โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 115 เขาเทพนครฟ้า

    ทันใดนั้นก็มีค้างคาวตัวเล็กๆ มารวมกลุ่มกัน แล้วกลายเป็นมนุษย์ในชุดผ้าคลุมสีดำ จำนวนสิบกว่าคน มายืนตรงหน้าศิษย์ของวังน้ำทิพย์

    “ หวังเซียว อ่องน้องแห่งวังค้างคาว คำนับท่านรองเจ้าสำนักทั้งสาม และธิดาเทพ” 

    “ หวังเซียว นี่เจ้าเล่นบ้าอะไรเนี่ย”

    “ ก็แค่ล้อเล่นกับ พี่สาว ไม่ได้มีเจตนาอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย”

    ศิษย์สตรีที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ตอนนี้สวมผ้าคลุม ร้องห้มร้องไห้ สุดแสนอับอายยิ่งนัก

    “ เจ้าทำเช่นนี้เท่ากับลบหลู่ สำนักวังน้ำทิพย์ของเรานะ”

    รองเจ้าสำนักไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีชายแต่งชุดสีดำ ค่อยลอยลงมาจากท้องฟ้า มายืนต่อหน้าคนของวังค้างคาว แล้วแพ่พลังขั้นมหาเซียนออกมา ทำให้ ศิษย์ฝั่งวังน้ำทิพย์บางคน ถึงกับต้องคุกเข่าไปกับพื้นไปหลายๆ คน จนกระทั่งมีขุมพลังมหาศาล แผ่ออกมาจากสำนักวังน้ำทิพย์ออกมาช่วยเหลือ ทุกคนหายเป็นปกติ แล้วร่างของเจ้าสำนักวังน้ำทิพย์ลอยออกมาเผชิญหน้า กับ ชายแต่งกายชุดสีดำ

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่เจอกันนาน เจ้าวังหลิน ดูท่านสวยงามอ่อนกว่าวัย อะไรเช่นนี้”

    “ ท่านเจ้าวังค้างคาว ไฉนปล่อยให้ศิษย์เข้ามาล่วงเกินคนของข้าเช่นนี้ คิดหาเรื่องกันใช่ไหม?”

    คนในสำนักวังน้ำทิพย์เอง ก็ตกตะลึง เพราะใบหน้าของนางในตอนนี้ เยาว์วัยกว่าเดิม แทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในชั่วข้ามคืน

    “ เรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กๆ เอาไว้ให้พวกเขาเข้าไปที่เขาเทพนครฟ้า แล้วให้พวกเขาสะสางกันเอง เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลยดีกว่า”

    “ ได้ เรื่องนี้ข้าจะถือว่า ศิษย์ของข้าฝีมืออ่อนด้อยไปเอง แล้วท่านพาศิษย์มาที่นี่ทำไม ไม่ไปรอที่เขาเทพนครฟ้าเลยเล่า” เจ้าสำนักได้แต่ถอนถอนใจ ไม่อาจทำอะไรได้ 

    “ ข้ามีเรื่องอยากตกลงกับท่านก่อนให้ลูกศิษย์ของเราขึ้นเขาเทพนครฟ้า”

    “ เรื่องอะไร”

    “ ข้าอยากสู่ขอ ธิดาเทพของวังน้ำทิพย์ สมรสกับ หวังเซียวบุตรชายของข้า ตอนขึ้นเขาพวกเขาจะได้ช่วยกันผ่านด่าน เพื่อครอบครองสระสุริยันจันทราด้วยกัน”

    “ ธิดาเทพ เป็นตัวแทนของเจ้าสำนักคนต่อไป ไม่มีสิทธิแต่งงาน ท่านก็รู้นี่คือกฏของบรรพชน อย่าพูดเรื่องนี้อีก”

    “ แต่ว่า เรื่องนี้จะเป็นประโยขน์สำหรับเรา จะได้ช่วยกันต้าน วังทักษิน กับ วังนพเก้า”

    ในขณะที่เจ้าวังค้างคาวพูดเช่นนี้  เจ้าสำนักก็ยกมือขึ้นเบรคเอาไว้  พร้อมสูดกลิ่นอะไรบางอย่างได้ แล้วเห็นควันโขมงลอยมาทางด้าน ห้องพักรับรองพิเศษที่ขจรพักอยู่ จึงรีบเดินไปดู พบว่า รอบๆ มีซากศพค้างคาวตายกว่าร้อยตัว ถูกขจรกำลังตัดปีกตัดขาทิ้ง ตัดหัว เหลือแต่หน้าอกค้างคาว แล้วนำมาเสียบไม้เผาไฟ เรียงกันเป็นสิบๆ ตัว จนหนังลอกเหลือแต่เนื้อขาวๆ แล้วกำลังโรยเกลือ มองดูเผินๆ เหมือนนก มากกว่า

