“ตื่นแล้วหรือพระชายา”
หลีเหยาลืมตาตื่นก็ต้องใกับภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเตียงนางท่าทางแก่นแก้ว โน้มกายมองนางใกล้สองตาเป็ประกายอายุราวยี่สิบต้นๆ เห็นจะได้
“เ้าเป็ใคร”
“ข้าคือสาวใช้คนใหม่ของท่านอย่างไร” หญิงสาวคนนั้นกล่าวพลางเผยยิ้มกว้างอ้างตนด้วยท่าทางสดใสแต่ไม่คล้ายนิสัยที่เหล่าสาวใช้ที่หลีเหยาเคยเห็น
หลีเหยารีบหันมองซ้ายขวาทั้งมองร่างกายตนอย่างใ สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือตัวนางและเซียวอวิ๋นนั้นนอนกอดกันบนเตียงนี้หากมีคนล่วงรู้เข้าชีวิตน้อยของทั้งสองคงถึงวันวายชีพเร็วขึ้นมาก
“พระชายามองหาอะไร”
“เปล่า”
“ก็ท่านมองอยู่ชัดๆ”
“คนของข้าไปไหน”
“ท่านหมายถึงใครล่ะ”
หลีเหยาหันมองใบหน้าของหญิงสาวอย่างไม่สบอารมณ์ไม่รู้ว่านางนั้นจงใจหาเื่หรือเป็นิสัยพื้นเพทุกคนพูดจาจึงดูกวนโทสะไปเสียยิ่ง
“ที่นี่มีเพียงข้าและ…”
หลีเหยาเอ่ยยังไม่จบประโยคเซียวอวิ๋นก็เดินพร้อมถืออ่างน้ำใบหนึ่งเข้ามาทั้งท่าทีปกติ
“องค์หญิงหากระหม่อมหรือ”
หลีเหยาที่เห็นว่าเขาทำตัวปกติเรียบเฉยก็เข้าใจถึงคงสถานการณ์ได้แล้วว่าตัวเขาคงออกไปก่อนที่หญิงสาวคนนี้จะเข้ามา
“ตื่นมาไม่พบเ้าก็เลยสงสัยไม่มีอะไร” หลีเหยากล่าวออกไปอย่างเรียบเฉยก่อนหันมากล่าวถามต่อหญิงสาว
“เ้าว่าเป็สาวใช้ข้าใครส่งมา”
“พระมเหสีเถียมจิน”
“ออกไปก่อนเถอะข้าจะล้างหน้าเปลี่ยนผ้า”
“ข้าเป็สาวใช้ให้ข้าช่วยละกัน” หญิงสาวกล่าวเสร็จก็เดินตรงไปที่อ่างน้ำทั้งยกขึ้นมายื่นให้หลีเหยา
ท่าทางแปลกๆ ของนางช่างดูประหลาดหากเป็คนของพระมเหสีส่งมาจริงอย่างน้อยก็ควรมีมารยาทกว่านี้หากเป็เหล่าหญิงสาวที่ไม่ชอบในตัวของนางก็คงไม่ยินดียินร้ายเช่นนี้ หลีเหยาคิดในใจก่อนมองไปทั่วกายของหญิงสาว
“เ้าไม่ใช่สาวใช้บอกข้ามาว่าเ้าเป็ใครแล้วข้าจะปล่อยเ้าไป”
“โถ่เอ๊ยเ้านี่ฉลาดจริงๆ” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทางซุกซนปล่อยอ่างน้ำลงข้างเตียงก่อนนั่งลงอย่างตื่นเต้น
“แล้วเ้าว่าข้าควรเป็ใคร”
“สตรีซ่งหยวนทั่วไปคงไม่อยากคบค้ากับข้าเท่าใด สาวใช้ก็คงดูสูงศักดิ์เกินไป”
หลีเหยามองดวงตาคู่นั้นอย่างพินิจอีกครั้งก่อนเผยยิ้มมุมปากเล็กๆ
“องค์หญิงงั้นสิ”
“ไหนเสด็จพ่อว่าสตรีต้าจิงโง่เขลาข้าว่าท่านก็ไม่โง่สักหน่อยทั้งยังงามอีก ข้ายืนดูเ้านอนอยู่ตั้งนานงามจริงๆ”
“องค์หญิงท่านมีชื่อว่าอะไรหรือ”
“เท่อน่า ข้าชื่อเท่อน่า” นางกล่าวทั้งตบอกตัวเองอย่างภาคภูมิ
หลีเหยาฟังแล้วชื่อนี้ไม่คุ้นหูสักนิดข่านเช่อตัวมีโอรสเก้าพระองค์ธิดาเจ็ดพระองค์แต่ไม่มีคนไหนที่มีชื่อว่าเท่อน่า
“ข่านเช่อตัวไม่มีองค์หญิงชื่อเท่อน่า ตกลงท่านเป็ใคร”
“ข้าคือองค์หญิงเท่อน่าองค์หญิงพระองค์เดียวขององค์ชายเช่อตี๋สามีเ้ายังไง” หญิงสาวกล่าวทั้งทำท่าทางแกว่งเท้าอย่างสบายใจ
หลีเหยาและเซียวอวิ๋นที่ได้ยินว่านางคือใครต่างก็มองหน้ากันอย่างประหลาดใจ ก่อนที่องค์หญิงจะได้ทันสังเกตเห็นหลีเหยารีบเก็บใบหน้าเมื่อครู่ก่อนแสร้งยิ้มเป็มิตร
“ที่แท้ก็องค์หญิงขององค์ชายเช่อตี๋ องค์หญิงขอข้าแต่งตัวก่อนได้หรือไม่แล้วพวกเราค่อยมานั่งคุยกัน”
“ได้สิ เ้าขี่ม้าเป็มั้ย”
หลีเหยานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนพยักหน้าออกมาเบาๆ
“เช่นนั้นก็ดีเตรียมชุดขี่ม้าไว้ล่ะ ข้าจะพาเ้าไปขี่ม้า” องค์หญิงเท่อน่ากล่าวพลางทำท่าขี่ม้าวิ่งออกกระโจมไปอย่างร่าเริง
เมื่อตัวนางพ้นกระโจมไปหลีเหยาก็เปลี่ยนใบหน้าอีกครั้งสายตาของนางนั้นยากบอกความหมาย
“อาเหยานางไร้เดียงสาเช่นนั้น เ้าคง…”
“นางเดียงสาแล้วข้าไม่เดียงสาตรงไหนเหรอ” นางหันมองหน้าเขาอย่างไม่พอใจก่อนลุกขึ้นล้างหน้าเปลี่ยนอาภรณ์เพื่อออกไปขี่ม้าเป็เพื่อนองค์หญิง
“เ้าไม่ต้องตามข้าไปหรอก คนไม่เดียงสาเช่นข้าหากทำอะไรไปเกรงว่าเ้าจะตำหนิ”
“อาเหยา”
เซียวอวิ๋นกล่าวเรียกนางแต่หลีเหยานั้นยังคงเดินตรงออกไปอย่างไม่สนใจ
องค์หญิงเท่อน่าทันทีที่เห็นอาภรณ์ของหลีเหยาก็มีตาลุกวาว อาภรณ์ของสตรีต้าจิงนั้นมีความเบาบางทั้งแปลกตาต่อชาวซ่งหยวนยิ่งหากเป็ของเหล่าเชื้อพระวงศ์หรือองค์หญิงองค์ชายจะยิ่งมีเครื่องประดับที่บอกถึงยศศักดิ์ได้เป็อย่างดี หลีเหยาที่ถูกส่งมาด้วยชื่อขององค์หญิงหกอาภรณ์นางย่อมไม่ธรรมดา
“ชุดเ้าสวยยิ่งเนื้อผ้าก็นิ่มจริงๆ แต่ชุดเ้ายาวพริ้วเช่นนี้จะขี่ม้ายังไง”
“หม่อมชั้นไม่มีชุดสำหรับขี่ม้าเพคะ มีแต่เพียงอาภรณ์เช่นนี้หากองค์หญิงชอบข้ายกให้ก็ได้นะเพคะ”
“จริงเหรอ เ้าจะให้ข้าจริงเหรอ”
“เพคะหม่อมชั้นยังมีอีกหลายชุดทีเดียว”
“ทำไมเ้าใจดีกับข้าล่ะ ชายาคนอื่นของเสด็จพ่อเห็นหน้าข้าก็แทบวิ่งหนีแล้ว”
หลีเหยาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงสลดลงเล็กน้อย
“หม่อมชั้นจากบ้านเกิดมาไกลอยู่ที่นี่มาเดือนกว่าแล้วมีเพียงองค์หญิงที่เข้ามาพูดคุยกับข้ามากกว่าอาภรณ์หม่อมชั้นก็ยินดียกให้เพคะ”
