ทางด้านหวงจิ่นกวงนั้นออกจากบ้านั้แ่ฟ้ายังไม่สาง ปลายทางของเขาคือโรงงานเหล็กกล้า ที่อยู่ห่างจากนอกเมืองออกไปไม่ไกลเท่าไหร่ ถึงจะบอกว่ารอให้ร่างกายฟื้นกลับมา แต่เขาก็ไม่สามารถอยู่เฉยๆแล้วคอยกินเงินเดือนโดยเอาเปรียบพี่น้องในโรงงานได้
ก่อนจะออกจากบ้านเห็นภรรยาและลูกนอนกอดกันกลมเลยไม่กล้าปลุก คิดว่าเธอน่าจะรู้เพราะเมื่อคืนเขาก็ได้บอกไปแล้วว่าจะเข้าไปที่โรงงาน
เพราะถนนถูกตัดขาด ทำให้การเดินทางของเขาค่อนข้างลำบาก โชคดีที่พบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน เพราะตัวที่ใส่มาเลอะดินโคลนหมดแล้ว ไม่เหมาะที่จะใส่เข้ามารายงานตัวเท่าไหร่
"สวัสดีครับ มาพบใครเหรอครับ" ยามหน้าโรงงานเอ่ยถาม อาจเพราะว่าเขาใส่เสื้อคลุมทหารมา ทำให้ได้รับการต้อนรับอย่างนอบน้อม
"ผมชื่อหวงจิ่นกวง มารายตัวเข้าทำงานที่แผนกช่างครับ"
"ถ้าอย่างนั้นก็นั่งรอที่นี่ ผมขอไปรายงานกับฝ่ายโรงงานก่อน"
หวงจิ่นกวงพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็นั่งรออยู่ที่หน้าโรงงาน ผ่านไปสักพักยามคนเดิมก็วิ่งกลับมา พร้อมทั้งบอกให้เขาเข้าไปได้ อีกทั้งยังใจดีบอกทางกับเขาอีกด้วย
ภายในโรงงานแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่มากเลยทีเดียว พนักงานของที่นี่ก็มีเยอะจริงๆ ตอนนี้เป็เวลา 07.00 น. แต่ทุกคนก็เดินสวนกันไปมา บางคนก็เตรียมจะออกกะ บางคนก็เตรียมจะเข้าทำงานในกะเช้า
"สวัสดีค่ะ คุณกวงใช่ไหมคะ" เข้ามาถึงข้างในก็มีพนักงานสาวยืนรออยู่ก่อนแล้ว
"ครับ" เขาตอบรับ
"ผู้จัดการมาถึงพอดี เชิญทางนี้ค่ะ"
หญิงสาวใบหน้าเรียบเนียน แต่งตัวสะอาดสะอ้าน กำลังเดินนำหวงจิ่นกวงไปพบกับผู้จัดการ ถ้าให้เดาหล่อนน่าจะเป็เลขาของเขาอย่างแน่นอน
พอเดินไปถึงห้องสุดท้าย หญิงสาวก็ยกมือขึ้นเคาะประตุหน้าห้อง ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"ผู้จัดการคะ คุณกวงมาถึงแล้วค่ะ"
"เข้ามาเถอะ" เสียงตอบรับจากคนข้างใน เธอจึงหันมายิ้มให้คนข้างๆ จากนั้นก็เปิดประตูเข้าไปข้างใน
ชายหนุ่มเดินตามเงียบๆไม่ได้พูดหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ อีกทั้งยังไม่เสียงกิริยาท่าทาง เขายังคงรักษาท่วงท่าได้เป็อย่างดี ไม่มีอาการประหม่าแสดงออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ทั้งเ้านายและลูกน้องต่างก็คอยสังเกต และอดชื่นชมอยู่ในใจ
"นั่งก่อนสิ"
"ขอบคุณครับ"
"ผมได้รับรายงานเื่ของคุณแล้ว ต้องขอบคุณทหารกล้าอย่างพวกคุณมาก ที่เสียสละชีวิตและความเป็ส่วนตัวเพื่อรักษาประเทศชาติ โรงงานของเรายินดีเป็อย่างยิ่ง ที่มีส่วนร่วมในการให้การช่วยเหลือที่เป็ประโยชน์ต่อชาติ"
ผู้จัดการร่ายยาว คล้ายกับว่าเขากำลังอ่านบทความสรรเสริญอยู่ก็ไม่ปาน ระหว่างที่เขาร่ายยาวอยู่นั้น หวงจิ่นกวงก็ไม่ได้พูด หรือแสดงอาการใดๆออกมา ทำเพียงเป็ผู้ฟังที่ดีเท่านั้น
"เพียงแต่ว่าคุณกวง ถึงคุณจะเป็ผู้กล้า แต่อย่าลืมว่าสนามรบและสนามการทำงานนั้นต่างกัน การที่จะให้คุณขึ้นมาเป็หัวหน้างานเลยนั้นผมคิดว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะได้รับการยอมรับจากลูกน้อง ไม่สู้ฝึกงานเป็พนักงานทั่วไปไปก่อน เอาไว้รอมีประสบการณ์แล้วค่ะขึ้นมาเป็หัวหน้าก็ยังไม่สาย"
ความกังวลที่ผู้จัดการมีต่อเขานั้น ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจ อยู่ดีๆให้คนที่อยู่ในสนามรบ เป็แต่ถือปืนแบกไป-มา มาคุมคนงานตั้งกี่ชีวิต ประสบการณ์ก็ไม่มี มันก็เป็เื่ยากที่จะยอมรับได้
"เื่นี้แล้วแต่ทางผู้ใหญ่จะเห็นสมควรครับ"
"นั่นอย่างไรล่ะ ผมคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคุณกวงพูดไม่ยาก ดีๆ ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ เลขาลู่ไปจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อย เปลี่ยนตำแหน่งงานของคุณกวง รวมถึงเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ ลดลงมาให้เหมือนพนักงานทั่วไป"
"เพียงแต่ผมเองก็ต้องรายงานให้กับอดีตผู้บังคับบัญชาของผมทราบเหมือนกัน เพราะท่านก็รอฟังอยู่" เพียงแต่ในเมื่อผู้บังคับบัญชาเชื่อมั่นในตัวเขา ก็ไม่มีความจำเป็อะไรที่เขาจะไม่คว้าโอกาสทองนี้เอาไว้
ผู้จัดการหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเื่นี้รู้ไปถึงหูของผู้ใหญ่ มีหวังเขาคงถูกเลื่อยขาเก้าอี้เป็แน่ ใครใช้ให้ภรรยาหัวหมอ อยากจะเอาน้องชายขึ้นมาแทนตำแหน่งใหม่ที่เปิดขึ้นเฉพาะผู้ชายน่ากลัวคนนี้เล่า ถึงจะมีอำนาจเหลือล้นในโรงงาน แต่กลับถึงบ้านก็ต้องเชื่อฟังภรรยาอยู่ดี
"ระ เื่นี้ เราสามารถพูดคุยกันได้ อย่างที่ผมบอกเหตุผลไป ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้คุณได้ตำแหน่ง เพียงเื่แบบนี้ต้องอาศัยประสบการณ์"
"ผมยินดีเรียนรู้งานอย่างหนัก ผู้จัดการรู้หรือเปล่าทหารใหม่ถูกฝึกแบบไหนเมื่อไปถึงค่าย" หวงจิ่นกวงพูดเสียงเย็น
เขาไม่เกรงกลัวผู้ชายหัวล้านคนนี้เลยสักนิด แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าคิดอะไร คิดจะเอาตำแหน่งของเขาไปมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก
หลังจากจัดการเื่โรงงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไปดูบ้านพักที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ ซึ่งบ้านพักนี้จะเป็ของพนักงานในโรงงานทั้งหมด ถือว่าสวัสดิการของที่นี่ไม่เลวเลย
ชายหนุ่มเดินสำรวจบ้านขนาด 60 ตารางวา มีทั้งหมด 2 ห้องนอน และมีห้องครัว ห้องน้ำแยกออกมาก็พยักหน้าเบาๆ ถือว่าเ้านายเก่าเมตตาเขาไม่น้อยเลย ถึงขั้นให้บ้านของพนักงานตำแหน่งสูงแก่เขา คงต้องเขียนจดหมายไปรายงานเื่นี้อย่างเร็วที่สุด
จัดการเื่โรงงานเสร็จแล้ว กำหนดการย้ายเข้ามาทำงานที่โรงงานแห่งนี้คือต้นเดือนมิถุนายน เพราะตอนนี้เป็่กลางเดือนพฤษภาคม ในรายงานระบุชัดเจนว่าเขาสามารถเริ่มงานได้เร็วสุดคือเดือนมิถุนายน ถือว่าเป็เ้านายลูกน้องที่รู้ใจกันดี เพราะอะไรที่เขาคิด ดูเหมือนเ้านายจะคาดเดาเอาไว้ก่อนแล้ว
กลับถึงบ้านก็เป็เวลา่บ่ายแล้ว เห็นผู้เป็ย่านั่งชะเง้อคออยู่ที่ลานหน้าบ้าน โดยมีลูกชายของเขาวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก
"ไม่สบายอยู่ออกไปไหนมาั้แ่เช้า ถามแม่ิเอ๋อร์ก็บอกไม่รู้ ไม่ได้เื่จริงๆ นอนกินบ้านกินเมืองจนไม่รู้ว่าสามีออกไปไหน" พูดถึงหลานสะใภ้คนนี้แล้วท่านรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียด
"อย่าโทษหล่อนเลยครับ ผมผิดเองที่ออกไปไม่ได้บอกใคร" เขาแก้ตัวแทนภรรยา
"จนป่านนี้ก็ยังแก้ตัวแทนไม่เคยเปลี่ยน" คุณย่าหวงมองค้อนหลานชาย "ตอบย่ามาได้หรือยังว่าไปที่ไหนมา"
จากนั้นเขาก็เล่าเื่ที่ตัวเองจะได้เข้าทำงานที่โรงงานเหล็กกล้าให้กับผู้เป็ย่าฟัง สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรปิดบังผู้เฒ่าคนนี้ เพราะท่านดีต่อด้วยใจจริง และมีเพียงท่านคนเดียวเท่านั้นที่เชื่อในสิ่งที่เขาเป็
"ไอหยา...ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ถ้าย่ารู้ว่าเื่จะเป็แบบนี้ มีเหรอที่ย่าจะไม่เห็นด้วย" คุณย่าหวงตำหนิหลานชาย แต่ใบหน้าของท่านกลับยิ้มไม่หุบ
ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่จะได้บรรจุเข้าไปเป็พนักงาน หนำซ้ำยังได้ตำแหน่งเป็หัวหน้าช่าง เื่น่ายินดีแบบนี้จะให้ท่านอดกลั้นมันเอาไว้ได้อย่างไร
"ถึงผมจะเพิ่งกลับมา แต่ก็พอจะดุออกว่าภรรยาและลูกได้รับการปฏิบัติอย่างไร คุณย่าครับ หลานคนนี้อกตัญญู กลับมาไม่ทันไรก็ต้องขอแยกบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่ขอให้ย่าได้โปรดอนุญาตด้วยนะครับ"
"เ้าสาม หลานของย่าคนนี้เป็อย่างไร ย่ารู้ดีที่สุด หลานไม่ต้องตำหนิตัวเอง เพราะถ้าไม่ได้เงินเดือนที่หลานส่งมาให้ทุกเดือน พวกเราจะมีเงินสร้างบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้เหรอ"
"ถ้าย่าไม่รังเกียจก็ย้ายไปอยู่กับพวกเราที่นั่นดีหรือเปล่าครับ"
"ย่าแก่แล้ว ถ้าจะตายก็ขอตายที่บ้านเกิดเถอะ ในเมืองใช่ว่าจะไกลกัน อารองกับเ้ารองก็ทำงานที่โรงงานเดียวกัน พวกเขายังเดินทางไป-กลับได้เลย วันหยุดค่อยพาิเอ๋อร์มาเยี่ยมย่าก็ได้"
พอเขาได้ยินแบบนี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะนั่นหมายความว่าทุกอย่างคลี่คลายลงแล้ว ที่เหลือก็คงต้องปล่อยให้ท่านซึ่งเป็ผู้าุโที่สุดของบ้านเป็คนจัดการ