บทที่ 8 บรรลุ์
เวลาเที่ยงวันของวันที่ห้า
ภายในห้องโถงใหญ่ จางซงจ้องมองเตาไฟใบเล็กด้วยแววตาแดงก่ำ สีหน้าบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าอย่างถึงขีดสุด
ฟ่านเจิ้งผิงผู้ควบคุมไฟก้มหน้าลง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาจางซง
ห้าวันมานี้ พวกเขาได้ลองผิดลองถูกกลั่นยาตามตำรับยาทั้งหมดยี่สิบห้าครั้ง แต่ยี่สิบสี่ครั้งล้วนล้มเหลว ทั้งเพราะตัวยาตีกันจนไหม้เกรียม บ้างก็ะเิออกมา โชคดีที่เตาหลอมมีคุณภาพดี ไม่อย่างนั้นตอนนี้พวกเขาคงไม่มีเตาหลอมเหลือให้ใช้แล้ว
ตอนนี้เหลือตำรับยาสุดท้ายแล้ว หากยังล้มเหลวอีก สมุนไพริญญาที่จางซงอุตส่าห์หามาอย่างยากลำบากคงสูญเปล่า
"ตัวสั่นอะไรนักหนา ตั้งใจทำให้ดี!" จางซงตวาดเสียงดัง เมื่อเห็นฟ่านเจิ้งผิงตัวสั่นเทา
"ขอรับ" ฟ่านเจิ้งผิงพยายามควบคุมตนเอง และบังคับมือทั้งสองข้างอย่างระมัดระวัง
ครู่หนึ่ง กลิ่นหอมของยาก็ลอยออกมา
สีหน้าจางซงแปรเปลี่ยนเป็ดีใจ รีบพุ่งเข้าไปเปิดฝาเตา และเมื่อเห็นเม็ดยาสีเขียวมรกตสามเม็ดอยู่ภายใน เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก "ดี ดีมาก"
เมื่อฟ่านเจิ้งผิงเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาดูใกล้ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจเช่นกัน "อาจารย์ นี่เป็ยาที่มีคุณภาพดีที่สุดในรอบสามปีเลยนะขอรับ แถมยังได้ตั้งสามเม็ด"
"อืม" จางซงพยักหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว "ถึงแม้คุณภาพจะดีกว่าครั้งก่อน ๆ แต่มันก็ยังดูขาด ๆ เกิน ๆ ไม่รู้ว่าเป็เพราะควบคุมความร้อนไม่ได้ หรือเป็เพราะตัวยากันแน่ เอาอย่างนี้ เ้าไปพาเด็กคนนั้นออกมาลองยาหน่อย"
ฟ่านเจิ้งผิงรับคำ เขากำลังจะเดินออกไป ทันใดนั้นคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน เขาหันกลับมาเอ่ยด้วยท่าทางลังเล "อาจารย์ คือว่า อีกสามคนที่เหลือ พวกเขา…พวกเขาล้วนมีรากิญญา"
เขาตั้งใจจะขอร้องให้จางซงไว้ชีวิตลู่หลีและอีกสองคน แต่เมื่อนึกถึงความน่าเกรงขามของจางซง เขาก็ไม่กล้าเอ่ยคำพูดที่ติดอยู่ในลำคอออกมา
"รากิญญา?" จางซงมองฟ่านเจิ้งผิงอย่างสงสัย "หมายความว่าอย่างไร"
ฟ่านเจิ้งผิงตัวสั่นสะท้าน ความคิดตีรวน รีบพูดแก้ตัวว่า “ศิษย์... ศิษย์ กังวลว่าท่านอาจารย์จะเหนื่อย เลยแอบให้ยาปลุกพลังิญญาไปคนละห้าเม็ด พวกเขา... พวกเขาปลุกพลังได้แล้วขอรับ เป็... เป็รากิญญาผสมทุกคนเลย...”
“ไอ้เด็กเวร! ข้าว่าแล้วทำไมยาของข้าถึงไม่ตรงสูตร ที่แท้ก็เพราะเ้าที่มันมือบอน!” จางซงด่าลั่น ก่อนจะฟาดฝ่ามือใส่ฟ่านเจิ้งผิง
เพียงพริบตา ฟ่านเจิ้งผิงก็กระเด็นออกจากโถงใหญ่ ร่างกระแทกพื้นกลางลานเสียงดังสนั่น ก่อนจะเบือนหน้าไปทางด้านข้าง พ่นเืออกมาคำโต
จางซงยืนอยู่ที่หน้าประตูโถงใหญ่ มองฟ่านเจิ้งผิงอยู่ไกล ๆ แล้วตวาดว่า “เื่ของเ้าค่อยคุยทีหลัง รีบไปพาเด็กสามคนนั่นออกมาเดี๋ยวนี้!”