    “ ไอ้บ้านี่ แกเป็นใคร กลับจับค้างคาวเทพ ของข้ามาย่างกินแบบนี้”

    เทพบุตรหวังเซียว เอ่ยออกมาอย่างโกรธแค้น ศิษย์วังน้ำทิพย์ ทุกคนกินเจ พอมาเห็นแบบนี้ แทบจะอาเจียนกันเลยทีเดียว

    ขจรลุกขึ้นบิดเนื้อตัว นำค้างคาวย่างมาดม  แล้วพูดว่า

    “ เนื้อหน้าอกของมันเต็มไปด้วยโปรตีน มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคไต ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น หากทำให้สุกแบบนี้ ยิ่งน่ากินไม่น้อย  ข้าไม่เคยเห็นค้างคาวที่ไหนตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย”

    ขจรฉีกเนื้อหน้าอกค้างคาวยัดเข้าปากไปชิ้นหนึ่งต่อหน้าทุกคน

    “  สั่งสอนมัน”  หวังเซียวร้องสั่งลูกน้องให้จัดการกับขจร ลูกน้องสี่คนเดินเข้าไปหมายจะจับตัวขจรแต่ว่า ขจรดีดค้างคาวย่างไฟ ร้อนเข้าที่ร่างของสี่คนจนทั้งหมดกระเด็นลอยกลิ้งไป หลายตลบ

    “ พอแล้ว นี่คือศิษย์คนใหม่ของวังน้ำทิพย์ของเรา ชื่อว่าหลิงเทียน นี่เป็นเรื่องของศิษย์ ปล่อยให้พวกเขาไปสะสางกันที่เขาเทพนครฟ้า จะดีกว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ท่านเจ้าวังค้างคาว”

    “ ฮึ่ม..” เจ้าวังถึงกับอึ้ง พูดไม่ออกที่ถูกย้อนด้วยคำพูดของตนเอง

    “ แล้วเรื่องของธิดาเทพ ข้าก็ไม่มีวันที่จะเห็นด้วยกับท่านอย่างแน่ๆ”

    “ ในเมื่อคุยกันด้วยดีแล้ว ไม่ได้ผล พอขึ้นเขาเทพนครฟ้าไปแล้ว เกิดเรื่องใดขึ้น ก็อย่าหาว่า ข้าไม่เห็นแก่หน้าท่านก็แล้วกัน พวกเราไป” แล้วทั้งหมด ก็พุ่งตัวขึ้นฟ้ากลายเป็นค้างคาวตัวเล็กๆ บินไปจากวังน้ำทิพย์ทันที

    “ เมื่อสักครู่ที่ข้าพูดออกไปนั้น หวังว่า ผู้อาวุโสคงไม่ว่าอะไรเพราะนี่คือข้อตกลง 

    หากท่านพาศิษย์ของวังน้ำทิพย์ขึ้นเขาเทพนครฟ้า ไปแช่ตัวที่สระสุริยันจันทรา แล้วกลับมาได้อย่างปลอดภัย ข้าจะมอบ หยดน้ำทิพย์สวรรค์ให้ท่านกลับไป 1 หยด ท่านคิดเห็นอย่างไร?”

    ขจรได้แต่ยิ้มในความเจ้าเล่ห์ของ เจ้าสำนักวังน้ำทิพย์ ที่ได้เม็ดยาโฉมสคราญไปแล้ว 5 เม็ด หน้าตากลายเป็นสาวอ่อนวัยไปแล้ว และยังเรียกร้องให้เขาต้องคุ้มครองศิษย์ขึ้นเขาอะไรนี่อีก ขจรไม่อยากปฏิเสธให้ยืดยาว จึงตอบตกลงไป

    แต่ว่า รองเจ้าสำนักสามคนนั้น ต่างไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่พอเจ้าสำนักกระซิบบางอย่างกับพวกนาง ทั้งหมดถึงกับตาโต แล้วมองหน้าเจ้าสำนักโดยอย่างละเอียด ทุกคนต่างยิ้มระรื่น เห็นด้วยกับ เจ้าสำนักกันทั้งสามคน ทำให้ธิดาเทพกับศิษย์เอก ล้วนสงสัยเรื่องนี้กันยิ่งนัก ส่วนขจรนั้นไม่สงสัยเลย เพราะมีผู้หญิงที่ไหน ที่ไม่อยากสวยและอ่อนวัยขึ้น

    “ พรุ่งนี้ภูเขาเทพนครฟ้า จะปรากฏให้เห็นเป็นเวลา สามวัน บนยอดเขา จะมีสระน้ำที่เรียกว่า สระสุริยันจันทรา จะเป็นสระที่มีความร้อน และ ความเย็นอยู่ในสระเดียวกัน ผู้ที่ฝึกยุทธ์อย่างเรา หากได้ทำการดูดซับ พลังของสระสุริยันจันทราได้ ร่างกายก็จะสามารถ เพิ่มพลังยุทธ์ได้ทันทีอย่างน้อย 1 ขั้น แล้วยังจะช่วยล้างไขกระดูกให้กลายเป็นกระดูกเซียน พร้อมสำหรับเข้าสู่ขั้นเซียนอีกด้วย โดยใช้เวลาดูดซับไม่เกิน 1 วัน ซึ่งสรรพคุณนี้ ถือว่าดีกว่า หยดน้ำทิพย์สวรรค์หลายเท่า แต่ว่าเขาเทพนครฟ้านี้ จะมาปรากฏให้เห็น ทุกๆ สามปีเท่านั้น และพรุ่งนี้ก็เป็นวันครบกำหนดสามปี ที่ผ่านมา มีสี่สำนักยุทธ์ คือ วังค้างค้าง วังทักษิน วังนพเก้า และวังน้ำทิพย์ของเรา จะส่งตัวแทนสำนักละ 50 คน มีอาจารย์ที่มีฝีมือต่ำกว่าขั้นมหาเซียน ขึ้นไปอีกด้วยอีก 1 คน ฝ่าด่านทั้งหมดสี่ด่าน  หากใครขึ้นไปบนยอดเขาได้ ก็สามารถเข้าไปแช่น้ำในสระสุริยันจันทราได้   สามสิบปีที่ผ่านมา สำนักของเราไม่เคยเหยียบขึ้นไปบนยอดเขาได้เลย ครั้งนี้หวังว่าผู้อาวุโสจะช่วย ศิษย์ของสำนักเรา ได้ลงไปแช่ในสระน้ำ สุริยันจันทราบ้าง”

    “ แล้วพวกอีกศิษย์สามสำนักมีพลังขั้นไหนกัน”

    “ สามปีก่อน พวกมันล้วนผ่านขึ้นอาณาจักร กิ่งเซียนกันหมดทุกคน บางคนก็เข้าอาณาจักรขั้นเซียนแล้ว  แต่ศิษย์ของเรา ส่วนใหญ่อยู่แค่อาณาจักรเทพยุทธ์เป็นส่วนใหญ่ มีอาณาจักรกึ่งเซียนก็แค่ศิษย์เอกทั้งสิบคนเท่านั้น”

    “ พลังฝีมือระดับนี้ยังคิดเข้าไปอีกเหรอ อย่างนี้ไม่ถูกพวกสำนักอื่นรุมโขกสับเละแน่”

    “ ทำยังไงได้ ศิษย์รุ่นก่อน ล้วนอยู่ในอาณาจักรกึางเซียน แต่ก็ยังถูกพวกมันกลั่นแกล้ง จนบัดนี้ พวกนั้นเข็ดขยาดไม่กล้าขึ้นเขา เทพนครฟ้ากันอีก หากว่าพวกเราไม่ส่งศิษย์เข้าไป ต่อไปสามปีข้างหน้า พวกเราก็จะถูกตัดสิทธิ์ที่จะขึ้นเขาเทพนครฟ้าตลอดไป”

    “ ใครเป็นคนตรากฏแบบนี้กัน”

    “ บรรพชนของสี่สำนัก พวกท่านอยากให้มีการแข่งขันกัน เพื่อจะได้เพิ่มพูนทักษะยุทธ์กันมากขึ้น จึงออกกฏมาแบบนี้”

    “ เรียกศิษย์ที่จะขึ้นไปบนเขามาพบข้า ตอนนี้เลย”

    “ ตีหนึ่งเนี่ยนะ?”

