หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 ดินดำลึกลับ

            เฉินโย่วที่ถูกจับไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ เมื่อออกมาบนร่างก็ยังมีหยาดน้ำเกาะพราวราวกับต้นหอมน้ำ

            ผมบนศีรษะที่เคยชี้โด่ชี้เด่ก็ลู่ลงมาปรกใบหน้าน้อยนั้น แม่นางหลัวจึงใช้ผ้าเช็ดแรงๆ ให้แห้ง

            เช็ดแรงเสียจนร่างของเด็กหญิงแทบจะขึ้นเงา

            เด็กหญิงทำหน้ามุ่ย

            “น้าหลัว ข้าตัวแห้งดีแล้ว ท่านไม่ต้องเช็ดต่อแล้ว ไม่เช่นนั้นหัวข้าคงได้หลุดมาด้วย”

            ราชครูที่นั่งอยู่ใต้ต้นอู๋ถงด้วยความสับสน เมื่อได้ยินประโยคนี้เข้าก็อดหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้

            เอาเถิด

            แต่เขาก็ตกใจมากจริงๆ

            ท่านหมอที่รักษาขาให้เขานั้นนับว่าวิชาการแพทย์เป็นเลิศ กระทั่งราชครูที่เคยอยู่ในวังเช่นเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความสามารถของท่านหมอ

            ด้วยในวังนั้นหากใครเกิดขาหักขึ้นมาก็ต้องนอนพักสักครึ่งปี มิเช่นนั้นก็อย่าได้หวังว่าจะลุกขึ้นมาได้

            ทว่าตัวเขาเองยังไม่ทันถึงเดือนก็เดินได้แล้ว เพียงแต่ไม่ค่อยมีแรงนักจึงไม่อาจออกแรงมากได้ นอกจากนั้นก็ไม่ต่างจากปกติเท่าใด

            เขาเดิมทีก็ไม่ได้เดินไปไหนมากมายนัก จนมาอยู่ที่นี่ก็เดินเยอะขึ้นมากโข จึงรู้สึกว่าแข้งขาตนนั้นมีความว่องไวขึ้นไม่น้อย

            ด้วยเหตุนี้สิ่งที่แม่นางหลัวกล่าวย่อมไม่ใช่เรื่องโกหก

            อย่างที่เจ้าตัวเล็กนั่นบอก ยามมองหน้าคนที่ไม่ได้พูดความจริง เขาเองก็รู้สึกได้เช่นกัน ทว่าเขานั้นไม่ได้ตัดสินจากสีหน้า เรื่องนี้นับว่าเป็นความสามารถของตระกูลจ้งก็แล้วกัน เพียงแต่ขอบเขตของความสามารถนี้อาจจะไม่เท่ากัน

            เขานั้นไม่นับว่าเก่งกาจ เพราะหากว่าเก่งกาจนั้นก็คงจะไม่ถูกฮองเฮาจ้าวและองค์หญิงให้ร้ายเช่นนี้

            แต่ก็คงจะเป็นเพราะเขานั้นไม่เก่งกาจ จึงทำให้เขาอายุยืนเช่นนี้

            ด้วยความสามารถอันสูงส่งและอายุขัยของตระกูลจ้งนั้นนับว่าสวนทางกันเสมอมา

            เจ้าเด็กหญิงที่ท่านหมอว่าจะอยู่ไม่ถึงวัยปักปิ่นนั้นบัดนี้แข็งแรงราวกับลูกวัวตัวหนึ่ง ทั้งสะบัดหัวสะบัดผมวุ่นวายนัก

            หยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ก็พลันถูกสะบัดกระจายเป็นวง

            ยามกระทบกับแสงแดด หยดน้ำเหล่านั้นก็สะท้อนเห็นเป็นแสงหลากสี

            เด็กหญิงกระทั่งรองเท้าก็โดนเปลี่ยนใหม่มาสวมรองเท้าคู่เล็ก เท้าสีชมพูคู่น้อยที่สะบัดไปมาจึงปรากฏแก่สายตา

            ราชครูมองนางด้วยความฉงน

            ใบหน้าน้อยๆ เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ใครเห็นก็พลันรู้สึกปลอดโปร่งราวกับว่าบนโลกนี้ไม่เคยมีเรื่องใดให้ปวดใจจนคนรอบกายอดยิ้มตามไม่ได้

            ใบหน้าของชายชราก็พลันปรากฏรอยยิ้มตามเด็กหญิง ใบหน้ายับย่นด้วยรอยยิ้มนั้นพลันดวงตาร้อนผ่าว จากนั้นจึงมีหยดน้ำตาพร่างพราวไหลอาบหน้า

            เขานั้นไม่ได้เศร้าใจให้เจ้าเด็กนั่น ทว่ากำลังเศร้าโศกให้ตัวเอง

            เมื่อนึกถึงตนเองจึงยิ่งทำให้น้ำตายิ่งไม่อาจหยุดไหล

            แท้จริงแล้วฮองเฮาไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงส่งคนมาไล่ฆ่าเขา เขาก็คงอยู่อีกไม่นาน เพียงแต่กลัวว่าจะวุ่นวายจึงได้เร่งเฟ้นหาศิษย์ตั้งแต่เนิ่นๆ

            เมื่อหาผู้สืบทอดได้แล้ว เขาก็คิดจะออกไปท่องยุทธภพ

            ที่กล่าวว่าท่องยุทธภพนั้น แท้จริงก็เพียงเพื่อตามหาสถานที่ไว้ฝังร่างตนเองเท่านั้น

            ขั้นตอนของมันแค่คิดก็หนาวเหน็บนัก

            ยิ่งไม่พูดถึงว่าต้องพบเจอมันจริงๆ

            “พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว หัวจะหลุดได้อย่างไร หากข้ารู้ว่าเจ้าแอบอ่านตำราไร้สาระพวกนั้นอีก ข้าจะทำโทษไม่ให้เจ้ากินข้าว” หลัวอู๋เลี่ยงแสร้งตีหน้าขรึมขู่เด็กหญิง

            เฉินโย่วนั้นไม่นึกกลัวสตรีตรงหน้าแม้แต่น้อย จึงยิ้มแป้นแล้นตอบนาง “ไม่ให้กินข้าว ข้าก็กินบะหมี่ กินหมั่นโถว”

            แม่นางหลัวได้ยินเช่นนั้นก็อดยื่นมือออกไปหยิกแก้มอ้วนๆ ของนางไม่ได้

            ราชครูที่เพิ่งถูกเชิญให้ทานข้าวก็อดจะรู้สึกขวยเขินไม่ได้ รู้สึกว่าบุรุษตัวคนเดียวนั้นไม่อาจกินข้าวในเรือนสตรีเช่นนี้ได้

            เฉินโย่วน้อยนั้นอารมณ์ขึ้นลงไวนัก บัดนี้ลืมสิ้นแล้วเรื่องที่อาจารย์เพิ่งดุตนไป หน้าน้อยๆ ยื่นไปกระซิบข้างหูอาจารย์ว่า “อาหารเรือนน้าหลัวอร่อยนัก มีปลาตัวอ้วนๆ ประเดี๋ยวพวกพี่ชายก็จะมากินด้วยกัน”

            เมื่อถึงยามพลบค่ำ เหล่าเด็กหนุ่มก็พากันกลับมา

            แม้แต่อาสวินที่ปกติก็เอาแต่เงียบงัน สีหน้าก็ดูแดงระเรื่อขึ้นไม่น้อย

            ดูท่าแล้วคงเบิกบานใจไม่เบา

            นายท่านสามเองก็ลงเขาไปตั้งแต่เช้า บัดนี้ก็กลับมาพร้อมกับเด็กหนุ่ม ซ้ำยังทำหน้าหนาถึงอย่างไรก็จะขอมากินข้าวที่เรือนแม่นางหลัวกับพวกเด็กหนุ่มให้ได้

            ราชครูมองเหล่าเด็กหนุ่มที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยโคลนกำลังพากันยื้อแย่งเข้ามาล้างกายในเรือนแม่นางหลัว

            ความเยาว์ของวัยเยาว์ ความอ่อนเยาว์ที่แสนน่ามอง ความแข็งแรงที่แสนจะแข็งแกร่ง เขานั้นเห็นแล้วอิจฉานัก

            เด็กหนุ่มร่างกำยำตักน้ำเย็นขึ้นราดกายทันใด ทว่าถึงจะอาบน้ำเย็นไปก็ไม่ป่วยไข้อยู่ดี

            แสงสุดท้ายจากตะวันยามอัสดงสาดลงมาบนร่างกายท่อนบนของเด็กหนุ่ม จึงได้เห็นว่าพวกเขานั้นยังเด็กนัก

            เสี่ยวอู่นั้นว่องไวที่สุด เพียงครู่เดียวก็รีบสาดน้ำล้างกายไปไม่กี่ทีก็เสร็จแล้ว จากนั้นก็รีบไปสวมเสื้อผ้าด้วยความไวที่ไม่ต่างกัน เพียงสวมลวกๆ เท่านั้น

            ต่อมาก็เป็นอาลู่ อาลู่ก็ว่องไวเช่นกัน ล้างเนื้อล้างตัวและสวมชุดเสร็จแล้วลูบผมเผ้าอีกทีสองทีให้เรียบร้อย

            ส่วนคนที่ช้าที่สุดนั้นย่อมเป็นอาสวิน

            อาสวินนั้นค่อนข้างกลัวความเย็นจึงได้ค่อยๆ ลูบตัวช้าๆ ทว่าแม้แต่ซอกเล็บก็ยังทำความสะอาด จากนั้นก็หวีผม สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นก็รัดเข็มขัดให้แน่นสักหน่อย

            เชือกของรองเท้าที่เขาสวมใส่อยู่ก็จำต้องรัดให้แน่นเช่นกัน

            เด็กหนุ่มล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาดหมดจด

            ราชครูที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจมา ก่อนหน้าพักใหญ่ก็กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่แล้วเช่นกัน

            แม้ชุดยาวที่บนเขามอบมาให้ตนมาจะเพียงเนื้อผ้าฝ้ายทั่วไปมิใช่ผ้าไหม ทว่าเขานั้นเกิดมาหน้าตาโอบอ้อมอารีเป็นทุนเดิมจึงดูแล้วมีสง่านัก โดยเฉพาะผมยาวสยายของเขาที่ดูที่เงางามเป็นมัน

            ยามราชครูมาถึงก็นั่งลงข้างโต๊ะ เสี่ยวอู่ที่แทบอดใจรอไม่ไหวก็ไปนั่งลงข้างๆ กัน

            อาลู่นั้นคางเรียว ริมฝีปากบาง ดวงตาทั้งคู่เป็นประกาย ทั้งยังเป็นดวงตาดอกท้อที่เรียวยาว ยามยิ้มจึงชวนให้คนรอบข้างรู้สึกดี แม้จะเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว แต่ผมที่ยังชื้นอยู่นั้นไม่ได้ถูกมัดเก็บให้เรียบร้อย ปล่อยให้สยายลงมา ทำให้ใบหน้าหนุ่มน้อยนั้นดูมีแววเจ้าชู้ไม่เบา

            ความจริงแล้วอาลู่นั้นไม่ค่อยชอบยิ้มแย้มนัก ทั้งใบหน้านั้นก็ไม่มีลักยิ้ม จึงทำให้ยามยิ้มออกมาดูปลอมอยู่ไม่น้อย

            มีเพียงยามที่เขามองน้องสาวเท่านั้น เขาจึงจะยิ้มจริงใจออกมา ทั้งดวงตาและคิ้วต่างราวกับจะรวมเป็นหนึ่ง ดูแล้วผ่อนคลายนัก

            ส่วนอาสวินที่เพิ่งจะออกมาเป็นคนสุดท้ายนั้นได้เช็ดผมจนแห้งแล้ว ทั้งยังรวบเก็บเรียบร้อยไม่เหมือนราชครูที่ยังคงปล่อยให้ผมสยายเสียครึ่งหนึ่ง แล้วรวบไว้เพียงด้านบนเท่านั้น เด็กหนุ่มนั้นขมวดผมเป็นมวยใหญ่แน่น ใบหน้าหลังอาบน้ำเสร็จนั้นยังคงแดงระเรื่อ ดวงตายังคงสงบลุ่มลึก คิ้วเรียงสะอาด ริมฝีปากไม่หนาไม่บาง องคาพยพทั้งห้าล้วนดูกำลังดี มีแต่เพียงใบหูเท่านั้นที่ดูใหญ่โตอยู่สักหน่อย

            ทั้งติ่งหูนั้นยังดูหนานัก อีกยังมีแต่เนื้อ

            ดูแล้วงดงามราวกับพระพุทธองค์น้อย

            ถึงกระนั้นต่อให้เด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความงามทั้งสามจะมานั่งรวมกัน ทว่าก็ยังไม่น่ามองเท่าเจ้าเด็กผมทรงลูกนกที่นั่งอยู่อีกด้าน

            อาลู่ช่วยน้องสาวรวบผมให้เรียบร้อย จากนั้นจึงปล่อยนางไป

            ส่วนเสี่ยวอู่ก็ยื่นลูกอมให้นางกำหนึ่ง

            ทางอาสวินช่วยนางจัดชุดให้เรียบร้อย

            บรรยากาศในเรือนนั้นพลันเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

            นายท่านสามก็มาแล้วเช่นกัน ร่างกำยำนั้นสวมชุดขาวตลอดร่าง รองเท้าที่กำลังย่างกรายเข้ามานั้นก็เปลี่ยนเป็นคู่ใหม่แล้วเช่นกัน ทั้งร่างนั้นดูมีกลิ่นอายใหม่เอี่ยม และเพื่อปกปิดคิ้วที่บากไปกว่าครึ่งของตนนั้น เขาจึงจงใจปล่อยผมลงมาให้ปรกคิ้วไว้ครึ่งหนึ่ง ทำให้ใบหน้านั้นดูแปลกไปสักหน่อย

            มีเพียงแม่นางหลัวที่ไม่เปลี่ยนชุดใหม่ ยังคงใส่ชุดเดิมก่อนหน้า

            นายท่านสามเมื่อเห็นแม่นางหลัวก็ทำตัวลีบหลบไปนั่งอยู่มุมห้อง  เสียงสนทนาอย่างออกรสออกชาติของชายหนุ่มเมื่อครู่ก็พลันเงียบลง ตอนนี้ดูแล้วยังดูเรียบร้อยกว่าเฉินโย่วน้อยเสียอีก

            อาหารเย็นวันนี้ละลานตานัก

            ทั้งยังมีปลาจริงๆ เสียด้วย

            ปลานั้นยังคงวางไว้ตรงหน้าเฉินโย่ว ทว่านางนั้นกลับไม่ได้คีบเอง เป็นอาลู่คอยคีบให้แล้วเอาก้างออก จากนั้นจึงค่อยคีบใส่จานคืนให้นาง

            ส่วนนางนั้นแค่นั่งรอก็พอ

            เสี่ยวอู่นั้นตะกละตะกลามนัก ทว่ายามคีบกับข้าวนั้นก็ยังคิดได้ว่าต้องคิดให้พี่ชายและน้องสาวด้วย

            อาสวินนั่งกินอาหารอย่างสุภาพ ทว่าความเร็วในการกินก็ไม่ช้าแต่อย่างไร

            “วันนี้ทุกคนดูดีใจถึงเพียงนี้ ไปพบเจอเรื่องอะไรกันมาหรือ” แม่นางหลัวเอ่ยปากถาม

            เด็กหนุ่มจึงพร้อมใจกันหันหน้าไปทางนายท่านสาม

            ชายหนุ่มจึงกระแอมขึ้นทีหนึ่ง เสียงที่ตอบออกไปมีแววสั่นน้อยๆ “เจ้ารู้จักอาวุธของแคว้นจิงหรือไม่” 

            แม่นางหลัวมองนายท่านสามราวกับเหยียดหยามทีหนึ่ง ผู้ใดเล่าจะไม่รู้จักอาวุธแคว้นจิง

            “พูดเนื้อหาสำคัญมาสิ!”

            นายท่านสามที่เห็นแววตาราวกับกำลังสนใจของนาง ซึ่งความจริงแล้วก็คือแววตาเหยียดหยาม เขาก็พลันตื่นเต้นเสียจนพูดไม่ออก

            นายท่านสามมองไปก็เห็นว่าบนโต๊ะยังมีท่านอาจารย์กัวนั่งอยู่......

            แม่นางหลัวจึงกล่าวขึ้น “ท่านอาจารย์กัวเป็นคนกันเอง”

            ราชครู ‘ข้าไม่อยากเป็นคนกันเองได้หรือไม่เล่า’

            “ข้าเพิ่งเจอดินดำพิเศษที่แคว้นจิงใช้ในการผลิตอาวุธลังหนึ่ง อาสวินก็ยืนยันว่าต้องใช่แน่ เช่นนั้นก็น่าจะขายได้ราคาสูงยิ่ง”

            แม่นางหลัวเมื่อได้ยินเช่นนั้นความตกใจก็เผยบนหน้างาม ร่ำลือกันว่าดินที่ใช้สำหรับจุดอาวุธของแคว้นจิงนั้นมีมูลค่าเสียยิ่งกว่าทอง

            นายท่านสามที่เพิ่งจะสามารถกู้หน้าจากแววตาเหยียดหยามเมื่อครู่ได้ ใบหน้ายิ้มกว้างนั้นจึงกล่าวต่อ “เสี่ยวอู่เป็นคนไปเจอ เขาเห็นขบวนคาราวานนั่นทำท่าพิกลจึงได้ยึดลังนั้นไว้”

            พวกพ่อค้ายามอยู่ที่ด่านเก็บค่าผ่านทางนั้นก็ยืนยันว่าสินค้าของตนนั้นเป็นสินค้าทั่วไป จะจ่ายแค่ค่าผ่านทางธรรมดา ด้วยหากเป็นราคาอาวุธจากแคว้นจิงนั้นก็ต้องถูกเก็บค่าผ่านทางเพิ่มขึ้นมากโข เมื่อฝ่ายตรงข้ามจงใจปกปิดเช่นนี้สินค้าจึงต้องถูกยึดเอาไว้

            “แม้จะเป็นดินแคว้นจิงแน่ ทว่าก็ยังต้องกังวลเรื่องปัญหาที่จะตามมา” อาสวินกล่าวเสริมขึ้นมา

            เสี่ยวอู่ที่เพิ่งถูกชมจนตัวลอยก็อดใจรอไม่ไม่ไหวรีบไปยกลังที่วางแอบอยู่ตรงมุมเรือนเข้ามา จากนั้นก็ตักขึ้นมาช้อนหนึ่งด้วยความระมัดระวังแล้ววางลงบนโต๊ะ

            กระทั่งลมหายใจของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นเบาลง

            ราชครูเองก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกใจ

            ในตอนนั้นเองจึงได้เห็นเฉินโย่วน้อยปีนขึ้นมาบนเก้าอี้แล้ววางกระเป๋าหนังงูของนางลงบนโต๊ะ ก่อนจะเทของในกระเป๋าออกมา

            หินก่อนหนึ่งพลันร่วงออกมาจากกระเป๋าน้อย หินก้อนนั้นก็มีสีดำเช่นเดียวกันกับดินดำตรงหน้าทุกคน

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668