ใบหน้าของฟ่านเจิ้งผิงซีดเผือด ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่า ในใจของท่านอาจารย์ ยาทะลวงปราณที่ยังไม่รู้ว่าจะมีจริงหรือไม่นั้นสำคัญกว่าเขามาก ฝ่ามือนี้ได้ปลุกเขาให้ตื่นจากความโง่งมเสียที
เขาพยายามลุกขึ้นยืน โซซัดโซเซเดินไปที่ห้องของลู่หลีและอีกสองคน
ลู่หลีได้ยินเสียงเปิดประตูก็รีบลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดและดูทรมานของฟ่านเจิ้งผิง เขาก็อดแปลกใจไม่ได้ “พี่ฟ่าน ท่านเป็อะไรไป...”
ฟ่านเจิ้งผิงส่ายหน้า “ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว ข้าช่วยพวกเ้าไม่ได้ เขาให้ข้าพาพวกเ้าไปทดลองยา พวกเ้า... ขอให้โชคดี”
“ทดลองยา!”
ร่างของลู่หลีสั่นสะท้าน สมองพลันดังก้อง “ในที่สุด... ก็มาถึงแล้วสินะ”
เขาเดินออกจากห้อง มองฉินโซ่วเหรินและเฉินจงที่เดินตามออกมา ทั้งสองคนมีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ฟ่านเจิ้งผิงถอนหายใจเบา ๆ พูดอย่างยากลำบากว่า “ไปเถอะ ครั้งนี้ยาดี ถ้าโชคดี พวกเ้าไม่เพียงจะรอดพ้นจากภัยพิบัติ แต่อาจจะได้รับผลประโยชน์ด้วยซ้ำ”
เห็นทั้งสามยังคงไม่ขยับ ฟ่านเจิ้งผิงจึงพูดต่อว่า “อย่าคิดหนีเลย ข้าโดนท่านอาจารย์ตีมาแบบนี้ก็เพราะคิดจะช่วยพวกเ้า...”
“ไปเถอะ”
ลู่หลีมองฉินโซ่วเหรินและเฉินจงพลางพูดเสียงเบา ก่อนจะเดินนำหน้าไป
“ข้า ข้าไม่อยากตาย” ฉินโซ่วเหรินเดินตามหลังลู่หลี มือทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด
“กลัวอะไร ตายแล้วก็เอาไข่ไปทับฟ้า เราพี่น้องสามคนตายด้วยกัน ไม่เกินสิบแปดปีก็ได้เกิดใหม่ ถึงตอนนั้นบางทีอาจจะได้มีรากิญญาดี ๆ ก็ได้” เฉินจงดูเหมือนจะยอมรับชะตากรรมแล้ว พยายามให้กำลังใจตัวเอง
ลู่หลีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผ่อนคลาย “เ้าอ้วนเฉินพูดถูก ยื่นหัวให้เขาตัดกับหดหัวหนีก็โดนตัดเหมือนกัน บางทีอาจจะเป็อย่างที่พี่ฟ่านพูดก็ได้เผื่อโชคดี”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วลู่หลีรู้ดีว่า ต่อให้ทดลองยาสำเร็จ พวกเขาก็ไม่รอดอยู่ดี
ตามที่ฟ่านเจิ้งผิงเคยพูดไว้ ตำรับยานั้นล้ำค่ามาก ต่อให้ทดลองยาสำเร็จจริง ๆ จางซงก็คงไม่ปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอดออกไปหรอก
เมื่อทั้งหมดมาถึงยังโถงใหญ่ จางซงก็รอจนแทบนั่งไม่ติดแล้ว
เขาคว้าตัวลู่หลีมาตรงหน้า บีบปากแล้วก็ยัดยาเข้าไป จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “กลืนลงไป อย่าทำให้ข้าโมโห”
ลู่หลีถูกจ้องมองเขม็ง รู้สึกราวกับตกลงไปในเหวน้ำแข็ง ทันใดนั้นลำคอก็ขยับกลืนยาลงไป
จางซงเรียกเฉินจงกับฉินโซ่วเหรินเข้ามา แล้วยื่นยาให้คนละเม็ด “กินเอง”
ฟ่านเจิ้งผิงยืนพิงประตู มองดูภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ยาออกฤทธิ์ ลู่หลีรู้สึกได้ถึงพลังอันรุนแรงปะทะเข้ามาในตันเถียน*[1] ของเขา
หลังจากที่ปลุกพลังิญญาแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรจะมีเส้นลมปราณปรากฏขึ้น เส้นลมปราณจะเชื่อมต่อกับผนังตันเถียน จุดลมปราณแรกจะอยู่บนผนังตันเถียน เขาจำได้ว่าฟ่านเจิ้งผิงเคยพูดไว้ว่า สรรพคุณของยาทะลวงปราณคือช่วยเปิดจุดลมปราณ
ทันใดนั้นเขาก็รีบใช้พลังิญญา นำพลังนั้นพุ่งตรงไปยังจุดลมปราณบนเส้นลมปราณแรก
“อ๊า!”
ความเ็ปแล่นเข้ามาในทันที ลู่หลีรู้สึกราวกับมีคนกำลังใช้เข็มแหลมแทงเขาอยู่ พอจิตใจอ่อนล้า พลังอันรุนแรงนั้นก็กลับมาอาละวาดในตันเถียนของเขา
มาแล้ว!
ลู่หลีพยายามตั้งสติอีกครั้ง แล้วควบคุมมันให้พุ่งชนไปที่จุดลมปราณ
"อ๊า!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังขึ้นอีกครั้ง
จางซงที่อยู่ด้านข้างเห็นสีหน้าที่บิดเบี้ยวของลู่หลี และเสียงกรีดร้องที่ดังออกมาเป็ระยะ ๆ ทำให้ใจของเขาเย็นลงไปครึ่งหนึ่ง
ส่วน ฉินโซ่วเหรินและเฉินจงที่อยู่ข้าง ๆ ดูเหมือนจะค้นพบกุญแจสำคัญเช่นกัน เสียงกรีดร้องดังขึ้นติด ๆ กัน
ครู่ต่อมา
ทันใดนั้นลู่หลีก็ได้ยินเหมือนเสียงแตกออก เมื่อมองเข้าไปข้างใน เขาก็พบว่ามีรูเปิดขึ้นเหนือตันเถียน เผยให้เห็นปากหลุมสีดำสนิท ปลายอีกด้านของปากหลุมเชื่อมต่อกับเส้นลมปราณ
ทะลวงแล้ว!
ลู่หลีไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะเข้าสู่ขั้นก่อปราณระดับหนึ่งได้ง่ายดายเช่นนี้
ว่ากันว่า จุดลมปราณจุดแรกนั้นเปิดออกยากที่สุด คาดไม่ถึงว่า ยาเพียงเม็ดเดียวจะช่วยเปิดจุดลมปราณที่สำคัญที่สุดให้เขาได้ แม้ว่าในขั้นหนึ่งจะยังมีจุดลมปราณอีกเก้าสิบเก้าจุดที่ยังไม่เปิด แต่เขาก็ถือว่าก้าวเข้าสู่ขั้นก่อปราณระดับหนึ่งแล้ว
ลู่หลีโคลงเคลงไปมา สีหน้าค่อย ๆ กลับมาเป็ปกติ
เมื่อเห็นดังนั้น จางซงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ รีบวิ่งเข้าไปหาลู่หลี
ไม่ดีแล้ว!
สีหน้าของลู่หลีเปลี่ยนไป ความคิดผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้จางซงเข้ามาใกล้ เขาก็ล้มลงไปพร้อมกับสีหน้าเ็ปอย่างที่สุด กลิ้งไปมาบนพื้นไม่หยุด
เฉินจงที่อยู่ด้านข้างก็ทะลวงจุดลมปราณได้สำเร็จ เขากำลังจะโพล่งออกมาด้วยความดีใจ แต่กลับเห็นลู่หลีกลิ้งอยู่บนพื้น และยังขยิบตาให้เขาเป็ระยะ เฉินจงขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจ ทันใดนั้นก็ล้มลงกลิ้งไปมาบนพื้นเช่นกัน
ส่วนฉินโซ่วเหรินกำหมัดแน่น ตลอดเวลาต้องทนความเ็ปเพื่อควบคุมพลังยาอย่างยากลำบาก ในที่สุดก็ทะลวงจุดลมปราณได้สำเร็จ โดยไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของลู่หลีกับเฉินจงเลยแม้แต่น้อย รีบหัวเราะลั่นออกมาทันที “ฮ่า ๆ ๆ เซียน… ข้าเป็เซียนแล้ว!”
ลู่หลี “…”
[1] ตันเถียน คือ จุดศูนย์กลางของพลังงานภายในร่างกาย มีสามจุด ได้แก่ บริเวณท้องน้อย ทรวงอก และระหว่างคิ้ว