"จุ๊ๆดุ๊กดิ๊ก... เงียบก่อนลูก"
พิมพ์นลินอัครเดชา หรือ นลินกระซิบเสียงแ่ หญิงสาวหมอบราบลงกับพื้นหญ้ารกชัฏข้างโกดังร้างท้ายซอยเปลี่ยวแสงจันทร์เลือนรางส่องให้เห็นเงาร่างทึมเทาของชายฉกรรจ์สองคนกำลังใช้ไม้บ่วงคล้องคอสุนัขจรจัดสีน้ำตาลผอมโซ ตัวมันสะบัดดิ้นรนร้องเอ๋งด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะถูกเหวี่ยงขึ้นหลังรถกระบะตู้ทึบที่มีสุนัขโชคร้ายอีกนับสิบตัวนอนเบียดเสียดกันอยู่
เ้าดุ๊กดิ๊กสุนัขไทยพันธุ์ทางผสมโกลเด้นขนปุยสีครีม หูตกข้างตั้งข้างมันไม่ได้เห่าส่งเดชดั่งเช่นสุนัขทั่วไป ดวงตากลมโตสีนิลของมันเบิกกว้างทันทีที่รับรู้ถึงอันตราย มันรีบย่อตัวต่ำลอกเลียนแบบเ้านายของมัน ขาทั้งสี่ข้างเกร็งแน่น ลำตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ มันหันมามองหน้าพิมพ์นลินพลางส่งเสียงขู่
'ฮรึ่มมมม....' ในลำคอเบาๆ คล้ายจะถามว่า
‘เราจะลุยกันเลยไหมเ้านาย?’
"ใจเย็นๆเราสู้แรงพวกมันตรงๆ ไม่ได้ ต้องใช้สมอง" พิมพ์นลินหรี่ตาเม้มริมฝีปาก สมองหมุนติ้วหญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดปีผู้มีั์ตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยว แอบมองสำรวจรอบตัวรถกระบะของคนร้ายจอดดับเครื่องอยู่ ท้ายรถปิดล็อกด้วยกลอนเหล็กธรรมดา เธอก้มลงสั่งการสุนัขแสนรู้ทันที
"ดุ๊กดิ๊กแกล้งวิ่งไปเห่าล่อพวกมันไปทางโน้นนะ พอฉันให้สัญญาณ แล้วรีบวิ่งกลับมาหาที่ซ่อนเข้าใจไหม?" เ้าดุ๊กดิ๊กผงกหัวรับคำสั่งอย่างรู้ความมันกระดิกหางสั้นๆ หนึ่งที ก่อนจะซอยเท้าถี่ๆ อ้อมไปอีกฝั่งของโกดังแล้วเริ่มเปิดฉากเห่ากระโชกเสียงดัง
"โฮ่ง!โฮ่งๆๆ!"
"เฮ้ย! หมาบ้านใครวะ” ชายร่างั์คนหนึ่งสบถเสียงดัง พูดต่อว่า
“ไปจับมันมาอีกตัวดีกว่า แววดี ท่าทางจะได้ราคา!"
แล้วรีบวิ่งตามเสียงเห่าของดุ๊กดิ๊กไปทิ้งให้อีกคนเฝ้ารถไว้ พิมพ์นลินไม่รอช้า อาศัยความมืดและความไวพุ่งตัวเข้าหาล้อรถกระบะฝั่งที่ปลอดคน และการเจาะยางรถยนต์โดยตรงทำได้ยากเนื่องจากยางมีความยืดหยุ่นและเหนียวมาก ต้องใช้วัตถุปลายแหลมขนาดเล็กเช่น กุญแจรถปากกา หรือไขควง นำมาใช้กดที่แกนศรตรงกลางจุกลมยางค้างไว้ เพื่อปล่อยลมออกทีละน้อย มือบางของพิมพ์นลินจึงล้วงเอาพวงกุญแจที่มีเหล็กแหลมตกแต่งหมุนเปิดจุกวาล์วแล้วกดเหล็กแหลมลงไปแน่น เสียงลมยางะเิ
"ฟู่ๆๆๆ!" ดังสนั่นในความเงียบ
"เฮ้ย!เสียงอะไรวะ!"
คนร้ายที่เฝ้ารถหันขวับมาทางล้อรถในจังหวะที่มันกำลังจะก้าวขามาดู พิมพ์นลินรีบกดเปิดคลิปเสียงไซเรนรถตำรวจที่เธอค้นหาจากอินเทอร์เน็ตในโทรศัพท์มือถือรอไว้ก่อนแล้วทันที พร้อมกับเปิดลำโพงบลูทูธพกพาที่มักใส่ไว้ในกระเป๋าเป้จนสุดเสียง
“วี้หว่อๆๆๆ!นี่เ้าหน้าที่ตำรวจ! หยุดอยู่ตรงนั้น!” พิมพ์นลินดัดเสียงเข้มะโผ่านลำโพงซ้ำ
"เชี่ยแล้ว!ตำรวจมา! ไอ้ยอด หนีเร็ว!"
คนร้ายหน้าซีดเผือด ด้วยความลนลานประกอบกับเสียงไซเรนที่ดังสะท้อนก้องโกดังร้างมันจึงรีบะโขึ้นเบาะคนขับ พยายามสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อจะบดล้อหนี โดยไม่ทันสังเกตว่ายางรถแบนราบติดพื้นไปแล้ว
พิมพ์นลินฉวยโอกาสทองนี้พุ่งตัวไปที่ท้ายรถ สับกลอนเหล็กให้เปิดออกทันที สุนัขจรจัดหลายสิบตัวเมื่อเห็นประตูรถเปิดออกจนกว้าง ต่างพากันกระโจนพุ่งตัวออกมา ทยอยวิ่งหนีออกจากรถกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
"สำเร็จ!" พิมพ์นลินยิ้มกว้างทว่าความดีใจอยู่ได้ไม่ถึงสามวินาที
"อยู่นี่เอง!อีตัวแสบ!"
เสียงตวาดกร้าวมาจากด้านหลัง ไอ้ยอด... คนร้ายร่างั์ที่วิ่งตามดุ๊กดิ๊กไปเมื่อครู่วิ่งย้อนกลับมาพร้อมท่อนไม้ในมือ ดวงตามันถมึงทึงด้วยความแค้นที่โดนหลอก พิมพ์นลินหน้าถอดสี ก้าวขาไม่ออก
"ดุ๊กดิ๊กหนี!"
เธอร้องะโดังลั่น แต่เ้าดุ๊กดิ๊กกลับะโเข้ามายืนขวางข้างหน้าเธอ มันขยับเขี้ยวคำรามในคอ
“ฮื่ออ...” มันขู่ และพยายามจะเข้ามากัดขากางเกงคนร้ายเพื่อปกป้องเ้านาย
แต่มันถูกคนร้ายใช้เท้าเตะจนกระเด็นไถลไปกับพื้นหญ้านอนร้อง "เอ๋ง!"
"แกตาย!"คนร้ายหันมาทางพิมพ์นลิน มือง้างท่อนไม้สุดแขนหมายจะฟาดใส่ร่างบางที่ยืนตัวสั่น
"หมับ!"
ท่อนไม้หยุดกึกกลางอากาศ มือหนาทรงพลังของใครบางคนคว้าข้อมือของคนร้ายไว้ได้ทันควันก่อนที่ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทจะตวัดเท้าเตะเข้าที่ยอดอกของคนร้ายอย่างรุนแรงจนมันหงายหลังล้มตึงหัวกระแทกพื้นสลบเหมือดไปทันที
"พี่คิน!..."พิมพ์นลินครางชื่อเขาออกมาด้วยความโล่งอก หัวใจที่เต้นรัวด้วยความกลัวเปลี่ยนเป็เต้นโครมครามด้วยความดีใจ
ภาคิน วราเมธ หรือ คิน ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปีผู้มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำตามแบบฉบับของนักกีฬาด้วยความสูงสง่ากว่าร้อยแปดสิบห้าเิเ ลำตัวหนาแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อตึงแน่นภายใต้เสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่ขับให้ผิวขาวจัดของเขาดูโดดเด่น่ไหล่กว้างกอปรกับแผ่นหลังเหยียดตรงทรงพลัง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลัก มีโครงหน้าเด่นชัดสันกรามคมกริบรับกับจมูกโด่งเป็สันตรง ั์ตาเรียวยาวดุดันคู่นั้นนิ่งสนิทและเ็าราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งมักจะฉายแววดุจัดยามที่มองมายังยัยตัวแสบข้างบ้านอยู่เสมอ
ยัยตัวแสบที่เป็หญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดปีผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราดวงตากลมโตสุกใสราวกับลูกกวางตัวน้อยฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมคน จมูกรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงความดื้อดึงเรือนร่างโปร่งบางสูงเพรียวระหงในชุดเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์กับกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงผมยาวดัดลอนเซอร์ๆ สีน้ำตาลช็อกโกแลตถูกมัดเป็มวยลวกๆ ไว้กลางศีรษะมีปอยผมหลุดรุ่ยลงมาคลอเคลียแก้มใสที่บัดนี้เปื้อนคราบฝุ่นมอมแมมจากการลุยสวนพงหญ้า
เขาปัดฝุ่นที่มือเบาๆก่อนจะหันมามองพิมพ์นลินด้วยสายตาเขียวปัด
"เล่นบ้าอะไรของเธอนลิน!"
เสียงทุ้มตวาดลั่นจนหญิงสาวสะดุ้ง
"รู้ไหมว่าถ้าฉันมาไม่ทันเธอจะเป็ยังไง! สมองมีไว้คิดเื่สร้างสรรค์หรือมีไว้หาเื่ใส่ตัวกันแน่!"
พิมพ์นลินเม้มปากแน่นความกลัวหายไปกลายเป็ความน้อยใจที่แล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก
"นลินไม่ได้เล่นบ้าๆนะ! พวกมันเป็คนไม่ดี เป็คนชั่ว กำลังจะเอาหมาไปขาย นลินแค่ช่วยพวกหมาพวกนั้น!"เธอเถียงสู้ั์ตาซื่อ
"ช่วยหมาจนตัวเองเกือบตายเนี่ยนะ?!" ภาคินบ่นชุดใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง
"พ่อแม่เธอขอให้ฉันขับรถมารับกลับบ้าน ไม่ใช่ให้มาเก็บศพเธอในโกดังร้าง!ทำตัวเป็เด็กแก่นเซี้ยว ไร้สาระ ไม่รู้จักโตสักทีทำไมชอบทำตัวให้อันตรายอยู่เรื่อย!"
คำว่า ‘เด็กแก่นเซี้ยว’ และ ‘ไม่รู้จักโต’ เหมือนลูกศรปักเข้ากลางใจของพิมพ์นลิน...ก็ใช่สิ ฉันมันไม่ใช่ พี่พาย นี่...
พิมพ์นลินคิดในใจด้วยความขื่นขมน้ำตาคลอเอ่อเธอแอบรักพี่ชายข้างบ้านคนนี้มาั้แ่มัธยมปลาย พยายามทำตัวเข้มแข็งพยายามทำตัวเด่นเพื่อให้เขาหันมามอง แต่สุดท้ายในสายตาของภาคินเธอคงเป็ได้แค่เด็กกะโปโลข้างบ้านที่น่ารำคาญเท่านั้น
ขณะที่ภาคินมองท่าทางฮึดฮัดของยัยตัวแสบตรงหน้า ในใจของเขากลับนึกย้อนไปถึง พิมพิกาวรโชติเมธี หรือ พาย หญิงสาวผู้เป็เ้าของเรือนร่างระหงอรชรราวกับนางแบบพิมพิกามีใบหน้ารูปไข่สวยหวานละมุนละไมดั่งภาพวาด ดวงตาเรียวรีหวานซึ้งผิวขาวเนียนละเอียดราวกับน้ำนม ผมสีดำขลับยาวสลวยตรงถึงกลางหลังทุกท่วงท่ากิริยามารยาทนุ่มนวล เรียบร้อยพูดจาไพเราะราวกับผ้าพับไว้
ช่างแตกต่างจากพิมพ์นลินราวฟ้ากับเหวยัยเด็กนี่มีแต่ความดื้อรั้น บ้าบิ่น ขัดคำสั่ง และหาเื่ให้เขาปวดหัวได้ทุกวัน
ผู้หญิงอะไรหัวดื้อหัวรั้น ไม่มีความกลัวอะไรเอาซะเลย น่าตีให้ตายนัก... คินบ่นในใจ
ทว่าลึกๆลงไปในความโกรธนั้น กลับมีความสั่นไหวบางอย่างที่เขาไม่ยอมรับ...ความกลัวว่าเธอจะเป็อันตรายจนหัวใจเขาแทบหยุดเต้นเมื่อครู่
"อ๊าว...เอ๋ง..เอ๋ง.."
เ้าดุ๊กดิ๊กเดินกะเผลกๆเข้ามาซบที่ขาของพิมพ์นลิน หูและหางของมันตกฮวบ มันเงยหน้ามองภาคินคล้ายจะช่วยเ้านายเถียง แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับดูน่าสงสาร
พิมพ์นลินก้มลงอุ้มดุ๊กดิ๊กขึ้นมากอดแนบอก สะบัดหน้าหนีสายตาตำหนิคู่นั้น
"ถ้าพี่คินรำคาญนลินนักวันหลังก็ไม่ต้องมารับ! นลินดูแลตัวเองได้!"
พูดจบเธอก็เผลอสะอื้นออกมาหนึ่งเฮือก ก่อนจะเดินกระแทกกระทั้นนำหน้าตรงไปยังรถของเขา
ภาคินมองตามแผ่นหลังบางที่สั่นเทิ้มน้อยๆนั้นด้วยสายตาที่อ่อนลงวูบหนึ่ง ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะรีบก้าวเท้าตามไปติดๆโดยไม่ลืมโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้มาลากคอคนร้ายที่เหลืออยู่
++++++++++