“ท่านย่า เทพเบื้องบนไม่ได้มีเพียงมหาเทพแห่งสรรพสัตว์เท่านั้นขอรับ ยังมีมหาเทพแห่งสรรพสิ่ง มหาเทพพฤกษาอยู่อีก สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็มีเทพประจำตัวของมันไม่ได้มีเฉพาะสัตว์เทพที่ดูน่าเกรงขามเท่านั้น เื่ที่ข้ารู้ข้าไม่อาจอธิบายให้ท่านฟังได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ข้ามั่นใจมีอยู่อย่างหนึ่ง”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเบิกตาโพลงไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน บรรดาตระกูลใหญ่ล้วนบูชาสัตว์เทพที่น่าเกรงขาม แต่สัตว์ทั้งปวงก็ยังมีเทพประจำตัวด้วยหรือ?
นางเชื่อสนิทใจแล้วว่าฝูซีผู้นั้นคือผู้ส่งสารโดยแท้ เื่แบบนี้ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้มาก่อนเป็แน่
“อีกไม่นาน ทั่วทั้งแผ่นดินจะปรากฏผู้ฝึกตนที่มีความรู้ทัดเทียมกับข้า เราไม่อาจวางใจว่าทุกคนจะเป็มิตร ฉะนั้นเื่การยกระดับความสามารถของคนในตระกูลก็เป็เื่สำคัญ เพียงแต่ข้าขอเลือกสอนกับบางคนที่ข้าไว้ใจเสียก่อนขอรับท่านย่า”
“เ้าหมายถึง เ้าจะสอนวิชาให้กับหลวนเซี่ย หลวนกัง และหลวนหลิงก่อนใช่หรือไม่”
อ๋าวหลวนหลงพยักหน้ารับคำแทนคำตอบ ศึกนอกยังไม่อาจรู้ได้ ศึกในเขาก็ต้องเตรียมการไว้เช่นกัน
“เหตุใดเ้าจึงไม่แนะนำท่านลุงใหญ่ลุงรอง พ่อเ้าหรือท่านอาสี่เสียก่อน พวกเขาคือผู้ที่จะเป็กลุ่มคนรุ่นต่อไปที่จะควบคุมตระกูลอ๋าวทั้งหมดเอาไว้ ประสบการณ์และทักษะการต่อสู้ของทั้งสี่ก็มีมากกว่าพี่น้องในรุ่นของเ้า"
“ข้าเชื่อว่าท่านย่าก็คงจะดูออกว่าท่านลุงใหญ่กับท่านลุงรองไม่เหมาะสมที่จะเป็ผู้นำตระกูลต่อจากท่าน ท่านพ่อกับท่านอาสี่ก็นอบน้อมเกินไป” อ๋าวหลวนหลงส่ายหน้าช้าๆ
อากัปกิริยาและคำกล่าวของหลานรักทำเอาฮูหยินผู้เฒ่ากัวถึงกับน้ำตารื้น ก่อนหน้านี้อ๋าวหลวนหลงวนเวียนอยู่กับความแค้นใจกับน้อยใจ หากไม่มุทะลุวิ่งออกมาต่อยตีอย่างไม่คิดชีวิตก็จะเป็หลบเลี่ยงราวกับเต่าหดหัว ไม่เคยมีสักครั้งที่จะยืนอยู่ตรงกลาง และยังมองภาพรวมของคนในตระกูลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“หลวนหลงของย่าเติบโตอย่างรวดเร็วภายในชั่วข้ามคืน” สตรีสูงวัยหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมน้ำตา
“เื่การสอนนี้ข้าจะปล่อยให้เ้าตัดสินใจตามอิสระก็แล้วกัน มีอะไรให้ช่วยก็ส่งคนมาบอกย่า วันนี้เ้ากลับไปก่อนเถิดพ่อกับแม่เ้ามารออยู่นานแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวผินหน้าไปมองอ๋าวซีซวนที่ยืนประคองร่างสะใภ้สามฟางลี่หงด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าใดนัก
อ๋าวหลวนหลงทันได้เห็นสายตาหงุดหงิดจากท่านย่าเข้าพอดี ก่อนหน้านี้ยามที่อยู่ในศาลบรรพชนท่านย่าก็พูดคุยกับท่านพ่อของตนตามปกติ เช่นนั้นสายตาเมื่อครู่คงจะเป็กิริยาไม่พึงใจที่มีต่อมารดาผู้ไร้พลังที่เพิ่งจะออกมาปรากฏตัวของเขาเสียมากกว่า
ชายหนุ่มยังไม่เข้าใจอยู่บ้าง อ๋าวหลวนหลงคนเดิมก็ยังรวบรวมลมปราณไม่ได้ แต่ท่านย่ากลับรักใคร่เอ็นดู เหตุใดจึงได้แสดงท่าทางไม่พอใจมารดาของตนที่ไม่ได้เป็ผู้ฝึกตนเช่นกันอย่างชัดแจ้งถึงเพียงนั้น แต่เขาก็เลือกที่จะยังไม่ถาม
“หลานลาไปก่อนขอรับท่านย่า หลังจากนี้หลานคงจะตั้งมั่นฝึกฝนให้พลังปราณมั่นคงกว่านี้อาจจะไม่ได้มาน้อมคารวะท่านย่าสักระยะหนึ่ง เมื่อสำเร็จแล้วหลานจะมาขอทดลองเปิดศาลเทพัก่อนเวลาบูชาได้หรือไม่ขอรับ”
“ได้ ข้าอวยพรให้เ้าประสบความสำเร็จโดยเร็ว ไปเถิด”
……….
อ๋าวหลวนหลงพยายามชักจูงให้อ๋าวซีซวนและฟางลี่หงบิดาและมารดาเข้ารับคำแนะนำเื่การฝึกฝนจากตน แต่เขาพบว่าคนทั้งคู่ทำตัวราวกับเป็รูปปั้นหิน ไม่คิดอยากก้าวหน้า ไม่อยากถอยหลัง ชีวิตของท่านพ่อท่านแม่มีสายตาไว้เพื่อมองกันเองกับมองดูบุตรชายคนเดียวก็คือตนเท่านั้น
ข่มขู่ก็แล้ว ขอร้องก็แล้ว แต่พวกเขาก็มักจะเปลี่ยนเื่มาเป็การแสดงความชื่นชมยินดีกับบุตรชายเพียงอย่างเดียว จนอ๋าวหลวนหลงต้องตัดใจปล่อยคนทั้งคู่ให้มีความสุขตามประสาพวกเขา แล้วรีบหันมาจัดการกับเื่ของตนเอง
“หูกุ้ย ข้ากับพี่ใหญ่จะเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนอีกสักระยะยังไม่ต้อนรับแขก อีกหนึ่งเดือนเ้าไปเชิญ พี่สามและน้องหกมาที่เรือนนี้ คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็ท่านลุง ท่านอา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามารบกวน หากใครขัดขืนเ้าก็นำความไปแจ้งกับผู้นำตระกูลได้เลย”
หูกุ้ยดีใจจนหูตั้ง เขาได้ยินเื่ราวที่เกิดขึ้นในศาลบรรพชนจากปากทายาทสกุลอ๋าวที่ออกมาเล่าความกันด้วยความดีใจ บัดนี้เรือนคุณชายสี่หาใช่สถานที่ให้ผู้อื่นเข้ามายืนฉี่รดได้ บ่าวไพร่จากเรือนอื่นก็ยังทำท่าเกรงใจตนอยู่ไม่น้อย
“ได้เลยขอรับคุณชาย บ่าวรับประกันได้เลยว่าแม้แต่ผีเสื้อสักตัวบ่าวก็จะไม่ให้บินผ่านสวนดอกไม้เรือนของเรา!”
“ป้าบ!!” เสียงดังสนั่นแน่นๆ ดังขึ้นเต็มสองหูของหูกุ้ย
ฝูซีจัดการตบกะโหลกบางๆ ของบ่าวรับใช้หนุ่มไปคราวหนึ่ง เสียดายเพียงเวลานี้พลังกำลังของตนยังไม่มากพอจะทุบศีรษะน้อยๆ ของหูกุ้ยให้แหลกคามือได้เท่านั้น
“เ้าคงจะว่างมากสินะหูกุ้ย ไหนๆ ข้าก็ต้องฝึกฝนเช่นกัน เช่นนั้นข้าจะลากเ้าเข้ามาร่วมด้วยอีกคน” ฝูซีไม่ได้พูดเปล่า เขาจงใจควบคุมพลังปราณจนเกิดแสงสีเหลืองอำพันออกมาข่มขวัญเด็กหนุ่ม
“ห๋า!! พี่ชายฝูซี ท่านก็เป็ผู้ฝึกตนด้วยเช่นนั้นหรือ!" หูกุ้ยใจนหายมึนในทันที
“เรียกข้าว่าท่านอาฝู ข้าแก่คราวพ่อเ้าแล้วกระมัง” น้ำเสียงเข้มใบหน้าเหี้ยมเกรียมของฝูซีบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น
อ๋าวหลวนหลงยืนยิ้มแห้งมองดูภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยายเช่นกัน กล่าวตามตรงเขาก็ยังทำใจคิดถึงผีเสื้อเกล็ดแก้วที่บินมาเกาะแขนตนยามที่คัดเลือกผู้โชคดีบนแดน์ไม่ได้อยู่ดี หากไม่ได้เห็นฝูซีแปลงกายต่อหน้าต่อตาอย่างไรตนก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเขาคือผีเสื้อปีกบางร่างใสตัวนั้น
“ก็ได้ๆ ข้ายอมแล้วท่านอา ท่านหยุดข่มขู่ข้าเสียทีเถิด ว่าแต่ท่านมาจากตระกูลใด ข้าไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลฝูมาก่อนเลยแล้วท่านบูชาเทพอะไรอยู่หรือขอรับ”
รอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเบิกบานได้ครึ่งลมหายใจหูกุ้ยก็ต้องรีบยกมือปิดปาก สัญญาในใจกับตัวเองว่าจากนี้ไปไม่ว่าท่านอาฝูซีจะให้ตนทำอะไรก็จะยอมทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถามอีกเป็แน่
“น้องสี่ เหตุใดไม่เรียกน้องสามกับน้องหกมาฝึกฝนพร้อมกับข้าเสียเลย เ้าจะเสียเวลานะ”
อ๋าวหลวนเซี่ยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เมื่อก่อนใช่ว่าตนไม่เคยข่มขู่อ๋าวหลวนหลง หลายครั้งก็ยืนมองดูพี่น้องยั่วยุโทสะของน้องชายอยู่เฉยๆ เป็ประจำ แม้จะหวังดีแต่นั่นก็เป็าแในใจตน ไม่คิดว่าอยู่ดีๆ จะได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากน้องชายเพียงลำพัง
“เป็เพราะจากนี้พี่ใหญ่มีเื่สำคัญที่ต้องทำ และต้องเป็ท่านเท่านั้นขอรับ” อ๋าวหลวนหลงส่งยิ้มให้อ๋าวหลวนเซี่ยแต่ไม่ได้ไขข้อข้องใจให้อีกฝ่าย ก่อนจะเดินนำหน้าผู้เป็พี่ชายเข้าไปในเรือน
……….
สี่เดือนต่อมา
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเรียกรวมตัวคนในจวนสกุลอ๋าวสายหลักที่ศาลบรรพชนอีกครั้งตามคำขอทดลองเปิดศาลเทพัเป็กรณีพิเศษจากคุณชายสี่อ๋าวหลวนหลง
“ข้าว่าก็คงเหลวตามเคย หมอนั่นทำเป็มีความลับเชิญพี่ใหญ่พี่สามและน้องหกเข้าไปเก็บตัวเงียบนานถึงสี่เดือน ใช่ว่าจะหลอกให้พี่ใหญ่สั่งสอนตัวเองหรือเปล่าก็ยังไม่แน่” อ๋าวหลวนตงเอ่ยประชดประชันเสียงไม่เบาไม่ดังแต่พี่น้องรุ่นหลวนข้างกายทุกคนก็ได้ยินกันชัดเจน
ชายหนุ่มถึงกับต้องหันซ้ายหันขวามายังน้องๆ กลุ่มที่เหลืออีกครั้ง เพราะเขาคิดว่าหลังจากจนกล่าวจบก็คงจะมีคนอื่นเยาะเย้ยถากถางอ๋าวหลวนหลงตามเช่นเคย แต่เขากลับไม่ได้ยิน
“พี่รอง พี่สี่เอาชนะท่านได้ด้วยหมัดเดียว นั่นยังไม่เพียงพอที่ท่านจะยอมรับอีกหรือขอรับ” อ๋าวหลวนหย่งขมวดคิ้วแน่น รู้สึกทั้งขัดใจทั้งอยากจะปลอบโยนพี่รองคู่หูเก่าของตน
“น้องห้า! เ้าก็หลงกลมันไปแล้วเช่นกันหรือ! นี่ไม่มีใครเห็นข้าเป็พี่รองของพวกเ้าแล้วใช่หรือไม่ ดีนัก!! ข้าพ่ายแพ้ครั้งเดียวกลับถูกน้องๆ ดูิ่ แม้แต่พี่ใหญ่ก็ยังหลงเชื่อหมอนั่นจนไม่ลืมหูลืมตา
“พี่รอง ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าพี่สี่ควบคุมพลังปราณได้ดังใจนึกจริงๆ เราทุกคนล้วนเห็นมากับตา ท่านเองต่อสู้กับเขาท่านก็น่าจะรู้ดีกว่าพวกเรานะขอรับ” อ๋าวหลวนหย่งประท้วง
“ครั้งนั้นข้าต่อสู้หลายรอบร่างกายจึงอ่อนแรงตะหาก เ้าคิดดูสิตลอดสี่เดือนข้าพยายามไปท้าทายเขาที่เรือน แต่เ้าเต่าก็ยังเป็เ้าเต่าตามเดิม เขากล้าออกมาเสียที่ไหน”
“พี่รอง ท่านลุงกับท่านอาล้วนกล่าวเหมือนที่พี่ห้าพูดทุกประการ เราสองคนก็ไม่ได้เห็นยามที่เขายกลูกแก้วให้ลอยได้เช่นเดียวกับท่านแต่เราสองคนก็เชื่อนะเ้าคะ พวกเขาจะตาฝาดพร้อมกันเฃียวหรือ?” อ๋าวหลวนซิงกล่าวจบก็หลบสายตาจากพี่ชายรองมายืนหลบอยู่ทางด้านหลังคุณหนูใหญ่อ๋าวหลวนจิง
ครั้งนั้นอ๋าวหลวนซิงและอ๋าวหลวนหลาน น้องสาวแท้ๆ ของอ๋าวหลวนตงที่เกิดจากนายท่านรองวิ่งตามมารดาและท่านพ่อที่แบกอ๋าวหลวนตงออกไปจากศาลบรรพชน แม้จะได้ยินเื่ราวทั้งหมดในภายหลังพวกนางก็ยังเชื่อ มีเพียงอ๋าวซีเค่อและอ๋าวหลวนตงสองพ่อลูกเท่านั้นที่ยังคงมั่นใจว่าทุกเื่ที่อ๋าวหลวนหลงกระทำอาจมีฮูหยินผู้เฒ่ากัวเป็ผู้อยู่เื้ั