ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่47 จิ้งจอกขาวและแมงมุมดาบ

            สติสัมปชัญญะของชายหนุ่มเริ่มเลือนรางก่อนที่ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปภาพที่เห็นเบื้องหน้าในตอนนี้คือคนที่มันอยากที่จะพบเจอมากที่สุดในชีวิตนี้อยากมีเวลาอยู่ร่วมกันมากที่สุด เป็นคนที่มันเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกวันคืน

     

            ดวงตาของชายหนุ่มเริ่มสั่นเครือ นัยน์ตาแสดงความรู้สึกหลากอารมณ์คล้ายเกิดความปิติยินดี เสียใจ โศกเศร้า สบายใจ สับสนวุ่นวายความรู้สึกประดังเข้ามาอย่างท่วมท้นเกินกว่าที่มันจะรับไหว

     

            ในที่สุดมันก็ไม่อาจต้านทานความรู้สึกของตนเองได้ “...ท่านแม่..”เสียงนี้ออกมาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าปรากฏหยาดน้ำตา ตัวสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ส่งเสียงร้องสะอื้นออกมาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ได้ก้าวเดินเข้าไป

     

            บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของหนิงเฟยหลงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากเยว่ฉานเตี๋ย ซึ่งก็คือมารดาของมันที่ได้จากไปอย่างไม่หวนกลับเมื่อสิบปีที่แล้ว

     

            การที่มันได้พบเจอย่อมสะเทือนใจเป็นธรรมดาแต่อันที่จริงแล้วชายหนุ่มค่อนข้างจะจำหน้ามารดาได้อย่างเลือนรางนั่นเพราะตอนนั้นมันยังเยาว์อยู่มากจะให้จดจำไม่ผิดเพี้ยนได้อย่างไร ต่อมาก็แต่งเติมเสริมแต่งจินตนาการเข้าไปเพื่อรำลึกถึงใบหน้าของมารดาผู้บังเกิดเกล้า ทว่านั่นก็ไม่ใช่ใบหน้าที่แท้จริง

             

            และคนที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็มีใบหน้าที่แท้จริงของมารดามันไม่เป็นเพียงจินตนาการที่มันสมมติขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นอย่างน้อยในตอนนี้มันก็ได้เห็นมารดาในฝันของมันมีตัวตนแล้ว

             

            “แค่นี้ก็เพียงพอ...”

             

            หนิงเฟยหลงสูดหายใจยาวคราหนึ่งแล้วผ่อนลมหายใจอย่างผ่อนคลายก่อนที่แววตาของชายหนุ่มจะเปลี่ยนไปเป็นเหี้ยมเกรียม! ฉายประกายความดุร้ายและความเดือดดาล!

             

            “เจ้าจะเอาใครก็ได้ในความนึกคิดของข้าออกมาสร้างภาพมายา...แต่มันต้องไม่ใช่มารดาของข้า!!” หนิงเฟยหลงคำรามลั่นอารมณ์ของมันพุ่งพล่านลุถึงโทสะ!

             

            มารดาของมันคือบุคคลต้องห้าม! ที่ผู้อื่นไม่ควรแตะต้อง!

             

            ใช่แล้วสัตว์อสูรมายาตนนี้คาดการณ์ผิดแล้วที่นำภาพทับซ้อนในจินตนาการกับความทรงจำมาทำเป็นภาพมายา

             

            หนิงเฟยหลงค่อยๆรู้สึกตัว ทำให้รู้สึกเจ็บแป๊บขึ้นดวงวิญญาณของมันกำลังถูกดูดกลืนไปอย่างช้าๆชายหนุ่มกวาดสายตาตามเส้นทางที่พลังวิญญาณถูกดูดไปก็พบกับสัตว์อสูรตนหนึ่งในคราแรกที่เห็นมันตัดสิ้นใจที่จะพุ่งเสือกแทงกระบี่โจมตีทันทีแต่พอยิ่งเข้าใกล้ยิ่งกลับรู้สึกบางเบาสติสัมปชัญญะถูกทำให้มืดบอดอีกครั้งด้วยพลังจิตที่เฉียบคมกว่า

