ทันใดนั้นก็มีค้างคาวตัวเล็กๆ มารวมกลุ่มกัน แล้วกลายเป็นมนุษย์ในชุดผ้าคลุมสีดำ จำนวนสิบกว่าคน มายืนตรงหน้าศิษย์ของวังน้ำทิพย์
“ หวังเซียว อ่องน้องแห่งวังค้างคาว คำนับท่านรองเจ้าสำนักทั้งสาม และธิดาเทพ”
“ หวังเซียว นี่เจ้าเล่นบ้าอะไรเนี่ย”
“ ก็แค่ล้อเล่นกับ พี่สาว ไม่ได้มีเจตนาอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย”
ศิษย์สตรีที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ตอนนี้สวมผ้าคลุม ร้องห้มร้องไห้ สุดแสนอับอายยิ่งนัก
“ เจ้าทำเช่นนี้เท่ากับลบหลู่ สำนักวังน้ำทิพย์ของเรานะ”
รองเจ้าสำนักไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีชายแต่งชุดสีดำ ค่อยลอยลงมาจากท้องฟ้า มายืนต่อหน้าคนของวังค้างคาว แล้วแพ่พลังขั้นมหาเซียนออกมา ทำให้ ศิษย์ฝั่งวังน้ำทิพย์บางคน ถึงกับต้องคุกเข่าไปกับพื้นไปหลายๆ คน จนกระทั่งมีขุมพลังมหาศาล แผ่ออกมาจากสำนักวังน้ำทิพย์ออกมาช่วยเหลือ ทุกคนหายเป็นปกติ แล้วร่างของเจ้าสำนักวังน้ำทิพย์ลอยออกมาเผชิญหน้า กับ ชายแต่งกายชุดสีดำ
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่เจอกันนาน เจ้าวังหลิน ดูท่านสวยงามอ่อนกว่าวัย อะไรเช่นนี้”
“ ท่านเจ้าวังค้างคาว ไฉนปล่อยให้ศิษย์เข้ามาล่วงเกินคนของข้าเช่นนี้ คิดหาเรื่องกันใช่ไหม?”
คนในสำนักวังน้ำทิพย์เอง ก็ตกตะลึง เพราะใบหน้าของนางในตอนนี้ เยาว์วัยกว่าเดิม แทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในชั่วข้ามคืน
“ เรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กๆ เอาไว้ให้พวกเขาเข้าไปที่เขาเทพนครฟ้า แล้วให้พวกเขาสะสางกันเอง เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลยดีกว่า”
“ ได้ เรื่องนี้ข้าจะถือว่า ศิษย์ของข้าฝีมืออ่อนด้อยไปเอง แล้วท่านพาศิษย์มาที่นี่ทำไม ไม่ไปรอที่เขาเทพนครฟ้าเลยเล่า” เจ้าสำนักได้แต่ถอนถอนใจ ไม่อาจทำอะไรได้
“ ข้ามีเรื่องอยากตกลงกับท่านก่อนให้ลูกศิษย์ของเราขึ้นเขาเทพนครฟ้า”
“ เรื่องอะไร”
“ ข้าอยากสู่ขอ ธิดาเทพของวังน้ำทิพย์ สมรสกับ หวังเซียวบุตรชายของข้า ตอนขึ้นเขาพวกเขาจะได้ช่วยกันผ่านด่าน เพื่อครอบครองสระสุริยันจันทราด้วยกัน”
“ ธิดาเทพ เป็นตัวแทนของเจ้าสำนักคนต่อไป ไม่มีสิทธิแต่งงาน ท่านก็รู้นี่คือกฏของบรรพชน อย่าพูดเรื่องนี้อีก”
“ แต่ว่า เรื่องนี้จะเป็นประโยขน์สำหรับเรา จะได้ช่วยกันต้าน วังทักษิน กับ วังนพเก้า”
