ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 30 ข้ากินไปแล้ว

            โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่ามีใครมารับร่างตัวเองไว้มองไปเห็นหลิงเซียวก่อนที่จะสลบไป

            ใช้พลังปราณเกินขีด? หลิงเซียวดูสถานการณ์ออกในพริบตาเดียวก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย

            เขาไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการหลอมโอสถมากนักแต่ก็รู้ว่าโดยปกตินักหลอมโอสถตอนหลอมยา จะสามารถรับรู้พลังปราณของตัวเองว่ายังเหลือเท่าไรเมื่อรู้ว่าเหลือน้อยก็จะหยุดพักการหลอมไว้สักครู่ แล้วค่อยเริ่มใหม่ไม่งั้นจะเกิดผลข้างเคียงบางอย่างขึ้นได้

            อย่างเช่นพลังปราณขาดแคลน ฟื้นฟูพลังไม่ได้ชั่วคราว หรือร่างกายบอบช้ำไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

            ทว่าโหยวเสี่ยวโม่กลับปล่อยใช้พลังปราณเกินขีดเพียงเพื่อการหลอมยาเซียนตัน

            หลิงเซียวมิอาจเข้าใจได้จากนั้นอุ้มเขาขึ้นมา ตัวเบากว่าที่หลิงเซียวคิด เมื่ออุ้มวางบนเตียงแล้วหลิงเซียวพลันเห็นเม็ดยาเซียนตันในมือที่กำแน่นอยู่ เพราะยาเม็ดนี้น่ะหรือ

            จากนั้นค่อยๆแกะนิ้วออกทีละนิ้ว และหลิงเซียวก็ได้ยามาอยู่ในมือเขา

            ก็ยาเซียนตันขั้นหนึ่งธรรมดาทั่วไปความเข้มข้นของพลังปราณยังไม่เท่ากับถิ่นพำนักเก่าของเขาเลย

            ทว่า

            เม็ดนี้ต่างกับที่เขากินเมื่อวานบริสุทธิ์มากกว่า กลมกล่อมกว่า ที่สำคัญคือ สิ่งสกปรกน้อยกว่าเมื่อวานเยอะมากนี่ทำให้เขาถึงขั้นประหลาดใจ เจ้าศิษย์น้องคนนี้มีแต่เรื่องที่ทำให้เขาแปลกใจได้ทุกเมื่อสินะ

            หลิงเซียวหลับตาพร้อมโยนเม็ดยาเซียนตันเข้าปากเคี้ยวไม่กี่ทีแล้วกลืนลงท้อง

            สรุปคือยาที่โหยวเสี่ยวโม่สู้ใช้พลังปราณจนเกินขีดจำกัดหลอมออกมานั้นกลับโดนเขากินไปทั้งอย่างนี้หรือ

            เสียงครางอย่างพอใจในลำคอหลิงเซียวรู้สึกว่านี่เป็นยาเซียนตันที่อร่อยที่สุดตั้งแต่ได้กินมายานี้จุพลังปราณไว้ไม่เยอะ แต่กลับบริสุทธิ์ หอมหวนกลั้วอยู่ในลำคอเขาไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายไปทั่วร่างแบบนี้มานานแล้ว

            เมื่อกินเสร็จหลิงเซียวเดินไปยังโต๊ะไม้

            โต๊ะเรียบง่ายนั้นมีขวดยาสามขวดกับเศษหญ้าเซียนวางกระจัดกระจาย ในขวดบรรจุด้วยเม็ดยากว่าสิบเม็ดหลิงเซียวกวาดตามอง แบ่งเป็นสิบถึงสิบห้าเม็ดไม่เท่ากัน เขาชิมอย่างละเม็ดแล้วก็ขมวดคิ้ว รสชาติไม่เหมือนกันเลยนี่นา อีกทั้งยังไม่อร่อยเท่าเม็ดเมื่อครู่ด้วย

            หลิงเซียวสั่นวูบวาบชั่วครู่จากนั้นก็พุ่งความสนใจไปยังโหยวเสี่ยวโม่ที่อยู่บนเตียง

            รูปร่างเปราะบางลำคอยาวระหง แค่เขาออกแรงนิดเดียว ก็ทำให้เขาคนนี้หายไปจากโลกนี้ได้เลย แต่คนที่อ่อนแอจนถึงขั้นไม่มีใครเอ่ยถึงกลับหลอมยาที่ทำให้เขาติดใจได้ทันทีสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะเป็นนักหลอมโอสถขั้นสูงก็ไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกเช่นนี้มาก่อน

            อดไม่ได้ที่จะพูดว่าเขายิ่งอยู่ยิ่งรู้สึกสนใจเขาเข้าแล้วสิ

            เห็นแก่ที่เจ้าหลอมยานั่นจะช่วยเจ้าสักครั้งก็แล้วกัน

            หลิงเซียวโน้มตัวลงดูจากข้างหลัง เหมือนกับว่าเขากำลังทับอยู่บนตัวโหยวเสี่ยวโม่มือหนึ่งช้อนคางเขาขึ้นมา แล้วผายปอดผ่านช่องว่างให้เขา

            พลังที่ส่งไปนั้นช่างน่าอัศจรรย์จากโหยวเสี่ยวโม่ที่หลับตาอยู่ ทันใดลูกตาก็กระตุก ไม่กี่อึดใจก็ค่อยๆ ลืมตาใบหน้าใหญ่อยู่เบื้องหน้าเขา ถึงแม้จะหล่อเหลา แต่ก็ทำเอาสะดุ้งเฮือก

            โหยวเสี่ยวโม่ตัวเกร็งพยายามซุกหัวลงใต้หมอน “จะๆ เจ้า จะทำอะไรน่ะ?”

            หลิงเซียวเห็นเขาหวาดกลัวมุมปากฉีกยิ้ม “เมื่อครู่เจ้าสลบไปข้าก็เลยผายปอดให้เจ้า”

            “ผายปอด?” โหยวเสี่ยวโม่เสียงสูง ทำตาโตยากที่จะเชื่อ จากนั้นเอามือปิดปาก ด้วยท่าทางอย่างกับถูกเอาเปรียบทำเอาหลิงเซียวชอบใจ

            “ปฏิกิริยาของเจ้านี่มันอะไรกัน” หลิงเซียวถาม

            โหยวเสี่ยวโม่หลบตาอย่างเขินอาย“ไม่ ไม่มีอะไร”

            โกหกหลิงเซียวเห็นท่าที ‘เจ้ารังแกข้า’ของโหยวเสี่ยวโม่ “ศิษย์น้องเล็กเด็กดีไม่ควรพูดปดนะ”

            ข้าไม่ใช่เด็กซะหน่อย

            โหยวเสี่ยวโม่พึมพำในใจลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงถามกลับ “ศิษย์พี่หลินท่าน ท่านผายปอดให้ข้ายังไงเหรอ” ถามจบไม่รอให้หลิงเซียวได้ตอบ เขาก็หน้าแดงเสียเองนี่ เขาก็ไม่ได้อยากคิดไปเอง แต่คำว่าผายปอด มันก็ทำให้คิดไปไกลอยู่แล้ว

            หลิงเซียวจ้องหน้าเขาจนโหยวเสี่ยวโม่หน้าแดงก่ำราวกับเลือดจะพุ่งออกมา มุมปากที่ค่อยๆ โค้งสูงขึ้นเอ่ยแผ่วเบา “ก็ต้องปากต่อปากสิ”

            โหยวเสี่ยวโม่ตะลึงงันราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆในสมองวนอยู่แต่กับคำว่า ‘ปากต่อปาก’ สามคำนี้

            ฮือออครั้งแรกของเขา สูญไปแบบนี้เนี่ยนะ แถมยังเสียให้กับผู้ชายด้วย

            ท่าทางของเขาทำเอาหลิงเซียวยิ่งมองยิ่งติดใจเป็นครั้งแรกที่เจอคนที่แสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้หลากหลายเช่นนี้

            แม้จะรู้สึกขำแต่หลิงเซียวก็ยังไม่ลืมธุระที่แท้จริง พร้อมเอ่ยต่อ “ศิษย์น้องเล็ก ไม่มีใครบอกเจ้าเลยหรืออันตรายของการใช้พลังปราณเกินขีดจำกัด”

            “เอ๊ะ?” โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้ามอง สีหน้าเซื่องซึม ขาดก็แค่น้ำตาไหลพรากสองข้าง

            หลิงเซียวเอนตัวขึ้นมานั่งอยู่ข้างเตียงพร้อมอธิบาย “ที่เจ้าสลบไปเมื่อครู่ก็เพราะว่าเจ้าใช้พลังปราณเกินขีด อย่าบอกข้านะ ว่าเจ้าไม่รู้สึก”

            สิ้นเสียงโหยวเสี่ยวโม่ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมา “ใช่สิยาของข้าล่ะ”

            พูดจบก็รีบกระโดดลงจากเตียงเพื่อหาเม็ดยาขวดยาบนโต๊ะหลิงเซียวไม่ได้แตะ เพียงแต่ชิมไปเม็ดเดียวโหยวเสี่ยวโม่ตรวจดูไม่ทันสังเกต เพราะเขาไม่ได้จะหายาพวกนี้แต่เป็นยาเม็ดสุดท้ายที่หลอมได้ต่างหาก

            แต่ไม่ว่าจะหาอย่างก็ไม่เจอ

            โหยวเสี่ยวโม่นึกย้อนไปจำได้ว่าก่อนที่จะล้มลง เขากำยาเซียนตันเม็ดนั้นไว้ในมือนี่นา

            ทันใดนั้นโหยวเสี่ยวโม่หันขวับเหมือนมีญาณทิพย์ก็เจอสายตาอมยิ้มของหลิงเซียวเข้าอย่างจัง ท่าทีเขี้ยวลากดินแฝงด้วยความพออกพอใจ

            ท่าทีแบบนี้โหยวเสี่ยวโม่เกลียดที่สุด เพราะในคืนนั้นที่เมืองเหอผิงตอนที่หลิงเซียวกินยาเซียนตันทั้งหมดของเขา ก็ท่าทีแบบเดียวกันกับตอนนี้

            เมื่อเห็นโหยวเสี่ยวโม่หันขวับมามองเขาด้วยท่าทีสงสัยแบบนั้นหลิงเซียวหัวเราะร่า พร้อมกับเอ่ยอย่างอันธพาล “ถ้าเจ้ากำลังหายาเซียนตันเม็ดนั้นอยู่ละก็ขอโทษด้วยนะ ข้ากินไปแล้ว” พูดจบก็เลียริมฝีปากนึกย้อนถึงรสชาติ

            โหยวเสี่ยวโม่บอกกับตัวเองต้องอดทนไว้!