องค์หญิงเท่อน่าเมื่อได้ยินหลีเหยาที่ดูเศร้าลงก็รีบยกมือลูบไหล่นางอย่างเวทนา
“ข้าสงสารเ้าจริงๆ นะไม่รู้ว่าหากเป็ข้าจะทำยังไง”
หลีเหยาเพียงหันไปยิ้มให้องค์หญิงอย่างใจดี ก่อนจะมีเสียงเรียกชื่อองค์หญิงดังมาแต่ไกล
“องค์หญิงเท่อน่า”
“อาเตอซู” หลีเหยามองตามไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยกมือโบกไหวเนื้อตัวหม่อมแหม่ม
เขาวิ่งเข้าใกล้มาก็ตาค้างไปเมื่อเห็นหลีเหยา องค์หญิงเท่อน่าที่เห็นอย่างนั้นก็รีบกำหมัดชกอกเขาไปเป็การใหญ่
“อาเตอซูนี่คือพระชายาของเสด็จพ่อข้า เ้ามองนางเช่นนี้ไม่กลัวตายแล้วงั้นสิ”
“ข้าขอโทษ” เขาเอ่ยทั้งยกมือทาบอกก้มศีรษะ
“ไม่เป็ไร” หลีเหยากล่าวออกไปอย่างไรก็กังวล
“เป็แน่เ้าไม่รู้อะไรเสด็จพ่อข้าหวงคนของตนยิ่งกว่าอะไร ครั้งที่แล้วพระชายาสามยื่นเหล้านมแพะแก่ทหารคนหนึ่งเสด็จพ่อเห็นเข้าก็ไม่รีรอฟันคอขาดกระเด็น” นางทำท่าทำทางประกอบก่อนหันไปมองอาเตอซูอย่างจริงจัง
“เ้านะเป็แค่คนเลี้ยงม้าเดี๋ยวหัวก็หลุดอีกคนหรอก”
“โถ่องค์หญิง...ข้าไม่รู้สักหน่อย”
ทั้งสองยังเย้าแหย่กันอยู่หลายประโยคด้วยว่าอาเตอซูนั้นเป็ดั่งเพื่อเล่นของนาง แต่หลีเหยาที่ได้ฟังก็นิ่งอยู่กับความคิดตนไม่ได้สนใจทั้งสอง
“นี่พระชายาเป็อะไรไปกลัวท่านพ่อเหรอ ข้าจะบอกให้เสด็จพ่อน่ะรักข้าที่สุดเ้าไม่ต้องกลัวหรอกเ้าดีต่อข้าข้าจะดีต่อเ้าเอง”
หลีเหยารับฟังทั้งพยักหน้าออกมาอย่างยินดีก่อนที่ทั้งสามจะขึ้นม้าขี่ออกไปเที่ยวเล่นทั่วที่ตั้ง ชาวซ่งหยวนเมื่อได้เห็นหลีเหยาต่างก็พากันอ้าปากค้างกับความงามของนาง
“หญิงงามในชุดสีขาวขี่ม้าท่าทางสง่างามชายผ้าปลิวไสวดุจเทพธิดาม้ายามอาชาวิ่งผ่านกลิ่นกายชวนฝันสะพรั่งคลุ้งไปทั่วทุกใบหญ้า” คำกล่าวนี้ถูกลือไปทั่วทั้งซ่งหยวนเหล่าชายหนุ่มต่างหวังได้พบนางขี่ม้าผ่านทาง หญิงสาวต่างพากันไม่ชอบใจจับกลุ่มเล่าลือว่าต่อให้นางงดงามเพียงใดแต่ก็ไม่เป็ที่โปรดปรานขององค์ชายจะมีค่าใด
ทั้งสามหยุดม้าลงที่แทบแม่น้ำสายใหญ่ เพียงไม่นานเสียงกลองก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ
“นี่เคือเสียงอะไรงั้นหรือ” หลีเหยาเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“เสียงกลองรบน่ะท่านอาสามกำลังนำทัพโจมตีแคว้นเทียนหย่ง เสียงกลองเช่นนี้อีกสามเดือนวันพวกเราคงได้สนุกกัน”
ในซ่งหยวนหากพูดถึงกองทัพที่น่าเกรงขามดุดันกล่าวได้ว่าคือกองทัพใต้บัญชาขององค์ชายใหญ่ แต่หากกล่าวถึงกองทัพที่มีแผนการรบที่ปราดเปรื่องที่สุดเื่นี้ต้องยกให้กองทัพองค์ชายสาม หลีเหยาเข้าใจความหมายขององค์หญิงได้ทันทีว่าเช่นนี้สถานการณ์คงกำลังเป็ต่อภายในสามเดือนคงมีการเฉลิมฉลองชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่
“นี่ชายาเ้านะร่ายระบำเป็มั้ย” องค์หญิงเท่อน่ากล่าวขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง
“เป็สิเพคะ”
“เช่นนั้นเ้าสอนข้าได้มั้ย ตอนที่มีงานฉลองข้าอยากจะร่ายระบำให้คนในเผ่าได้ดู”
“แต่หม่อมชั้นระบำชาวซ่งหยวนไม่เป็นะเพคะ”
“ระบำซ่งหยวนนะแข็งกระด้างจะตายไป มาเดี๋ยวข้าแสดงให้เ้าดูแล้วเ้าก็แสดงการร่ายรำของต้าจิงให้ข้าดูเช่นนี้ดีมั้ย”
“ได้เพคะ” หลีเหยากล่าวเสร็จองค์หญิงเท่อน่าก็ลุกขึ้นระบำอย่างเก้ๆ กังๆ จนแม้แต่อาเตอซูก็ยังหัวเราะออกมาเสียงดัง
“นี่เ้ากล้าหัวเราะข้าเหรอ” องค์หญิงเท่อน่ากล่าวทั้งหยิบไม้ก้านยาววิ่งไล่อย่างกระฟัดกระเฟียดที่เขากล้าหัวเราะนาง
หลีเหยามองทั้งสองจึงทำให้หวนนึกถึง่เวลาที่นางอยู่ต้าจิงกับองค์หญิงหกก่อนจะกำมือแน่นอย่างคับแค้นอยู่ในอก องค์หญิงเท่อน่าหลังจากไล่ตีอาเตอซูอย่างสมใจอยากก็หันเอ่ยเรียกหลีเหยาให้ร่ายระบำให้นางได้ดูบ้าง
“นี่ชายาถึงตาเ้าแล้วเร็วสิข้าอยากดู”
หลีเหยารีบเปลี่ยนสีหน้าปรับอารมณ์เผยยิ้มหวานพยักหน้ารับลุกขึ้นร่ายระบำอย่างชดช้อย เวลาเดียวกันนั้นองค์ชายใหญ่เช่อตี๋เองก็ยืนอยู่ที่ไกลแต่ยังคงสามารถมองเห็นการร่ายรำของหลีเหยาได้ เขายืนมองอยู่นานจนนางร่ายระบำอย่างหลงใหลในท่าทางเสียงหัวเราะที่ดังมาจากทั้งสามทำให้เขาเผยยิ้มเล็กๆ ออกมาก่อนเดินหายไป
“นี่ชายาเ้าระบำได้งามจริงๆ เ้าต้องสอนข้านะ”
“ได้เพคะ”
หลีเหยายิ้มกับองค์หญิงอย่างร่าเริงก่อนจะหันไปมองอาเตอซูที่จ้องมองนางอยู่อย่างไม่ละสายตา หลีเหยาไม่ได้กล่าวอะไรเพียงปรายตาและยิ้มให้เขาอีกครั้งก่อนหันกลับมาอย่างรวดเร็ว
วันนี้ทั้งวันองค์หญิงเท่อน่าเอาแต่พาหลีเหยาไปเที่ยวชมอยู่เกือบทั่วเมืองจนฟ้ามือดวงจันทร์ลอยเด่นขึ้นมาแล้วเซียวอวิ๋นยังไม่เห็นนางกลับมาก็รู้สึกกังวลขึ้นมา เสียงหัวเราะของสตรีดังลอยมาใกล้กระโจมเซียวอวิ๋นรีบลุกทำท่าทางปกติ
“องค์หญิงทั้งสอง”
“นี่เ้าชื่ออะไร” องค์หญิงเท่อน่ากล่าวถามต่อเขา
“เซียวอวิ๋นพ่ะย่ะค่ะ”
“เซียวอวิ๋นเ้าไม่เบื่อหรืออยู่แต่ในนี้ทั้งวัน พรุ่งนี้ไปขี่ม้าเล่นกับพวกเราสิ”
“ไม่เหมาะมั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่ที่นี่ซ่งหยวนข้าคือองค์หญิงเท่อน่าไม่เป็ไรหรอกพรุ่งนี้ข้าจะพาชายาไปเที่ยวตลาดสักหน่อย”
“องค์หญิงเอ่ยปากเองแล้วเ้าก็อย่าปฏิเสธเลย”
เซียวอวิ๋นที่เห็นว่าหลีเหยาเองออกปากแล้วจึงพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง
“นี่ชายาข้าชอบเขานะเชื่อฟังดีจริงๆ”
“หากองค์หญิงอยากยืมตัวเขาสักหลายวันหม่อมชั้นก็ไม่ว่านะเพคะ”
ทั้งสองหัวเราะออกมากับการพูดเล่นนี้แต่เซียวอวิ๋นกลับไม่รู้สึกดีต่อคำกล่าวเช่นนี้ของนางสักนิด เมื่อองค์หญิงเท่อน่ากลับออกไปแล้วหลีเหยาก็นั่งคิดอะไรอยู่บางอย่างอย่างเงียบๆ
“ทำไมเมื่อครู่เ้าถึงกล่าวเช่นนั้น”
หลีเหยาเงยหน้ามองเขาก่อนรู้ได้ว่าเขานั้นหมายถึงอะไร
“ข้าก็แค่ตามน้ำไปเท่านั้นนางกล่าวออกมาเช่นนั้นเ้าจะให้ข้ากล่าวอะไรหรือ”
“อาเหยา”
หลีเหยาที่เห็นว่าเขานั้นกำลังโกรธอยู่จริงๆ จึงได้ลุกขึ้นจับมือของเขาไว้แน่น
“เซียวอวิ๋นเ้าดีต่อข้าแค่ไหนมีเพียงเ้ากับข้าที่รู้ดีที่สุด ตอนนี้ข้ามีสิ่งที่ต้องทำบางทีข้าก็คิดน้อยไปข้าขอโทษ”
เขาที่เห็นว่านางนั้นกล่าวขอโทษออกมาอย่างจริงใจจึงได้เย็นลงก่อนดึงตัวนางเข้าสวมกอด
“ข้าเป็กังวลเื่เ้าอยู่ทั้งวันรู้มั้ย”
“ข้าเอาตัวรอดได้เ้าเองไม่ใช่หรือที่บอกว่านางนั้นเดียงสา หญิงสาวเช่นนางจะทำอะไรข้าได้อย่าห่วงเลย”
“จริงสิเมื่อครู่เห็นเ้านั่งคิดอะไรอยู่งั้นหรือ”
หลีเหยาปล่อยตัวออกก่อนจะนั่งลงทั้งจิบชาอย่างใจเย็น
“ข้ากำลังคิดว่าจะเร่งให้ความสัมพันธ์ของัเหล่านี้แตกหักได้อย่างไร”
“อาเหยาบางเื่หากอันตรายเกินไปเ้าก็อย่าได้เสี่ยง เื่องค์หญิงเท่อน่าเองก็ไม่รู้ว่าใกล้ชิดนางเช่นนี้จะปลอดภัยหรือไม่”
หลีเหยาเผยยิ้มอย่างผ่อนคลายก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์
“อยู่กับัไม่เลี้ยงลูกัได้อย่างไร”
“เซียวอวิ๋นอีกไม่นานอาจมีงานฉลองใหญ่ข้าอยากให้เ้าช่วยข้าเตรียมของสักหน่อยได้มั้ย”
“งานอะไรงั้นหรือ”
“งานฉลองชัยชนะเหนือแคว้นเทียนหย่ง”
“นักรบซ่งหยวนไม่ธรรมดาจริงๆ” เซียวอวิ๋นกล่าวออกด้วยท่าทางจริงจัง
“ใช่ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“แล้วเ้าคิดทำอะไร”
“ข้าจะเตรียมการแสดงให้องค์หญิงสักหน่อยนางมีชายที่ชอบจึงอยากร่ายรำให้เขาได้ชม ข้าจะจัดฉากท้องามนี่ให้นางได้สมหวัง”
เซียวอวิ๋นััได้ว่าการช่วยครั้งนี้คงไม่ธรรมดาแน่เมื่อมองจากรอยยิ้มที่ปรากฏบนหน้าของนาง