ในขณะที่เจ้าวังค้างคาวพูดเช่นนี้ เจ้าสำนักก็ยกมือขึ้นเบรคเอาไว้ พร้อมสูดกลิ่นอะไรบางอย่างได้ แล้วเห็นควันโขมงลอยมาทางด้าน ห้องพักรับรองพิเศษที่ขจรพักอยู่ จึงรีบเดินไปดู พบว่า รอบๆ มีซากศพค้างคาวตายกว่าร้อยตัว ถูกขจรกำลังตัดปีกตัดขาทิ้ง ตัดหัว เหลือแต่หน้าอกค้างคาว แล้วนำมาเสียบไม้เผาไฟ เรียงกันเป็นสิบๆ ตัว จนหนังลอกเหลือแต่เนื้อขาวๆ แล้วกำลังโรยเกลือ มองดูเผินๆ เหมือนนก มากกว่า
“ ไอ้บ้านี่ แกเป็นใคร กลับจับค้างคาวเทพ ของข้ามาย่างกินแบบนี้”
เทพบุตรหวังเซียว เอ่ยออกมาอย่างโกรธแค้น ศิษย์วังน้ำทิพย์ ทุกคนกินเจ พอมาเห็นแบบนี้ แทบจะอาเจียนกันเลยทีเดียว
ขจรลุกขึ้นบิดเนื้อตัว นำค้างคาวย่างมาดม แล้วพูดว่า
“ เนื้อหน้าอกของมันเต็มไปด้วยโปรตีน มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคไต ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น หากทำให้สุกแบบนี้ ยิ่งน่ากินไม่น้อย ข้าไม่เคยเห็นค้างคาวที่ไหนตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย”
ขจรฉีกเนื้อหน้าอกค้างคาวยัดเข้าปากไปชิ้นหนึ่งต่อหน้าทุกคน
“ สั่งสอนมัน” หวังเซียวร้องสั่งลูกน้องให้จัดการกับขจร ลูกน้องสี่คนเดินเข้าไปหมายจะจับตัวขจรแต่ว่า ขจรดีดค้างคาวย่างไฟ ร้อนเข้าที่ร่างของสี่คนจนทั้งหมดกระเด็นลอยกลิ้งไป หลายตลบ
“ พอแล้ว นี่คือศิษย์คนใหม่ของวังน้ำทิพย์ของเรา ชื่อว่าหลิงเทียน นี่เป็นเรื่องของศิษย์ ปล่อยให้พวกเขาไปสะสางกันที่เขาเทพนครฟ้า จะดีกว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ท่านเจ้าวังค้างคาว”
“ ฮึ่ม..” เจ้าวังถึงกับอึ้ง พูดไม่ออกที่ถูกย้อนด้วยคำพูดของตนเอง
“ แล้วเรื่องของธิดาเทพ ข้าก็ไม่มีวันที่จะเห็นด้วยกับท่านอย่างแน่ๆ”
“ ในเมื่อคุยกันด้วยดีแล้ว ไม่ได้ผล พอขึ้นเขาเทพนครฟ้าไปแล้ว เกิดเรื่องใดขึ้น ก็อย่าหาว่า ข้าไม่เห็นแก่หน้าท่านก็แล้วกัน พวกเราไป” แล้วทั้งหมด ก็พุ่งตัวขึ้นฟ้ากลายเป็นค้างคาวตัวเล็กๆ บินไปจากวังน้ำทิพย์ทันที
“ เมื่อสักครู่ที่ข้าพูดออกไปนั้น หวังว่า ผู้อาวุโสคงไม่ว่าอะไรเพราะนี่คือข้อตกลง
หากท่านพาศิษย์ของวังน้ำทิพย์ขึ้นเขาเทพนครฟ้า ไปแช่ตัวที่สระสุริยันจันทรา แล้วกลับมาได้อย่างปลอดภัย ข้าจะมอบ หยดน้ำทิพย์สวรรค์ให้ท่านกลับไป 1 หยด ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
ขจรได้แต่ยิ้มในความเจ้าเล่ห์ของ เจ้าสำนักวังน้ำทิพย์ ที่ได้เม็ดยาโฉมสคราญไปแล้ว 5 เม็ด หน้าตากลายเป็นสาวอ่อนวัยไปแล้ว และยังเรียกร้องให้เขาต้องคุ้มครองศิษย์ขึ้นเขาอะไรนี่อีก ขจรไม่อยากปฏิเสธให้ยืดยาว จึงตอบตกลงไป
แต่ว่า รองเจ้าสำนักสามคนนั้น ต่างไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่พอเจ้าสำนักกระซิบบางอย่างกับพวกนาง ทั้งหมดถึงกับตาโต แล้วมองหน้าเจ้าสำนักโดยอย่างละเอียด ทุกคนต่างยิ้มระรื่น เห็นด้วยกับ เจ้าสำนักกันทั้งสามคน ทำให้ธิดาเทพกับศิษย์เอก ล้วนสงสัยเรื่องนี้กันยิ่งนัก ส่วนขจรนั้นไม่สงสัยเลย เพราะมีผู้หญิงที่ไหน ที่ไม่อยากสวยและอ่อนวัยขึ้น
“ พรุ่งนี้ภูเขาเทพนครฟ้า จะปรากฏให้เห็นเป็นเวลา สามวัน บนยอดเขา จะมีสระน้ำที่เรียกว่า สระสุริยันจันทรา จะเป็นสระที่มีความร้อน และ ความเย็นอยู่ในสระเดียวกัน ผู้ที่ฝึกยุทธ์อย่างเรา หากได้ทำการดูดซับ พลังของสระสุริยันจันทราได้ ร่างกายก็จะสามารถ เพิ่มพลังยุทธ์ได้ทันทีอย่างน้อย 1 ขั้น แล้วยังจะช่วยล้างไขกระดูกให้กลายเป็นกระดูกเซียน พร้อมสำหรับเข้าสู่ขั้นเซียนอีกด้วย โดยใช้เวลาดูดซับไม่เกิน 1 วัน ซึ่งสรรพคุณนี้ ถือว่าดีกว่า หยดน้ำทิพย์สวรรค์หลายเท่า แต่ว่าเขาเทพนครฟ้านี้ จะมาปรากฏให้เห็น ทุกๆ สามปีเท่านั้น และพรุ่งนี้ก็เป็นวันครบกำหนดสามปี ที่ผ่านมา มีสี่สำนักยุทธ์ คือ วังค้างค้าง วังทักษิน วังนพเก้า และวังน้ำทิพย์ของเรา จะส่งตัวแทนสำนักละ 50 คน มีอาจารย์ที่มีฝีมือต่ำกว่าขั้นมหาเซียน ขึ้นไปอีกด้วยอีก 1 คน ฝ่าด่านทั้งหมดสี่ด่าน หากใครขึ้นไปบนยอดเขาได้ ก็สามารถเข้าไปแช่น้ำในสระสุริยันจันทราได้ สามสิบปีที่ผ่านมา สำนักของเราไม่เคยเหยียบขึ้นไปบนยอดเขาได้เลย ครั้งนี้หวังว่าผู้อาวุโสจะช่วย ศิษย์ของสำนักเรา ได้ลงไปแช่ในสระน้ำ สุริยันจันทราบ้าง”
“ แล้วพวกอีกศิษย์สามสำนักมีพลังขั้นไหนกัน”
“ สามปีก่อน พวกมันล้วนผ่านขึ้นอาณาจักร กิ่งเซียนกันหมดทุกคน บางคนก็เข้าอาณาจักรขั้นเซียนแล้ว แต่ศิษย์ของเรา ส่วนใหญ่อยู่แค่อาณาจักรเทพยุทธ์เป็นส่วนใหญ่ มีอาณาจักรกึ่งเซียนก็แค่ศิษย์เอกทั้งสิบคนเท่านั้น”
“ พลังฝีมือระดับนี้ยังคิดเข้าไปอีกเหรอ อย่างนี้ไม่ถูกพวกสำนักอื่นรุมโขกสับเละแน่”
“ ทำยังไงได้ ศิษย์รุ่นก่อน ล้วนอยู่ในอาณาจักรกึางเซียน แต่ก็ยังถูกพวกมันกลั่นแกล้ง จนบัดนี้ พวกนั้นเข็ดขยาดไม่กล้าขึ้นเขา เทพนครฟ้ากันอีก หากว่าพวกเราไม่ส่งศิษย์เข้าไป ต่อไปสามปีข้างหน้า พวกเราก็จะถูกตัดสิทธิ์ที่จะขึ้นเขาเทพนครฟ้าตลอดไป”
“ ใครเป็นคนตรากฏแบบนี้กัน”
“ บรรพชนของสี่สำนัก พวกท่านอยากให้มีการแข่งขันกัน เพื่อจะได้เพิ่มพูนทักษะยุทธ์กันมากขึ้น จึงออกกฏมาแบบนี้”
“ เรียกศิษย์ที่จะขึ้นไปบนเขามาพบข้า ตอนนี้เลย”
“ ตีหนึ่งเนี่ยนะ?”
“ ใช่แล้ว ข้าจะเปิดจุดชีพจรให้พวกเขา เพื่อให้พวกนางเพิ่งพลังยุทธ์ภายในคืนนี้มากที่สุดที่จะมากได้ และจะลงอัคระยันต์คอยปกป้องพวกนางให้รอดปลอดภัยจาก อันตรายที่จะเกิดขึ้นบนเขา”
เจ้าสำนักสั่งให้ศิษย์ที่จะขึ้นเขามายืนรายงานตัว ต่อหน้าขจรทั้งหมดทันที
“ ท่านเจ้าสำนัก ข้าจะใช้ฝ่ามือ สัมผัสที่แผ่นหลังของทุก ๆ คน เพื่อเปิดชีพจร จากนั้นข้าจะลงยันต์เกราะเพชร ให้ทุกๆ คน ดังนั้น อาจต้องมีการสัมผัสร่างกายของพวกนางทุกคน ขอให้ท่านเจ้าสำนักอนุญาตด้วย”
พอเจ้าสำนักพยักหน้าอนุญาต ศิษย์สตรีทั้งหลาย พอรู้ว่าจะต้องเปลือยแผ่นหลังไม่มีใครกล้าออกมาเลยแม้แต่คนเดียว
“ ถ้าเช่นนั้น ช่วยผูกตาของข้าด้วยก็แล้วกัน”
ขจรเอ่ยออกไป ธิดาเทพ เป็นคนน้ำผ้าสีดำผูกตา ขจรด้วยมือของนางเอง
แล้วก็มีคนที่กล้าเป็นคนแรก นางมาถึง ก็ถอดเสื้อทันที ขจรไม่สนใจใช้มือจี้ไปที่จุดด้านหลัง แล้ว ส่งปราณออกไป เปิดจุดชีพจร ของนางทันที ปกตินางอยู่บนโลกเซียน จุดชีพจรเปิดแค่ 300 จุดเท่านั้น แต่ว่าหากคิดฝึกฝนเข้าอาณาจักรเซียน ต้องฝึกฝนจนชีพจรจะเปิดเอง จะได้สูงสุด 600 จุด แต่ว่าขจรไม่ต้องให้พวกนางรอเวลากลับช่วยเปิดจุดชีพจร เปิดไปจนถึง 600 จุดภายในพริบตา จากนั้น ก็นำอุปกรณ์ในการสัก น้ำมันออกมา แล้วเริ่มร่ายคาถาตามที่อาจารย์คงเคยสอนเอาไว้ แม้นว่าเขาจะไม่ ได้เรืองอาคม มีฌาณชั้นสูงเหมือนกับอาจารย์คง แต่เขาก็สามารถเขียนยันต์เกราะเพชร เพื่อป้องกันอันตรายจากคนที่ใช้พลังขั้นเซียนได้อย่างสบาย คนแรกทำเสร็จ นางก็ร้องออกมาอย่างดีใจ ว่าตอนนี้นางข้ามผ่านอาณาจักรเทพยุทธ์ เข้าสู่ อาณาจักรกึ่งเซียนแล้ว แม้จะอยู่ในขั้นปราณ พรหมยุทธ์ระดับต้นก็ตาม
“ ธิดาเทพ ลองใช้ฝ่ามือทำร้ายนางสัก 1 ฝ่ามือซิ” ขจรเอ่ยออกมาเบาๆ ทั้งๆ ที่ยังมีผ้าผูกตาอยู่่ ธิดาเทพก็ลงมือโดยใช้พลังแค่ ครึ่งเดียว
โครม ร่างธิดาเทพถึงกับถอยหลังมาหลายก้าว ทุกคนเห็นก็ตกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ายันต์ที่ใช้คุ้มครองจะทำให้ธิดาเทพที่อยู่ในอาณาจักรเซียน ขั้นปราณเซียนขั้นต้นแล้ว จะถอยหลังมาแบบนี้
หลังจากนั้น ศิษย์ที่เหลือต่างถอดเสื้อรอเข้าคิวให้ขจร เปิดจุดชีพจร และ สักยันต์เกราะเพชร กันจนครบ แม้กระทั่ง ศิษย์เอก และธิดาเทพก็ไม่เว้น
ขจรใช้เวลาจัดการเรื่องเสร็จ ก็ได้เวลาเช้าพอดี ไม่ได้หลับได้นอนกัน ขจรเลยทำท่าฤาษีดัดตน ไปสองสามท่า ร่างกายก็กลับมาสดชื่นอีกครั้ง
“ ทุกคนพร้อมกันแล้ว ก็ออกเดินทางได้เลย”
แต่ละคนเห็นขจรไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยก็ได้แต่อึ้งไป ครั้งนี้ มีรองเจ้าสำนักอันดับที่ 3 นามว่า หลินรั่วฉี เดินร่วมทางไปด้วย ซึ่งเมื่อคืนนางคงได้ กินยาเม็ดโฉมสคราญ ใบหน้าของนางเลยอ่อนกว่าวัย จากวัยสี่สิบ ตอนนี้ดูเหมือนอยู่ในวัยเดียวกันกับ ธิดาเทพเลย
“ อาจารย์อา ท่านไปทำอะไรมา ใบหน้าของท่านถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้”
“ นี่คือประสิทธิภาพของยาเม็ดโฉมสคราญ ที่ผู้อาวุโสหลิงมอบให้ เป็นไงข้าสาวขึ้นมากเลยใช่ไหม”
“ ดูเด็กขึ้นจริงๆ หากข้าได้กินบ้าง ข้าจะกลายเป็นเด็กทารกเลยหรือเปล่า?”
“ ไม่รู้ซิ เอาไว้ค่อยถามท่านผู้อาวุโสหลิงก็แล้วกัน”
ขจรเดินเข้ามาหาทุกคน แล้วบอกว่า
“ ต่อไปอย่าเรียกข้าว่าผู้อาวุโส เรียกข้าว่าศิษย์พี่หลิงก็พอ”
“ ศิษย์พี่หลิง” ทุกคนเรียกพร้อมๆกัน แล้วเจ้าสำนักก็นำเรือเหาะออกมา แล้วพาทุกคนเดินทางไปบนเรือเหาะไม่ถึง ชั่วยามก็มาถึงทางขึ้นเขาเทพนครฟ้า
มีศิษย์ของสามสำนักล้วนมารอกันอยู่ก่อนแล้ว
เจ้าสำนักเข้าไปคุยกับ สี่เจ้าสำนักเพื่อทักทาย แต่มีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองขจรอย่างโกรธแค้น เขาคืออ๋องน้อยทักษินนั่นเอง
“ ศิษย์พี่ต้องระวัง อ๋องน้อยทักษินให้มาก เขามีดาบมังกรทอง หากวันนั้นเขาชักออกมาแล้วละก็ ศิษย์พี่อาจได้รับบาดเจ็บก็ได้ เพราะว่าดาบมังกรทองนั้นเป็นของวิเศษ ว่ากันว่า มีวิญญาณของเทพมังกร สิงสถิตอยู่ด้วย”
“ วิญญาณเทพมังกรเลยรึ?”
“ นอกจากนั้น รองเจ้าวังทักษินป๋อคุน ยังมีพลังขั้นมหาเซียนไปแล้ว แต่ต้องยอมลดพลังเพื่อให้อยู่ในขั้นเซียนจักรพรรดิ เพื่อมาคุ้มครองความปลอดภัยของท่านอ๋องน้อยในครั้งนี้”
“ แล้วสำนักวังนพเก้าล่ะ?”
“ พวกเขาก็ไม่ธรรมดา เทพบุตรและธิดาเทพของวังนพเก้า ล้วนฝึกฝนจนถึงขั้นเซียนอัศวิน พวกเราศิษย์ทั้งหมดสี่สำนัก ไม่มีใครฝึกถึงขั้นนั้นเลยสักคน ยิ่งคนคุม อู๋ซันหลางด้วย ว่ากันว่าเป็นยอดคนจอมเวทย์เลยทีเดียว"
“ แต่ละคนมีพลังสูงกันทั้งนั้นเลย งานนี้คงได้สนุกแน่”
“ก่อนขึ้นเขา จะมีด่านทดสอบพวกเรา อยู่สี่ด่าน ด่านแรกเป็น ด่านป่าไผ่วงกต ด่านที่สองเป็นด่านอสูรแมลง ด่านที่สามเป็นด่านข้ามแม่น้ำสีทันดร ด่านสุดท้ายคือด่านประตูเทพนครฟ้า” ธิดาเทพเอ่ยอธิบายอย่างย่อให้ขจรฟัง
“ แล้วแบบนี้ มีการตายบ้างหรือไม่?”
“ ไม่ ทุกคนพอตาย หรือพอครบสามวัน ทุกคนจะถูกส่งตัวออกมา ที่จุดทางเข้าตรงนี้”
“ มหัศจรรย์แบบนั้นเลย?”
“ ใช่ สถานที่นี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของท่านเทพนครฟ้า ที่สร้างขึ้นมาให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักเราได้ ฝึกฝนกัน”
“ เทพนครฟ้า เป็นใครกันนะ”
ไม่มีคำตอบจากธิดาเทพ แล้วเสียงของ กรรมการจัดงานได้ประกาศให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักเตรียมตัว เพราะบัดนี้ กลุ่มควันสีขาวด้านหน้าหายไปแล้ว ปรากฏเขาสูงตระหง่านสีทอง เหลืองอร่ามปรากฏต่อหน้าทุกๆ คน ยังกับภูเขาทองไม่มีผิด
“ มีเวลาสามวันในการฝึกฝน ทุกคนเตรียมตัว เข้าไปได้”…