบี้ยบ้ายรายทาง ทั้งงานเอกสาร หรือแม้แต่เื่จิปาถะอย่างการเสิร์ฟน้ำ
เขาจินตนาการไปถึงภาพที่ตนเองนั่งอยู่อย่างสง่าผ่าเผย แล้วมีคนมายกน้ำชาให้พร้อมเอ่ยว่า 'คุณหมอหลี่ น้ำชาของคุณครับ' ความรู้สึกเหมือนได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตแพทย์ฝึกหัดทำเอาเขาเคลิบเคลิ้ม
ทว่า ความฝันก็ต้องพังทลายลงในพริบตาเมื่อได้ยินประโยคหลัง... ให้ยึดตามความเห็นของฟางหาน
นี่มันหมายความว่า เขาที่เป็ถึงแพทย์ประจำบ้าน ต้องยอมศิโรราบให้กับนักศึกษาฝึกงานอย่างนั้นเหรอ?
เสี่ยวหลี่แทบไม่เชื่อหูตนเอง นี่เขากำลังถอยหลังลงคลองหรืออย่างไร? หากเื่นี้แพร่ออกไป เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในแวดวงหมอด้วยกัน
"หมอเหมียวครับ คือผม..." เสี่ยวหลี่รีบจะอ้าปากค้านเพื่อขอความเห็นใจ
แต่หมอเหมียวกลับไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูให้ฟางหาน "เสี่ยวฟาง นายลองไปศึกษางานกับเสี่ยวหลี่ดูนะ มีปัญหาอะไรตรงไหนมาหาฉันได้ตลอดเวลา"