    “ ใช่แล้ว ข้าจะเปิดจุดชีพจรให้พวกเขา เพื่อให้พวกนางเพิ่งพลังยุทธ์ภายในคืนนี้มากที่สุดที่จะมากได้  และจะลงอัคระยันต์คอยปกป้องพวกนางให้รอดปลอดภัยจาก อันตรายที่จะเกิดขึ้นบนเขา”

    เจ้าสำนักสั่งให้ศิษย์ที่จะขึ้นเขามายืนรายงานตัว ต่อหน้าขจรทั้งหมดทันที

    “ ท่านเจ้าสำนัก ข้าจะใช้ฝ่ามือ สัมผัสที่แผ่นหลังของทุก ๆ คน เพื่อเปิดชีพจร จากนั้นข้าจะลงยันต์เกราะเพชร ให้ทุกๆ คน ดังนั้น อาจต้องมีการสัมผัสร่างกายของพวกนางทุกคน ขอให้ท่านเจ้าสำนักอนุญาตด้วย”

    พอเจ้าสำนักพยักหน้าอนุญาต ศิษย์สตรีทั้งหลาย พอรู้ว่าจะต้องเปลือยแผ่นหลังไม่มีใครกล้าออกมาเลยแม้แต่คนเดียว

    “ ถ้าเช่นนั้น ช่วยผูกตาของข้าด้วยก็แล้วกัน”

    ขจรเอ่ยออกไป ธิดาเทพ เป็นคนน้ำผ้าสีดำผูกตา ขจรด้วยมือของนางเอง

    แล้วก็มีคนที่กล้าเป็นคนแรก นางมาถึง ก็ถอดเสื้อทันที ขจรไม่สนใจใช้มือจี้ไปที่จุดด้านหลัง แล้ว ส่งปราณออกไป เปิดจุดชีพจร ของนางทันที ปกตินางอยู่บนโลกเซียน จุดชีพจรเปิดแค่ 300 จุดเท่านั้น แต่ว่าหากคิดฝึกฝนเข้าอาณาจักรเซียน ต้องฝึกฝนจนชีพจรจะเปิดเอง จะได้สูงสุด 600 จุด แต่ว่าขจรไม่ต้องให้พวกนางรอเวลากลับช่วยเปิดจุดชีพจร เปิดไปจนถึง 600 จุดภายในพริบตา จากนั้น ก็นำอุปกรณ์ในการสัก น้ำมันออกมา แล้วเริ่มร่ายคาถาตามที่อาจารย์คงเคยสอนเอาไว้ แม้นว่าเขาจะไม่ ได้เรืองอาคม มีฌาณชั้นสูงเหมือนกับอาจารย์คง แต่เขาก็สามารถเขียนยันต์เกราะเพชร เพื่อป้องกันอันตรายจากคนที่ใช้พลังขั้นเซียนได้อย่างสบาย  คนแรกทำเสร็จ นางก็ร้องออกมาอย่างดีใจ ว่าตอนนี้นางข้ามผ่านอาณาจักรเทพยุทธ์ เข้าสู่ อาณาจักรกึ่งเซียนแล้ว  แม้จะอยู่ในขั้นปราณ พรหมยุทธ์ระดับต้นก็ตาม

    “ ธิดาเทพ ลองใช้ฝ่ามือทำร้ายนางสัก 1 ฝ่ามือซิ” ขจรเอ่ยออกมาเบาๆ ทั้งๆ ที่ยังมีผ้าผูกตาอยู่่  ธิดาเทพก็ลงมือโดยใช้พลังแค่ ครึ่งเดียว

    โครม  ร่างธิดาเทพถึงกับถอยหลังมาหลายก้าว ทุกคนเห็นก็ตกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ายันต์ที่ใช้คุ้มครองจะทำให้ธิดาเทพที่อยู่ในอาณาจักรเซียน  ขั้นปราณเซียนขั้นต้นแล้ว จะถอยหลังมาแบบนี้

    หลังจากนั้น ศิษย์ที่เหลือต่างถอดเสื้อรอเข้าคิวให้ขจร เปิดจุดชีพจร และ สักยันต์เกราะเพชร กันจนครบ แม้กระทั่ง ศิษย์เอก และธิดาเทพก็ไม่เว้น

    ขจรใช้เวลาจัดการเรื่องเสร็จ ก็ได้เวลาเช้าพอดี ไม่ได้หลับได้นอนกัน ขจรเลยทำท่าฤาษีดัดตน ไปสองสามท่า ร่างกายก็กลับมาสดชื่นอีกครั้ง

    “ ทุกคนพร้อมกันแล้ว  ก็ออกเดินทางได้เลย”

    แต่ละคนเห็นขจรไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยก็ได้แต่อึ้งไป ครั้งนี้ มีรองเจ้าสำนักอันดับที่ 3 นามว่า หลินรั่วฉี เดินร่วมทางไปด้วย ซึ่งเมื่อคืนนางคงได้ กินยาเม็ดโฉมสคราญ ใบหน้าของนางเลยอ่อนกว่าวัย จากวัยสี่สิบ ตอนนี้ดูเหมือนอยู่ในวัยเดียวกันกับ ธิดาเทพเลย

    “ อาจารย์อา ท่านไปทำอะไรมา ใบหน้าของท่านถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้”

    “ นี่คือประสิทธิภาพของยาเม็ดโฉมสคราญ ที่ผู้อาวุโสหลิงมอบให้ เป็นไงข้าสาวขึ้นมากเลยใช่ไหม”

    “ ดูเด็กขึ้นจริงๆ หากข้าได้กินบ้าง ข้าจะกลายเป็นเด็กทารกเลยหรือเปล่า?”

    “ ไม่รู้ซิ เอาไว้ค่อยถามท่านผู้อาวุโสหลิงก็แล้วกัน”

    ขจรเดินเข้ามาหาทุกคน แล้วบอกว่า

    “ ต่อไปอย่าเรียกข้าว่าผู้อาวุโส เรียกข้าว่าศิษย์พี่หลิงก็พอ”

    “  ศิษย์พี่หลิง” ทุกคนเรียกพร้อมๆกัน แล้วเจ้าสำนักก็นำเรือเหาะออกมา แล้วพาทุกคนเดินทางไปบนเรือเหาะไม่ถึง  ชั่วยามก็มาถึงทางขึ้นเขาเทพนครฟ้า

    มีศิษย์ของสามสำนักล้วนมารอกันอยู่ก่อนแล้ว

    เจ้าสำนักเข้าไปคุยกับ สี่เจ้าสำนักเพื่อทักทาย แต่มีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองขจรอย่างโกรธแค้น เขาคืออ๋องน้อยทักษินนั่นเอง

    “ ศิษย์พี่ต้องระวัง อ๋องน้อยทักษินให้มาก เขามีดาบมังกรทอง หากวันนั้นเขาชักออกมาแล้วละก็ ศิษย์พี่อาจได้รับบาดเจ็บก็ได้ เพราะว่าดาบมังกรทองนั้นเป็นของวิเศษ ว่ากันว่า มีวิญญาณของเทพมังกร สิงสถิตอยู่ด้วย”

    “ วิญญาณเทพมังกรเลยรึ?”

    “ นอกจากนั้น รองเจ้าวังทักษินป๋อคุน ยังมีพลังขั้นมหาเซียนไปแล้ว แต่ต้องยอมลดพลังเพื่อให้อยู่ในขั้นเซียนจักรพรรดิ เพื่อมาคุ้มครองความปลอดภัยของท่านอ๋องน้อยในครั้งนี้”

    “ แล้วสำนักวังนพเก้าล่ะ?”

    “ พวกเขาก็ไม่ธรรมดา เทพบุตรและธิดาเทพของวังนพเก้า ล้วนฝึกฝนจนถึงขั้นเซียนอัศวิน พวกเราศิษย์ทั้งหมดสี่สำนัก ไม่มีใครฝึกถึงขั้นนั้นเลยสักคน ยิ่งคนคุม อู๋ซันหลางด้วย ว่ากันว่าเป็นยอดคนจอมเวทย์เลยทีเดียว"

    “ แต่ละคนมีพลังสูงกันทั้งนั้นเลย งานนี้คงได้สนุกแน่” 

    “ก่อนขึ้นเขา จะมีด่านทดสอบพวกเรา อยู่สี่ด่าน ด่านแรกเป็น ด่านป่าไผ่วงกต ด่านที่สองเป็นด่านอสูรแมลง  ด่านที่สามเป็นด่านข้ามแม่น้ำสีทันดร ด่านสุดท้ายคือด่านประตูเทพนครฟ้า”  ธิดาเทพเอ่ยอธิบายอย่างย่อให้ขจรฟัง

    “ แล้วแบบนี้ มีการตายบ้างหรือไม่?”

    “ ไม่ ทุกคนพอตาย หรือพอครบสามวัน ทุกคนจะถูกส่งตัวออกมา ที่จุดทางเข้าตรงนี้”

    “ มหัศจรรย์แบบนั้นเลย?”

    “ ใช่ สถานที่นี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของท่านเทพนครฟ้า ที่สร้างขึ้นมาให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักเราได้ ฝึกฝนกัน”

    “ เทพนครฟ้า เป็นใครกันนะ”

    ไม่มีคำตอบจากธิดาเทพ แล้วเสียงของ กรรมการจัดงานได้ประกาศให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักเตรียมตัว เพราะบัดนี้ กลุ่มควันสีขาวด้านหน้าหายไปแล้ว ปรากฏเขาสูงตระหง่านสีทอง  เหลืองอร่ามปรากฏต่อหน้าทุกๆ คน ยังกับภูเขาทองไม่มีผิด

    “ มีเวลาสามวันในการฝึกฝน ทุกคนเตรียมตัว เข้าไปได้”…

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน