หลังจากสนทนาพาทีกับหวังเยี่ยนเสร็จสิ้นเขาก็ให้สาวใช้นามว่า'จื่อจิง'มาเป็ผู้ติดตามส่วนตัวแก่ข้า อย่างน้อยชายผู้นั้นก็ยังเห็นความสำคัญของลำดับศักดิ์อยู่บ้าง นับว่าเขาพอจะรู้ธรรมเนียมปฏิบัติกับสตรีสูงศักดิ์
“ขอบใจแม่นางจื่อจิงมากที่มาส่งข้า”
แม้ดวงตามองไม่เห็นแต่นางรู้ได้ทันทีว่าห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้เหมาะสมเพียงใด กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายคลึงกับกลิ่นที่นางัับนแก้มสากนั่น สิ่งนั้นมันคือกลิ่นอะไรกันแน่
“เรียกอาจิงเถิดเ้าค่ะ อย่าเรียกบ่าวเช่นนั้นเลยหากท่านประมุขได้ยินเข้าเกรงว่าจะต้องโทษเอาได้เ้าค่ะ”
“เอาเถิด งั้นข้าจะเรียกเ้าว่าอาจิงหรือไม่ก็จิงเอ๋อร์[1]ก็แล้วกันข้าสะดวกแบบนี้ มีข้าอยู่ไหนเลยเขาจะกล้าเอาเปรียบผู้ใดต่อหน้าข้า”
ร่างงามระหงย่างก้าวช้าช้าอย่างคิดคำนึงจนปลายเท้าัักับวัตถุแข็งๆ จึงเข้าใจว่าเป็พื้นต่างระดับ
“ข้าอยากส่องคันฉ่องรบกวนจิงเอ๋อร์ประคองข้าหน่อยได้หรือไม่”
มือทั้งสองข้างยังคงลอยหวืออยู่กลางอากาศจนกระทั่งจื่อจิงจับแขนเล็กค่อยประคับประคองด้วยความระมัดระวังไปจนถึงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งในสายตาของนางส่วนหนึ่งมีความอคติกับเทพเซียนจึงยั้งไมตรีไว้ครึ่งส่วนเพียงแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้น
มิใช่ว่านางมิอยากสนทนากับเซียนชุดขาวผู้นี้แต่อย่างว่าวิถีมารกับเซียนนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนางสงบเยือกเย็น ปฏิบัติตนค่อยเป็ค่อยไปแช่มช้า แต่สำหรับแดนมารนั้น มุทะลุว่องไว ปราดเปรื่อง แม้แต่ถ้อยคำของนางยังสุภาพอ่อนน้อมเป็ที่สุด
“ท่านหญิงเซียน้าอะไรอีกหรือไม่เพคะ”
จื่อจิงถามพลางก้มหัวลงเคารพนางอย่างสุภาพอ่อนน้อมใจหนึ่งรับรู้ได้ว่าสักวันหนึ่งสตรีเซียนผู้นี้อาจขึ้นมาเป็นายหญิงอีกคน
“ช่วยสางผมให้ข้าที”
“เพคะ”
จื้อจิงค่อยๆ ปลดผ้าผูกผมของนางออกผมสีดำขลับเงาคล้ายเปลือกไม้หอมกรุ่นกลิ่นราวดอกกล้วยไม้นานาชนิดผสมกันหวีไม้ลายหงษ์ถูกนำมาใช้สางผมให้แก่สตรีเซียน เรือนผมยาวนุ่มสลวยสะอาดสะอ้าน จื้อจิงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าทำไมจอมมารถึงได้สนใจนางนัก
“จื่อจิง ประมุขของเ้าเป็คนดีหรือไม่”
จื่อจิงชะงักเล็กน้อย
อย่างท่านประมุขงั้นหรือ? เรียกว่ามารก็ไม่ใช่ ปีศาจก็ไม่เชิง อีกทั้งท่านประมุขยังมีส่วนที่ดีเฉกเช่นเทพเซียนอยู่บ้างหากชั่งน้ำหนักดีชั่วและถูกผิดก็คงครึ่งหนึ่งถูกครึ่งหนึ่งผิดกระมัง ถึงเป็เช่นนั้นปวงมารวิหคเจ็ดเหล่าก็ยังคงให้ความเคารพต่อท่านประมุขที่สุด
“ท่านประมุขมีทั้งด้านดีและชั่วเ้าค่ะ ยากจะตัดสิน”
“ชั่ว? แล้วชั่วอย่างไร”
จื่อจิงคิดไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่แต่ไม่กล้าตอบสุ่มสี่สุ่มห้าจึงพยายามตอบตามมุมมองของตนแม้ไม่มีกฎใดในบัญญัติมารห้ามมิให้วิจารณ์ท่านประมุขแต่ในฐานะข้ารับใช้ย่อมเป็เื่ไม่สมควร
“บางสิ่งท่านประมุขพึงกระทำเพราะหน้าที่ สักวันหนึ่งท่านจะรู้และเข้าใจเอง”
ถ้อยคำกำกวมของจื่อจิงทำให้นางเคลือบแคลงใจอยู่หลายส่วนแต่เอาเถิดถึงเวลาโชคชะตาฟ้าลิขิตนางคงรับรู้ได้ด้วยประสาทััของตนเอง
“ข้าง่วงแล้ว เ้าไปพักเถิด”
“ให้ข้าประคองขึ้นเตียงหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่เป็ไร”
จื่อจิงวางหวีไม้ลงอย่างเบามือไว้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วเดินออกไปอย่างเงียบๆ
เมื่อเซียนสาวไม่ััถึงพลังชีวิตของใครในห้องนี้แล้วนางจึงปลดผ้าแพรที่ปิดดวงตาอยู่ลงใบหน้างดงามราวกับภาพวาดมองสำรวจตนเองในคันฉ่องบานใหญ่ตรงหน้านางเกลียดความงามล่มนรกล่ม์นี้ หากไม่เกิดเื่นั้นขึ้นเื่ที่นางเองก็หลงลืมไปแล้วเช่นกัน ไม่ทราบว่าความทรงจำ ณห้วงเวลานั้นเลวร้ายเพียงใด เมื่อกลับสู่โลกขาวดำอีกครา นางก็ได้ละทางโลกหันหลังให้แก่ทุกสรรพสิ่งไปแล้ว
ด้วยต้นกำเนิดตระกูลสูงศักดิ์ถูกสอนสั่งเป็ธรรมเนียมปฏิบัติว่าเื่หมั้นหมายและเื่แต่งงานเป็เื่ที่ครอบครัวต้องจัดการแต่นางไม่คิดว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วปานนี้ สิ่งหนึ่งที่นางแสนมั่นใจคือหวังเยี่ยนไม่ได้แต่งกับนางเพราะใบหน้าที่งดงาม คิ้วโก่งดั่งคันศรริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อ ดวงตาสีดำประกายมุก จมูกโด่งเชิดรั้นนางลูบกรอบหน้าของตนเอง ความงามดั่งภาพวาดเช่นนี้บางครั้งก็เป็ทุกข์โดยแท้...
เมื่อถึงยามเฉิน[2]เฟิงจางจิ้งตื่นขึ้นมาเวลาเดิมอย่างเช่นทุกวัน นางรำลึกไว้เสมอว่าสตรีเซียนที่ดีห้ามเกียจคร้านและต้องปฏิบัติเคร่งครัดสม่ำเสมอทว่าคิดไม่ถึงว่าจื่อจิงมาคอยแล้วแต่ยามเหมา[3]นำอ่างล้างมาเตรียมไว้
ดูถูกมิได้คนที่นี่ช่างมีระเบียบวินัยเสียจริง ตรงต่อเวลา ไม่เลวเลยทีเดียว
“อาจิง เ้าตื่นเช้าเช่นนี้ทุกวันเลยหรือ?”
จื่อจิงตะลึงงันในความงามของสตรีเซียนนี่เป็ครั้งแรกที่ใบหน้าภายใต้ผ้าแพรขาวเป็ที่ประจักษ์ดวงตาสีดำประกายมุกสุกใสแวววาวมากล้นด้วยเสน่ห์ ริมฝีปากอวบอิ่มสีเดียวกับผลอิงเถา[4]จมูกโด่งเชิดรั้นรับกับใบหน้า ความสงสัยก่อนหน้าได้หายไปจนหมดจดที่แท้เพราะสตรีเซียนท่านนี้งดงามจนน่าตกตะลึง มิแปลกว่าเหตุใดถึงได้ถูกจอมมารจับตัวมาขนาดว่านางเพิ่งตื่นนอนยังงดงามถึงเพียงนี้ หลังประโคมเครื่องประทินโฉมในโลกนี้จะมีผู้ใดงามเทียมนางได้อีกเล่า
ใบหน้าเช่นนี้ต้องตายแล้วเกิดใหม่กี่ชาติถึงจะได้มา?
“อาจิง” สตรีเซียนกดเสียงหนักจนจื่อจิงหลุดออกจากภวังค์ความงามของนาง
“เ้าค่ะ” ราวกับต้องมนต์สะกดแม้เป็สตรีเหมือนกันยังหลงใหลในรูปลักษณ์ของนาง
“อืม ช่างแปลกเสียจริง” เฟิงจางจิ้งครุ่นคิด นางมั่นใจอยู่ครึ่งส่วนว่าหวังเยี่ยนจะต้องเป็ผู้นับถือวิถีมารแต่เื่นี้ก็ยังแปลกอยู่ดีเพราะผิดวิสัยปกติของพวกเผ่ามารคนจำพวกนั้นทำสิ่งใดไร้กฎเกณฑ์ ดีแต่ทำตามอำเภอใจ
“เหตุเพราะท่านประมุขตื่นเช้ามากเ้าค่ะท่านประมุขสั่งไว้ว่ายิ่งเขาตื่นเช้ามากเพียงใดพวกข้าย่อมต้องตื่นก่อนท่านเสมอ”
จื่อจิงแสดงความเห็นเพื่อคลายความสงสัยให้เซียนหญิง
ที่แท้ประมุขท่านนั้นมีความคิดที่ดีอยู่ไม่น้อยแสดงตนเป็ตัวอย่าง แม้ท่าทางจะเหมือนคนพาลแต่กลับมีความคิดก้าวไกล นับว่าใช้ได้
ก๊อกก๊อก
“อีกสักครู่ ข้าจะพาท่านหญิงกลับสู่์ชั้นฟ้า”
เซียนหญิงนำผ้าแพรขาวกลับมาผูกตาแต่ครานี้มิได้ปิดบังอีกครึ่งใบหน้าเผยริมฝีปากอวบอิ่มระเรื่อแต้มชาดแดงขับใบหน้าขาวผ่องเพื่อเตรียมพร้อมกับการเผชิญหน้ากับใครบางคน
“จื่อจิงจะตามไปดูแลท่านหญิงที่์ชั้นฟ้าด้วย มิต้องเป็กังวลเ้าค่ะ” เฟิงจางจิ้งพยักหน้ารับรู้
จื่อจิงได้รับหน้าที่ดูแลว่าที่จักรพรรดินีย่อมต้องปกป้องและภักดีให้สมกับที่จอมมารไว้ใจ
“อืม” หลังจากแต่งองค์ทรงเครื่องครบครัน จื่อจิงจึงประคับประคองเฟิงจางจิ้งอย่างระมัดระวัง
ส่วนจอมมารเขามิได้ออกไปส่งนางแต่อย่างใดกลับมองเซียนหญิงเดินจากไปจนลับสายตา ความจริงแล้วเขาควรจะให้นางนั่งบนเกี้ยว[5]พร้อมด้วยองค์รักษ์ติดตามขบวนใหญ่ส่งนางให้สมเกียรติแต่ทำเช่นนั้นคงจะเอิกเกริกเกินไป
ช่างเถอะนางรักสงบเพียงนั้นอาจชอบการมาและจากไปอย่างเงียบเชียบมากกว่า
แต่ว่าเซียนหญิงในชุดขาวท่านนั้น...
งดงามแม้กระทั่งแผ่นหลังเชียว
[1]คำต่อท้ายชื่อ ใช้เรียกแสดงความเอ็นดูก็ได้
[2] ยามเฉิน คือ ่เวลา 07.00 –08.59 น.
[3] ยามเหมา คือ ่เวลา 05.00 – 06.59 น.
[4]หมายถึง ผลเชอร์รี่
[5] เกี้ยว คือ คานหามของจีนอย่างหนึ่ง ยิ่งมีคนหามมากก็ยิ่งแสดงถึงมีอำนาจและลำดับศักดิ์ที่มาก