             

            ยิ่งเข้าไปก็ยิ่งยิ่งพบว่าสัตว์อสูรตนนี้งดงามยิ่งนักถ้าหากจะเปรียบเทียบกับมนุษย์ก็คงเรียกได้ว่างดงามยิ่งสวยจนล่มเมืองเลยทีเดียวและอาจไม่แพ้หนิงอันอันในสภาพที่งดงามที่สุดเลยทีเดียว

             

            มันเยื้องย่างไปมาอ้อนแอ้นอรชรอย่างยิ่ง รอยยิ้มที่ชวนพิศวาสยิ่งมองดูยิ่งหลงใหล ยิ่งชมดูยิ่งเคลิบเคลิ้ม แววตาที่ดูกลมโตหว่านเสน่ห์ไม่หยุดหูทั้งสองกระดิกไปมาอย่างน่าชม หางที่ขาวยาวดุจหิมะแกว่งไปมาคล้ายจะเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มย่างกายเข้าไป

             

            สัตว์อสูรตัวนี้ก็คือจิ้งจอกขาวหนึ่งในสายเลือดราชาแห่งสัตว์อสูร!

             

            หนิงเฟยหลงเข้าไปใกล้ห่างจากสัตว์อสูรตนนี้เพียงสามจั้งแล้วในที่สุดจิ้งจอกขาวก็เริ่มลงมือเริ่มดูดกลืนวิญญาณอย่างรุนแรง!ทว่ายิ่งดูดกลืนก็ยิ่งรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้มีพลังวิญญาณที่ไร้ขีดจำกัดไม่สามารถดูดกลืนได้หมดประหนึ่งนางต้องดื่มน้ำให้หมดจากมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลฉะนั้น!

             

            จิ้งจอกขาวเกิดการหยุดชะงักเมื่อนึกได้ดังนั้นก็เท่ากับนางแส่หาความตายแล้วหากร่างกายนางรับไม่ไหวก็ต้องตายเช่นกัน แต่หากยกเลิกกลางคันนางก็อาจต้องตายเพราะสัมผัสทางจิตของนางได้บอกว่า คนผู้นี้มีกำลังภายในลึกล้ำยิ่ง ลมปราณสุดไพศาล พลังจิตเองก็แข็งแกร่งไม่ธรรมดาหากเกิดเพลิงโทสะขึ้น ไม่แน่ว่าสัตว์อสูรระดับสี่จะต้านรับไหว!

             

            จิ้งจอกขาวหารู้ไม่ว่าสิ่งที่นางสัมผัสได้นั้นไม่ได้มาจากตัวของชายหนุ่มทั้งหมดแต่ยังมีสิ่งลี้ลับสิ่งหนึ่งที่อยู่ภายในนั้นด้วย

             

              แต่นี่นางเป็นเพียงสัตว์อสูรขั้นสามไหนเลยจะต่อกรด้วยได้แม้สัตว์อสูรระดับสามจะเป็นสัตว์อสูรที่มีสติปัญญาต้อยต่ำแต่ก็ไม่ใช่สำหรับเผ่าพันธุ์จิ้งจอกขาวพวกมันเมื่อเริ่มเข้าสัตว์อสูรระดับสองก็เริ่มมีสติปัญญาแล้ว

     

              จิ้งจอกขาวไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสังหารชายหนุ่มตรงหน้าทิ้งซะนางหยิบเอากริชคู่กายจ้วงแทงใส่ชายหนุ่มที่กำลังเผยรอยยิ้มให้กับนางทว่ายิ่งใกล้สัมผัสร่างกายชายหนุ่ม รอยยิ้มนั้นยิ่งเปลี่ยนแปลงไป ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งหุบลง หุบลงจนเรียบเฉย แววตาจากเยิ้มฉ่ำเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบร่างกายที่อยู่ผิดระเบียบกลับมายืดตรงอย่างอาจ

     

              ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมารอบกายเปลี่ยนให้พื้นที่นั้นกลายเป็นเถ้าเกล็ดน้ำแข็งเกาะไปหมดแม้แต่แสงหลากสีที่มีสีสันสวยงามเองก็ได้รับผลกระทบแสงสีที่สวยงามค่อยๆแปรเปลี่ยนให้จืดจางลง

     

              จิ้งจอกขาวไม่สามารถเคลื่อนกายเข้าใกล้ชายหนุ่มด้านหน้าได้อีกคมกริชถูกหยุดด้วยมือเปล่าของชายหนุ่ม จิ้งจอกขาวมองดูด้วยสายตาที่ไม่อาจเชื่อแววตาเกิดความสับสน

     

              “นี่...นี่เจ้าหลุดออกจากการควบคุมของข้าได้ตั้งแต่เมื่อใด?”จิ้งจอกขาวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความร้อนรน

     

              “เมื่อยามเกิดโทสะและเมื่อยามสงบใจ”หนิงเฟยหลงกล่าวตอบด้วยท่าทางที่เรียบเฉยคล้ายมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตในที่นี้แล้ว!

     

              นั่นทำให้จิ้งจอกขาวสั่นสะท้านไปถึงดวงจิตแม้หนิงเฟยหลงจะกล่าวตอบ แต่การวางท่าทีนั้นเหมือนแค่พูดลอยผ่าน แม้สายตาก็ยังไม่มองมาที่นางหรือว่ามันมองนางเป็นแค่สายลมพัดผ่านหรือวิญญาณลอยไปมากันแน่!

     

              จิ้งจอกขาวฝืนปั้นหน้าสงบจิตใจ“เช่นนั้นเจ้าเป็นผู้บ่มเพาะทางจิตด้วยหรือ?”

     

              ชายหนุ่มเบื้องหน้าเพียงส่ายหน้าให้เท่านั้นไม่ได้ตอบประการใด

     

              ในช่วงเวลานี้ทั้งสองยังคงอยู่ในท่าเดิมไม่ได้เคลื่อนไหวแต่อย่างใดเกิดเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ตึงเครียดขึ้นมาสายหนึ่งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณแสงสีสวยงามค่อยๆจางลงอย่างช้าๆ จิ้งจอกขาวไม่สามารถคาดคิดได้เลยว่าชายหนุ่มผู้นี้ขบคิดสิ่งใดอยู่กันถึงยังไม่ลงมือ

     

              หนิงเฟยหลงขบคิดเรื่องการบ่มเพาะพลังจิตอยู่จึงนิ่งเงียบไป“ข้ามีความสามารถที่จะบ่มเพาะพลังจิตด้วยหรือ? น่าสนใจ น่าสนใจ!”

     

            ชายหนุ่มเกิดความตื้นเต้นอย่างท่วมท้นทว่าแววตาอย่างนิ่งสงบอยู่ มันอยากที่จะลองฝึกฝนพลังจิตนี้ดูบ้างคงเป็นประโยชน์ไม่น้อย โดยหารู้ไม่ว่าหากมันบ่มเพาะได้สำเร็จจะเกิดสิ่งใดขึ้นตามคราวนี้ทั้งแว่นแคว้นแลทวีปคงได้ปั่นป่วนเป็นแน่!

     

              ทันใดนั้นแววตาของมันก็เปลี่ยนไปใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่เจือจางขึ้นมอบความอุ่นใจให้กับจิ้งจอกขาว

     

              “จิ้งจอกขาวท่านวางกริชนั่นลง ข้าจะไม่ทำอะไรท่าน เรามาสนทนากันดีกว่า”เอ่ยจบหนิงเฟยหลงก็ปล่อยมือที่จับกริชนั้นออกพร้อมใช้พลังหยวนที่อ่อนโยนผลักตัวจิ้งจอกขาวถอยห่างออกไปให้ยืนอย่างมั่นคง

     

              จิ้งจอกขาวแม้จะเกิดความมึนงงชั่วขณะแต่ก็เกิดชื้นใจขึ้นเล็กน้อยนางพยักหน้าตอบรับแล้วเริ่มต้นสนทนา “ท่านมีอะไรจะกล่าวกับข้าหรือ?”

     

     

              หนิงเฟยหลงเบือนหน้ามองออกไปที่หมอกแสงสีรอบตัวเล็กน้อยแล้วจึงว่า“ข้านั้นสนใจในความสามารถของท่านมาก แม้ว่าท่านจะทำร้ายข้าก็ตามแต่ข้านั้นจะไม่ถือโทษท่าน หากท่านยอมทำพันธะสัญญากับข้า ท่านจะยอมหรือไม่?”ชายหนุ่มกล่าวออกอย่างนุ่มนวลเชิญชวนให้จิ้งจอกสาวรับข้อเสนอ

     

              จิ้งจอกขาวครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยขึ้น“เช่นนั้นข้าจะได้ประโยชน์อันใด?”

     

              หนิงเฟยหลงแสยะยิ้มอย่างช้าๆแววตาเป็นประกาย“ประโยชน์อย่างนั้นรึ ข้าจะช่วยให้ท่านพัฒนาฝีมือ เมื่อใดที่ฝีมือข้าก้าวหน้าท่านก็สมควรที่จะก้าวหน้าไปด้วย และที่สำคัญเจ้านั้นไม่ต้องตาย! หรือนี่ไม่สำคัญแต่อย่างใด?!”

     

            กล่าวมาถึงช่วงสุดท้ายชายหนุ่มเผยให้เห็นถึงความเหี้ยมเกรียมในแววตาและมันได้เปลี่ยนสรรพนามเรียกจิ้งจอกขาวไปทันใด

             

            จิ้งจอกขาวก็เกิดความหวาดหวั่นนางมองเห็นสายตาอันเหี้ยมเกรียมก็อดที่จะหวาดกลัวไม่ได้ จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบเพียงนิ่งเงียบด้วยความกลัวไปฉะนั้น

             

            แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของนางที่ยามนี้แปลงเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์อสูรจะดูคล้ายหญิงสาววัยสิบห้าสิบหกมากแต่อันที่จริงแล้วนางพึ่งจะอายุสิบสองปีเท่านั้น จึงไม่แปลกที่นางจะตกใจโดยง่ายยิ่งอยู่ภายนอกในโลกที่สับสนวุ่นวายแห่งนี้ก็ยิ่งที่จะอันตราย อายุนางเพียงเท่านี้ไหนเลยจะเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้านี้ได้อย่างถ่องแท้

             

            “เอาล่ะจิ้งจอกน้อยเรามาทำสัญญากันเถอะ ข้ารับรองว่าจะไม่ทำร้ายเจ้าแต่อย่างใด”หนิงเฟยหลงกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงที่ชวนฟังอีกครั้ง

             

            จิ้งจอกขาวคลายความตระหนกลงเล็กน้อยนางมองไปที่ดวงตาของชายหนุ่มอย่างใสซื่อ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

             

            หนิงเฟยหลงนำหยดโลหิตผสานจิตกับจิ้งจอกขาวน้อยตัวนี้ก่อเกิดเป็นวงแหวนอักขระเวทสีขาวขุ่นขึ้น หมุนวนรอบทั้งสองสายตาส่องแสงสีขาวสว่างจ้าประสานกัน จิตนึกคิดรับรู้ถึงกันบางสิ่งบางอย่างของมันทั้งสองได้เชื่อมต่อกันแล้ว เฉกเช่นเดียวกับกระทิงโลหิต

             

            “จิ้งจอกน้อยข้าอยากเรียนรู้การใช้พลังจิตเจ้าช่วยชี้แนะให้ข้าหน่อย” ทันทีที่พิธีเสร็จสิ้นทั้งสองก็เริ่มฝึกฝนกันโดยลืมไปว่าด้านนอกยังเกิดเรื่องวุ่นวายอยู่ไม่น้อยเลย

             

            ..........

             

              ฝ่ายของกลุ่มหนิงเฟยหลงที่หลุดออกจากการควบคุมทั้งสามคนก็ต่างทุ่มกำลังโจมตีแมงมุมหกขาไม่หยุดหย่อน ร่างกายของมันแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ายากที่จะฝากรอยแผลไว้ได้ง่ายแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

     

              แมงมุมหกขาเองก็เริ่มอ่อนแรงแล้วมันไม่คิดว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะมีฝีมือกล้าแกร่งถึงเพียงนี้แม้ระดับพลังยุทธ์จะยังไม่ถึงระดับกำเนิดพลังทว่าความสามารถโดยรวมกลับเหนือล้ำเทียบเท่าได้แล้ว

     

              แม้แมงมุมหกขาจะอ่อนแรงแต่ใช่ไว้จะไร้ซึ่งคมเขี้ยวมันไม่ยอมที่จะพ่ายแพ้ให้กับพวกเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมพวกนี้ เดิมทีทั้งสามคนสมควรตายไปแล้ว

     

            ถ้าไม่ใช่เพราะมีทวนวิเศษเล่มนั้นก็คงจะทำร้ายตัวมันไม่ได้เป็นแน่ด้วยโครงสร้างร่างกายของมันแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรธรรมดาถูกนับว่าเป็นอาวุธขั้นสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงขาของมันนั้นทนทานและแข็งแกร่งกว่าที่อื่นใดแต่ต้องแลกด้วยการที่มันมีเพียงหกขาเท่านั้น

             

            จากเดิมที่ควรจะมีแปดถึงสิบสองขาเผ่าพันธุ์ของมันแรกเกิดจะมีแปดขา ยาวโตขึ้นเลื่อนขั้นถึงระดับสามจะมีสิบขาและถ้าหากฝึกฝนจนบรรลุระดับสี่ได้จะมีขาเพิ่มเป็นสิบสองขาและขาของพวกมันจะแข็งแกร่งขึ้นตามระดับ

             

            ทว่าเจ้าแมงมุมตัวนี้นั้นแปลกแยกกว่าตัวอื่นมันเกิดมาก็มีเพียงหกขาเลื่อนมาถึงระดับสามก็ยังมีเพียงหกขาแต่ขาของมันกลับแข็งแกร่งมากเสียกว่าแมงมุมระดับสี่เสียอีก ทั้งยังฝึกฝนได้เร็วกว่าสัตว์อสูรชนิดเดียวกันนั่นคือสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกับความสามารถเช่นนี้ ชื่อที่แท้จริงของพวกมันคือ ‘แมงมุมดาบ’

             

            แมงมุมดาบได้หยุดพักเพียงชั่วครู่เท่านั้นการโจมตีระลอกใหม่ก็เข้ามา

             

            “สะบั้นสายลม!”

             

            “สามดาบพิฆาต!”

             

            “ทวนอัสนีทะลวงสวรรค์!”

             

            แสงสีเขียววาดผ่านออกมาเป็นแนวขวางปราณคมกริบพุ่งผ่านออกประสานกับคลื่นพลังหยวนสีแดงเข้มสามสายที่วาดออกเป็นรูปกากบาทแต่กากบาทนั้นกลับมีหนึ่งขีดวาดลงตรงกลาง ไม่เพียงเท่านี้คลื่นหยวนที่แข็งแกร่งกว่าผู้ใดก็เคลื่อนเข้ามาร่วมด้วยนอกจากคลื่นหยวนแล้วยังมีคลื่นอัสนีที่แฝงไปด้วยเจตนาแห่งคมทวน

             

            พลังทั้งสามประสานกันเกิดเป็นคลื่นพลังหยวนที่คมกริบนั่นเพราะทั้งสามได้แฝงเจตจำนงแห่งคมกระบี่ คมดาบ และคมทวนเข้าไป ทำให้พลังที่แสดงออกมานั้นเปล่งพลังเชือดเฉือนอย่างที่สุดเชือดเฉือนได้ทุกอย่างได้ไม่เว้นแม้แต่ขาของแมงมุมหกขาตัวนี้ที่นับว่าเป็นอาวุธระดับที่ยากจะทำลายได้!

             

            นับเป็นความสำเร็จที่ก้าวหน้าที่สำคัญของทั้งสามที่สามารถแสดงออกถึงความสามารถที่โดดเด่นได้ถึงเพียง

             

            ท่าสุดยอดของบุคคลทั้งสามถูกใช้ออกมาอย่างพร้อมเพรียงในเวลาทั้งสามคนสามารถต่อสู้ประสานการโจมตีได้อย่างลงตัวแล้วจากการต่อกรกับแมงมุมนี้ต้องใช้ความสามารถต่างๆทั้งการพลิกแพลงกระบวนท่าสลับไปมารวมทั้งร่วมมือกัน จึงทั้งให้ทั้งสามจัดรูปขบวนโจมตีได้อย่างดีและไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะเหมาะเจาะไปมากกว่านี้แล้วในการเผด็จศึกจึงตัดสินใจโจมตีอย่างสุดกำลัง หากครั้งนี้ไม่สำเร็จทั้งสามคงได้ไปพบยมบาลเป็นแน่!

             

            แมงมุมหกขานั้นถูกกดดันจากพลังที่ทั้งสามปล่อยมาบีบคั้นจนไม่สามารถทำสิ่งใดได้ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว ตัวของมันในยามนี้คล้ายหดเล็กลงเป็นแมงมุมตัวน้อยรอคอยความตายอยู่ฉะนั้น

             

            ตู้ม! ครืด!!!!

             

            เสียงปะทะกันของคลื่นพลังและขาอันทรงพลังของแมงมุมหกขาดังยาวระคายหูไปทั่วสัตว์อสูรแต่เดิมที่ค่อยๆเดินเข้ามาบัดนี้เกิดความตระหนกและรำคาญจึงค่อยๆเดินถอยหลังกลับไปผู้เยาว์ทั้งสามเองก็ต้องนำมือมาปิดหูและใช้พลังหยวนปกป้องแก้วหูของตนอย่างสุดกำลัง

             

            เมื่อแสงสีจากคลื่นหยวนหายไปก็พบกับแมงมุมหกขาที่บัดนี้มีสภาพยับเยินขาทั้งหกของมันถูกตัดขาดออกเหลือเพียงตัวของมันที่ยังคงกลิ้งไปมาจนสิ้นใจตายอย่างอนาถ

             

            “ไม่เลวๆถือว่าพวกเจ้าต่อสู้ได้ดีทีเดียว และที่สำคัญเหมือนข้าจะออกมาถูกจังหวะเสียจริง”

             

            เมื่อทุกคนได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นั้นคือใคร

             

            “หนิงเฟยหลง!” ทั้งสามต่างเรียกออกมาพร้อมกันอย่างสุดเสียงด้วยความดีใจ

             

            หนิงเฟยหลงยิ้มตอบให้แล้วหันหน้าไปที่ขาแมงมุมทั้งหกพลางขบคิดขึ้นด้วยสีหน้าอันชั่วร้าย “หึๆ ข้านี่โชคดีจริงๆการมาคราวนี้ไม่เสียเที่ยว ไม่เสียเที่ยวจริงๆกลับไปคงได้อาวุธระดับสูงมาเพิ่มอีกตั้งหกชิ้น ฮ่าฮ่า”ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างลืมตัว โดยที่ไม่รู้เลยว่าเมื่อสักครู่มีคนกำลังพูดคุยกับมันอยู่

             

            ทั้งสามต่างก็ทำหน้าเหยเกใส่หนิงเฟยหลงด้วยรู้ว่าผู้นำของมันขบคิดสิ่งใดอยู่ หนิงเฟยหลงรู้สึกเคอะเขินจึงยิ้มแห้งๆออกมาในยามนี้อารมณ์ที่ขุ่นมัวสภาพลบของทั้งสี่คนได้หายไปหมด ทุกคนปลอดภัยแล้วเหลืออย่างเดียวคือออกเดินทางไปจากที่นี่ก่อนที่สัตว์อสูรที่เหลือจะกลับมา

             

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน