หลินหานฉีโมโหจนคุมน้ำเสียงตนเองไม่อยู่คนคุ้มกันด้านนอกถึงกับสะดุ้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสี่ยวจิงกับเสี่ยวจูตัวสั่นงันงกไปนานแล้ว
"หยุดร้องไห้กันให้หมด! บอกข้ามาตอนที่พวกเจ้าเข้ามาในนี้ พบสิ่งใดผิดปกติหรือไม่"
ยังคงเป็นเสี่ยวจิงที่เอ่ยรายงานอย่างกล้าๆกลัวๆ เท่าที่สังเกตเห็น "...ฟูกที่นอนไม่ได้ถูกใช้เจ้าค่ะของมีค่าและเสื้อผ้าบางส่วนก็หายไปแล้วก็...แล้วก็มีกล่องขนมที่เมื่อคืนบ่าววางไว้ให้คุณหนูก็ไม่อยู่เช่นกันเจ้าค่ะ"
ชัดเจนตั้งแต่ที่ว่า 'ของมีค่า' ของหลินหลานหรูหายไปแล้วกล่องขนมก็ช่างมันเถอะ แล้วเสื้อผ้านี่มันอะไร?
...หรือจะเป็นโจรที่แอบเข้ามาในค่ายกลางดึกจากนั้นก็ขโมยของมีค่าและลักพาตัวหลินหลานหรูไป
หากมองในมุมที่ไม่น่าเป็นไปได้คือหลินหลานหรูหนีออกไปเองคนเดียวทั้งของมีค่าและเสื้อผ้า ยังมีของกินอีก ล้วนแต่ชี้เป้าให้เห็นว่านางหนีออกจากค่ายซึ่งเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้
หลินหานฉียิ่งคิดยิ่งคิ้วขมวดเขาเชื่อว่าบุตรสาวของเขาไม่มีทางคิดหนีออกไปคนเดียว นางรักความสุขสบายมาตลอดกลางป่ากลางเขาเช่นนี้จะลำบากออกไปเพื่ออะไร
แต่ถ้าบอกว่ามีคนพาตัวนางออกไปเรื่องนี้สิถึงจะสมเหตุสมผล
"พวกเจ้าแน่ใจใช่หรือไม่ว่านางไม่ได้ออกไปกับผู้ติดตามของนาง" หลินหานฉีถามซ้ำให้มั่นใจ
"บ่าวแน่ใจเจ้าค่ะ"เสี่ยวจิงเสียงสั่น
หลินหานฉีก้มมองสาวใช้รุ่นเด็กทั้งสองคนอย่างจับผิดพลันหางตาสะดุดเข้ากับวัตถุมันวาวใต้โต๊ะ จึงก้มลงไปหยิบขึ้นมาอย่างเชื่องช้า"สิ่งนี้คืออะไร เหตุใดถึงตกอยู่ในนี้"
นายท่านสกุลหลินมองหัวลูกธนูเหล็กในมืออย่างพินิจขณะที่สาวใช้ทั้งสองต่างสบตากัน จากนั้นก็ส่ายศีรษะไม่รู้ไม่เห็นด้วยท่าทางหวาดๆ
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าบุตรสาวของเขาหายตัวไปถึงตอนนี้หากนางหนีออกไปเองเขายังรู้สึกโล่งอกยิ่งกว่าการที่นางถูกใครสักคนพาตัวไปและใครคนนั้นต้องเกี่ยวข้องกับหัวลูกธนูอันนี้ถึงเก้าส่วน
มาจนตอนท้ายหลินหลานหรูก็หายไปสองวันเต็มๆไม่มีผู้ใดพบเห็น ไม่มีใครรู้อะไรทั้งนั้นหลินหานฉีไม่อาจรั้งอยู่บนเขตเขาแห่งนี้ต่อไปได้อีกยังมีอีกหลายร้อยชีวิตในขบวนที่เขาต้องพากลับเมืองหลวง
ส่วนเรื่องหลินหลานหรูตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่านางหายไปหลินหานฉีก็สั่งให้คนที่ไว้วางใจได้ออกตามหานางอย่างลับๆ ทั้งส่งกลับไปที่เจียงซูทั้งให้คอยจับตาดูคนในสำนักคุ้มภัยหนานเหรินเพราะเหรินอันอันก็หนีไปได้ในคืนเดียวกันนี้และยังมีหัวลูกธนูที่ต้องตามสืบหาที่มา
ที่สำคัญอีกอย่างคือจะให้ผู้ใดรู้เรื่องการหายตัวไปของหลินหลานหรูไม่ได้ดังนั้นหลินหานฉีจึงทำทุกอย่างเพื่อตบตาทุกคนว่าหลินหลานหรูยังคงอยู่ในค่ายและได้ร่วมเดินทางกลับจนกระทั่งถึงจวนสกุลหลินในเมืองหลวงอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้หลินหลานหรูเสื่อมเสียรอวันที่เขาตามหานางเจอ ไม่ว่านางจะกลับมาในสภาพเช่นไรนางก็คือบุตรสาวที่รักของเขา คือคุณหนูสกุลหลินผู้สูงศักดิ์
เคราะห์ร้ายก็แต่เสี่ยวจิงกับเสี่ยวจูที่ไม่อาจละเว้นความผิดถูกหลินหานฉีสั่งลงโทษโบยไปคนละหนึ่งร้อยไม้ เสี่ยวจิงยังดีหน่อยแต่เสี่ยวจูยังเด็ก...นางเกือบตาย ถ้าไม่เพราะหลินหานฉีจำเป็นต้องใช้พวกนางตบตาเรื่องการหายตัวไปของหลินหลานหรูแล้วไม่เช่นนั้นคงเอาชีวิตไม่รอด
"คุณหนู ท่านหายไปที่ใดเจ้าคะ"
ประโยคนี้ของสาวใช้ถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบโหยราวจะสิ้นใจอยู่รอมร่อคนเอ่ยได้แต่หวังว่าสายลมจะช่วยพัดพาให้คำพูดนี้ลอยละลิ่วข้ามทิวเขา ล่องลอยไปไกลอีกหลายพันลี้ให้ถึงหูคุณหนูโดยเร็ว
สามเดือนหลังจากนั้น…
หนวกหูชะมัด!
หนี? หนีอีกแล้ว หนีมาสิบรอบแล้วสุดท้ายก็ถูกจับล่ามโซ่
ถึงอย่างนั้นก็ต้องหนีรอบที่สิบเจ็ดแล้ว คงมาได้ไกลเท่านี้กระมัง
ข้า-ไป-ต่อ-ไม่ไหวแล้ว!
................................
อีกาดำฝูงใหญ่กระพือปีกบินหนีหายไปกับความมืดในยามค่ำคืนเมื่อวัตถุทรงประหลาดเคลื่อนผ่านต้นไม้แห้งตาย
"สหายๆอะไรอยู่ในกรงขังบนรถลากคันหน้าสุดเหตุใดมีคนหน้ายักษ์ขี่ม้าคุมข้างหน้าข้างหลังเยี่ยงนั้น"
แว่วเสียงกระซิบของเด็กหญิงดังลอดออกมาจากกรงขังบนรถลากคันที่เก้าไม่รู้ว่าเป็นมือของเด็กหญิงนางใดที่กำลังแง้มผ้าคลุมสีดำออกมานอกกรง
"ข้าไม่รู้ ข้ามาทีหลังนาง..."
"ได้ยินว่านางหนีมาเกือบยี่สิบรอบแล้วสภาพจึงไม่ต่างจากผีเดินได้"
"นางไม่ใช่มนุษย์!ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็นถึงกับล่ามโซ่เหล็กทั้งมือและเท้า เมื่อวานตอนที่ลมพัดแรงๆจนผ้าคลุมสีดำเปิดออก กรงเหล็กบนรถลากคันนั้นหนาถึงสามชั้นละ"
"ชู่ว! พวกเจ้าเบาเสียงหน่อยใช่เรื่องที่ต้องเอามาพูดหรือ"
เด็กหญิงนางเดิมปล่อยมือจากผ้าคลุมสีดำที่เพิ่งแง้มขึ้นเมื่อครู่ลง"นี่ๆ พวกเจ้าดู ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มสว่างอีกแล้ว"
รถลากลึกลับกว่าสิบคันพร้อมชายสวมหน้ากากยักษ์สีทองอีกยี่สิบกว่าคนขี่ม้าคุมขบวนตลอดทางพวกเขาอาศัยความมืดในยามกลางคืนเพื่อขนสิ่งที่อยู่ในกรงไปส่งยังสถานที่นัดหมายระหว่างนั้นจะหยุดพักและหลบซ่อนในตอนกลางวัน เพื่อหลบเลี่ยงสายตาผู้คนไม่ให้พบเห็น
กระนั้นหากผู้ใดผ่านทางมาแล้วพบเห็นเข้าจนกระทั่งเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา ถ้าเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจแล้วผ่านทางไปราวกับอากาศธาตุก็จะมีชีวิตกลับไปเล่าให้ผู้อื่นฟังต่อได้ว่ารถลากเหล่านั้นไม่รู้ขนสิ่งใด ใช้ผ้าคลุมสีดำปกปิดอย่างมิดชิด บ้างก็ว่าในกรงพวกนั้นเป็นสัตว์ป่าดุร้ายบ้างก็ว่าเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ บ้างก็คิดกันไปต่างๆ นานา
เพราะผู้ที่ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องดังมาจากข้างในรถลากล้วนได้กลายเป็นศพและไม่มีโอกาสได้กลับไปเล่าต่อให้ผู้ใดฟังอีก
รถลากทั้งหมดหยุดลงยังพื้นที่รกร้างชายป่าทางเหนือเพื่อรอเวลาฟ้ามืดมาเยือนอีกครั้ง
ชายสวมหน้ากากยักษ์สี่ห้าคนเดินหิ้วถุงสีดำใบใหญ่ก่อนล้วงของที่อยู่ข้างในโยนเข้าไปในกรงขังบนรถลากแต่ละคัน
รอจนมาถึงกรงเหล็กสามชั้นบนรถลากคันแรกสุด
"เดี๋ยว"ชายสวมหน้ากากยักษ์ที่กำลังยืนคุมสิ่งที่อยู่ในกรงไม่ให้หนี ยื่นมือออกไปขวาง"ส่งมาให้ข้า"
แม้กระทั่งพวกเดียวกันยังระแวงชายสวมหน้ากากที่หิ้วถุงสีดำล้วงมือหยิบของข้างในออกมาก่อนโยนไปให้ผู้คุมที่เอ่ยขอเมื่อครู่ "เชิญท่าน"
จากนั้นคนส่งอาหารก็เหวี่ยงถุงสีดำวางพาดลงบนไหล่เดินผ่านหน้าผู้คุมออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
สักพักต่อมาเสียงเคาะกรงเหล็กจึงดังขึ้นเป็นจังหวะสามครั้ง
ไม่นานก็ได้ยินเสียงโซ่เหล็กขยับดังมาจากด้านในชายสวมหน้ากากเลิกผ้าคลุมสีดำขึ้นเล็กน้อยเพื่อส่งอาหารและน้ำเข้าไป
"รีบๆ กินซะถ้าอยากจะหนีเป็นรอบที่สิบแปดก็กินเข้าไปอย่าเรื่องมากเอาชีวิตในนี้ให้รอดซะก่อนค่อยว่ากัน"
หลินหลานหรูเลื่อนมือผอมคล้ำอีกทั้งยังพ่วงด้วยโซ่เหล็กหนักถึงสามชั่ง[1] เอื้อมไปหยิบข้าวปั้นแข็งๆ บนพื้นขึ้นมานางปัดเศษฟางบนข้าวออกจนรู้สึกพอใจแล้วค่อยกัดไปคำเล็กสามคำก็กินไม่ลงอีก
ริมฝีปากแห้งแตกปนไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรังขยับพึมพำเสียงเบาตามมา"ไม่อร่อยเลยสักนิด"
นางทิ้งตัวนอนหงายไปกับพื้นก่อนชูข้าวปั้นขึ้นด้านบนราวกับจะใช้สายตาร่ายเวทให้มันกลายเป็นสะโพกไก่ย่างน้ำมันอย่างไรอย่างนั้น
เมื่ออะไรก็ไม่สำเร็จดั่งใจหวังนางจึงถอนหายใจอย่างรู้สึกปลง
รอบนี้กรงเหล็กหนาขึ้นถึงสามชั้นโซ่เหล็กหนักขึ้นอีกหนึ่งชั่ง สิบเจ็ดครั้งกับระยะเวลาสามเดือนในการหนี
เฮ้อ...ข้าขี้เกียจหนีแล้วแต่ยังไงก็ปล่อยให้ร่างกายซูบผอมลงไปกว่านี้ไม่ได้
หลินหลานหรูจำใจกัดข้าวปั้นแข็งๆไร้รสชาติไปทั้งความรู้สึกขมขื่นในใจ เคี้ยวหยาบๆแล้วฝืนกลืนจนไม่มีเหลือสักเศษชิ้น ได้ความรู้สึกเค็มๆ จากเลือดบนริมฝีปากเคล้าไปกับข้าวที่ไร้รสชาติก็นับว่าไม่เลวทีเดียว
ข้าวก็กินหมดแล้ว น้ำก็กินแล้วคราวนี้คงต้องนอนพักเอาแรงสักหน่อย
ตลอดทั้งคืนที่รถลากเคลื่อนที่เสียงล้อรถบดไปกับหินกรวดบนพื้นถนน ฟังแล้วช่างน่าหนวกหูยิ่ง...จะไม่ให้นางฟังก็ไม่ได้ ยามนี้รถลากหยุดพักเพื่อหลบซ่อนความเงียบรอบข้างจึงช่วยกล่อมให้เปลือกตาเขียวช้ำของนางปิดลงจนได้
บาดแผลที่หลินหลานหรูได้รับตามร่างกายทั้งหมดนี้เกิดจากการถูกเฆี่ยนด้วยแส้หนามหลังถูกจับกลับมาได้จำนวนครั้งในการถูกเฆี่ยนจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งที่หลบหนีเป็นสองเท่า
ดังนั้นคงไม่ต้องเอ่ยถึงกระมังว่านางถูกเฆี่ยนไปแล้วกี่ครั้งเวลานี้นางยังสามารถทนรับพิษบาดแผลมาได้ นับว่าเทพในหมู่เทพแล้ว
หลินหลานหรูหลับไปแล้วก็จริงทว่าความน่ากลัวและความโหดเหี้ยมที่นางได้รับมาตลอดสามเดือนยังตามเป็นผีหลอกหลอนหลังถูกลักพาตัวออกจากกระโจมในค่ายพักแรมสกุลหลินครั้งนั้นนางก็เอาแต่คิดหาทางหลบหนีไม่เว้นวัน
เมื่อหนีออกมาได้แล้วอย่างไรที่ต้องทำคือวิ่งไปให้สุดชีวิต ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คุมนับสิบตามมานางถึงกับรู้สึกอกสั่นขวัญผวา ยิ่งวิ่งยิ่งใกล้เข้ามา ยิ่งวิ่งยิ่งใกล้ขึ้นเรื่อยๆแต่ละช่วงก้าวเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยามนั้นไม่ว่าสิ่งใดขวางตรงหน้าล้วนมองไม่เห็นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดปลุกให้นางวิ่งฝ่าดงหนามทั้งเท้าเปล่า
แม้แต่ยามนี้ที่ดูเหมือนหลับสนิทกลับต้องวิ่งหนีผู้คุมหน้ากากยักษ์ในห้วงฝันเผลอเปล่งเสียงละเมอราวกับจะขาดอากาศหายใจ
รอจนกระทั่งผู้คุมหน้ากากยักษ์โผล่มาล้อมรอบด้านการหลบหนีของนางจึงลงเอยด้วยความล้มเหลวนับจากนั้น...
เสียงล้อรถบดพื้นถนนดังขึ้นอีกครั้งภาพตรงหน้าค่อยๆ ปรากฏให้เห็นโครงเหล็กซ้อนกันเป็นชั้นๆภายในกรงขังสั่นคลอนไปมาตามจังหวะรถลากเคลื่อนที่หลินหลานหรูยันศอกกับพื้นเพื่อลุกขึ้นนั่ง
เมื่อครู่นางฝัน ส่วนตอนนี้...
อืมคงลุกขึ้นนั่งได้แค่ในความคิดกระมัง
ฮ้า!! เหตุใดข้ายังนอนอยู่ลุกไม่ขึ้น? แย่แล้วๆ ป่วยจนได้ หลินหลานหรูได้แต่โอดครวญในใจแผลเก่าเพิ่งจะสมาน แผลใหม่ดันอักเสบขึ้นมาเสียได้ ถ้าได้ยาปฏิชีวนะสักหลอดก็คงดีล่ะน่า...ปัดโธ่ จะหาจากไหนล่ะ!
บ่นอยู่อย่างนั้นแหละ บ่นไปเรื่อยๆและเรื่อยๆ อาการก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ วันต่อวันผ่านไป หลินหลานหรูรู้สึกเหมือนตัวเองมีสติน้อยลงนอกจากเสียงผู้คุมเคาะกรงเหล็กคอยส่งอาหารและน้ำให้กับอีกเสียงที่ได้ยินคือล้อรถบดถนน อย่างอื่นล้วนไม่รับรู้เวลาผ่านไปกี่วันแล้ว...ไร้สติคำนวณได้
จนกระทั่งคืนหนึ่งที่รถลากยังคงเคลื่อนที่ไปอย่างต่อเนื่องหลินหลานหรูรู้สึกดีขึ้นและลุกขึ้นมากินข้าวปั้นแข็งๆ ได้ดังเดิมทว่าก็ยังไม่วายบ่นไปคนเดียวเงียบๆ "ข้าอยากกินสะโพกไก่ย่างน้ำมันจริงๆนะ"
เป็นความรู้สึกที่ทรมานยิ่งกว่าถูกเฆี่ยนเหตุใดพวกเขาไม่โรยเกลือลงไปในข้าวบ้าง สักเล็กน้อยให้พอรู้รสก็ยังดีเช่นนี้จะต่างอะไรกับให้นางเคี้ยวท่อนไม้
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ใส่เกลือแต่เป็นหลินหลานหรูกำลังฝืนร่างกายตัวเองไม่ยอมรับว่าสภาพของตนตอนนี้ไม่ต่างจากคนตายแล้วฟื้นที่นางยังทนอยู่ได้เป็นเพราะใจที่แข็งจนผิดมนุษย์ต่างหาก
เพราะเหตุนี้สัมผัสการรับรสจึงหายไปชั่วคราวแม้แต่ความเค็มของเลือด นางไม่รู้ตัวว่าได้จินตนาการรสนั้นขึ้นจากกลิ่นคาวที่สัมผัสได้ทางจมูกต่อให้นางได้กินสะโพกไก่ย่างน้ำมันสมใจก็คงจะอร่อยกว่าข้าวปั้นในมือเพียงเศษทรายกระมัง
นับตั้งแต่หลินหลานหรูออกเดินทางจากเจียงซูในต้นฤดูใบไม้ผลิเวลานี้ได้ล่วงเข้าฤดูหนาวเป็นที่เรียบร้อย อากาศจึงเย็นตัวขึ้นทุกขณะ
เช้ามืดวันนี้รถลากหยุดชะงักติดต่อกันบ่อยจนผิดสังเกตราวกับพวกผู้คุมหน้ากากยักษ์ต้องจ่ายค่าผ่านทางก่อนถึงจะไปต่อได้ซึ่งไม่เชิงว่าเป็นค่าผ่านทางเสียทีเดียวหลินหลานหรูได้ยินพวกเขาเปล่งเสียงเป็นสัญญาณขานรับกันเป็นภาษาที่ไม่เคยมีปรากฏในตำราเล่มใดที่นางอ่านรอหลังจากนั้นรถลากถึงเคลื่อนที่ต่อไปได้
นางแง้มผ้าคลุมสีดำออกเล็กน้อยบังเอิญจ๊ะเอ๋สบตากับชายสวมหน้ากากที่กำลังขี่ม้าคุมรถลากของนางอย่างเข้มงวดนึกแล้วก็รู้สึกขำ สถิติในการหนีของนางคงทำให้พวกเขาผวาเลยไม่เผยช่องโหว่ใดให้นางใช้หนีได้อีก
ชั่วอึดใจที่นางเอียงใบหน้ามองออกไปชายสวมหน้ากากพลันยกแส้หนามในมือขึ้นขู่
ไอ๊หยา!
เร็วเท่าความคิดนางรีบปล่อยมือจากผ้าคลุมทันทีเห็นแส้ที่ใช้เฆี่ยนตัวเองทีไรให้ความรู้สึกเย็นสันหลังทุกครั้งไปไหนจะหน้ากากยักษ์สีทองสยองขวัญนั้นอีก นี่หรือสัตว์ประหลาดในตำนานที่ทำให้เด็กน้อยหวาดหวั่นขวัญผวาขนาดนางที่เนื้อแท้ไม่ใช่เด็กยังรู้สึกแสบกระเพาะขึ้นมาจี๊ดๆ
ในที่สุดขบวนรถลากก็หยุดลงยังด้านข้างของกิจการโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
เด็กหญิงทั้งหมดถูกพาตัวลงจากรถลากด้วยความงุนงงไม่มีใครกล้าแหกปากร้องขอให้คนช่วยหรือวิ่งหนีเมื่อได้มองสบตาชายสวมหน้ากากยักษ์เหล่านั้นพวกเขามีแส้หนามในมือ ขอเพียงมีใครคิดวิ่งออกจากกลุ่มแส้อันนั้นจะหวดฟาดกระทั่งเดินไม่ได้เชียวละ
"สหายๆคนหน้ายักษ์พวกนี้จะพาเราไปที่ใดกัน"
เด็กหญิงคนหนึ่งเหล่มองตามเสียงในใจคงอยากตอบว่า ...จะไปรู้เรอะ!
เมื่อกรงบนรถลากคันแรกสุดกำลังจะถูกเปิดเด็กหญิงด้านล่างพลันเงียบเสียงกระซิบลงทันควัน ด้วยรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวแปลกๆเนื่องจากผู้คุมหน้ากากยักษ์ขยับเข้ามาล้อมหน้าและหลังราวกับกลัวว่าเจ้าสัตว์ประหลาดข้างในจะแหกกรงหนีออกมาทุกเมื่อ
"รอนางลงมาแล้วกลายร่างเป็นหมาป่าข้าจะขอให้นางช่วย"
เด็กหญิงคนเดิมเหล่มองตามเสียงอีกเช่นเคยครานี้นางไม่ได้คิดในใจแล้วแต่กระซิบกลับ"ขอให้นางไม่งับศีรษะเจ้าก่อนเถอะ"
เพียงแค่ได้ยินเสียงโซ่เหล็กขยับเด็กหญิงกว่ายี่สิบคนถึงกับใจเต้นตึกๆด้วยว่าพวกนางถูกขังอยู่ในกรงไม่ทำอะไรนอกจากคุยโม้ไปวันๆเรื่องสัตว์ประหลาดในกรงขังคันแรกสุดจึงเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง
ผ้าคลุมสีดำถูกยกขึ้นเหนือประตูกรงเหล็กรอผู้คุมคนที่หนึ่งปลดโซ่ประตูกรงชั้นแรก คนที่สองปลดอีกชั้นและคนที่สามปลดชั้นสุดท้าย ประตูกรงถึงได้เปิดออกสักทีด้านนอกฟ้าสว่างเพียงเลือนราง หลินหลานหรูต้องหลับตาปรับแสงเล็กน้อยดังนั้นตอนที่ขากำลังก้าวออกจากประตูจึงเซไปด้านข้างโซ่บนข้อมือกระทบกรงเหล็กจึงเกิดเสียงดัง
ผู้คุ้มลอบเหงื่อตกอย่างหวั่นๆเตรียมท่าป้องกันไว้ก่อนแล้ว ส่วนเด็กหญิงด้านล่างบางคนตกใจจนล้มนั่งกับพื้นร้องไห้ก็มี
เฮ้อ! ข้าก็แค่จะล้มเองไม่ใช่หรือไม่ได้จะงับศีรษะผู้ใดซะหน่อย แม้สิบเจ็ดครั้งที่หนีจะทำผู้คุมตายไปสามคนก็เถอะนั่นเพราะพวกเจ้าไม่ระวังเอง หลินหลานหรูเหนื่อยใจนางกลายเป็นปีศาจร้ายได้เพียงไม่กี่เดือน งามไส้ไหมล่ะ
"เงียบ!" ผู้คุมตวาดลั่น
หลินหลานหรูถูกพาไปรวมกับเด็กหญิงกว่ายี่สิบคนที่ถูกจับมาพร้อมกันชายหน้ากากยักษ์ยืนคุมหน้าและหลังคอยสั่งให้พวกนางเดินไปข้างหน้าด้วยความสงบลักลอบแทรกผ่านช่องว่างระหว่างอาคารไปอย่างเงียบๆ
เชื่อว่าหากเด็กหญิงเหล่านี้ตะโกนให้เสียงดังหน่อยคนที่เดินเข้าออกโรงเตี๊ยมในยามเช้าตรู่ขณะนี้จะต้องได้ยินเป็นแน่เสียดายที่เรื่องง่ายๆ เช่นนี้คงไม่มีวันเกิดขึ้นผู้ใดจะรู้ว่าอีกฝั่งของอาคารคือโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่มีผู้คนพลุกพล่านไม่น้อย
แม้แต่หลินหลานหรูเองก็ไม่รู้นางเดินเท้าเปล่าย่ำบนพื้นกรวดที่เหลี่ยมและคมลากโซ่เหล็กหนักสามชั่งไปอย่างเชื่องช้าผู้คุมจึงผลักด้านหลังให้เพิ่มความเร็วในการเดินซ้ำๆ
มีจังหวะหนึ่งที่นางหกล้ม
เสื้อผ้าที่เด็กทุกคนต่างสวมในเวลานี้เป็นผ้าป่านตัวหลวมโพรกสีน้ำตาลซีด แขนเสื้อทั้งสองถูกตัดให้สั้นจึงไม่ช่วยป้องกันอะไรเลยในยามที่คนหกล้มข้อศอกและแขนของหลินหลานหรูได้แผลใหม่ทับลงไปบนแผลเก่าอีกตามเคย
นางรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่สุดยกสองมือที่คล้องด้วยโซ่หนักๆ ขึ้นปัดเส้นผมยุ่งเหยิงบนใบหน้ายันเข่าลุกขึ้นยืนแล้วเดินต่อไปอย่างเยือกเย็นทว่าในใจกลับไม่มีครั้งไหนที่ยอมจำนนต่อการถูกกระทำเช่นนี้
แววตานางแข็งกระด้างใจเดือดพล่านแทบลุกเป็นไฟ
ข้าจะจดจำทุกสิ่งที่พวกเจ้าทำกับข้า!
ยามที่หลินหลานหรูเอาแต่เคียดแค้นผู้อื่นอยู่ในใจนั้นอีกฝั่งหนึ่งของอาคาร มีคนกลุ่มหนึ่งมากด้วยอำนาจและท่วงท่างดงามน่าเกรงขามเดินออกจากโรงเตี๊ยมหนึ่งในนั้นหลินหลานหรูคงรู้จักเป็นอย่างดี
ไม่รู้สิ่งใดดลใจให้นางเงยหน้าขึ้นมารวมถึงคนผู้นั้นที่เดินอยู่อีกฝั่งของอาคารก็ด้วย
ทั้งคู่สบตากัน...
ราวกับสายลมพัดผ่านไม่อาจหวนกลับดั่งผิวน้ำที่เคยสงบนิ่งแต่เกิดสั่นไหวขึ้นเพียงชั่ววูบดุจห้วงเวลาที่ได้เห็นแสงสว่างคอยอยู่เบื้องหน้ากลับไร้เรี่ยวแรงให้ก้าวต่อประหนึ่งตกอยู่ในห้วงฝันอันยาวนานของใครสักคน ...ช่างเลือนรางและจอมปลอม
พลันใจหลินหลานหรูหล่นวูบเมื่อได้พบหน้าสหายเก่าอีกครั้ง ...เสวี่ยเฟิ่ง
แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงแค่แวบเดียวยามมองผ่านช่องว่างระหว่างอาคารแต่กลับบีบรัดใจนางเหลือเกิน เจ็บแค้นจนน้ำตาร่วงข้างในอย่างเงียบเชียบ
หนึ่งปีแล้วไม่ได้พบหน้านางเพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงคนคนหนึ่งมากมายเพียงนี้ แล้วอย่างไรเล่าพบหน้าแล้วอย่างไร เพื่อให้กลุ่มก้อนความทรงจำที่เคยมีร่วมกันในอดีตค่อยๆแตกหายไปทีละก้อนเช่นนี้หรือ
ไม่พบก็แล้วไป พบแล้วจะทำอย่างไรปากที่เม้มปิดสนิทมาตลอด ตอนนี้อยากขยับพึมพำชื่อเขาสักครั้งยังขยับไม่ได้
พ้นช่องว่างของอาคารไปแล้วมองไม่เห็นคนจากอีกฟากแล้วเช่นกัน
หลินหลานหรูดึงสายตาหันกลับด้วยความรู้สึกผิดหวังเขายังสบายดีทุกอย่าง ออกจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ จะให้นางพูดสิ่งใดได้หากวันนี้เห็นเขาแขนขาดไปข้างหนึ่งยังจะรู้สึกดีเสียยิ่งกว่านี้
เจ้าจำข้าในสภาพเช่นนี้ไม่ได้ก็แล้วไปเถอะข้าจะถือว่าไม่เคยมองเห็นสายตาว่างเปล่าเช่นนั้นของเจ้า ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งขอเพียงเอ่ยขอโทษข้า ขอเพียงเจ้าอธิบายต่อหน้าข้า เหตุใดถึงไม่ติดต่อกลับมาเพราะเหตุใดหนึ่งปีนี้ถึงได้หายเงียบ ขอเพียงเจ้าเอ่ยต่อหน้าข้าสักประโยคข้าจะให้อภัยเจ้าทุกอย่างแล้วลืมเรื่องทั้งหมดไปให้สิ้น
__________________________________
[1] ชั่ง (ชั่งจีน) หรือจินเป็นหน่วยชั่งของจีนที่มีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมและยังนิยมใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน