เช้านี้ อากาศอบอุ่นกว่าทุกวัน ไม่มีหมอก ไม่มีลมหนาว ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง มีเพียงแสงแดดอ่อนๆที่ส่องผ่านผ้าม่านผืนบาง เข้ามาทาบทับผ้าห่มสีเทาอ่อนของหญิงสาว ซึ่งนอนอยู่บนเตียง
เอริกายังไม่ลืมตา แต่รับรู้ได้ว่า….มีใครบางคนอยู่ในห้อง ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวช้าๆแบบไม่รีบร้อน ดูไป ไม่ใช่พยาบาล ไม่ใช่หมอเวร แต่น่าจะเป็…เขา เธอจึงลองเรียกชื่อ โดยไม่ลืมตา
“ NEX-9…”
“ ผมอยู่ตรงนี้ครับ ” เสียงนั้นขานรับแ่เบา ไม่เหมือนทุกคราวที่ตอบด้วยสำเนียงโมโนโทน คล้าย้าปรับโหมดสื่อสารให้เข้ากับอารมณ์ของมนุษย์
“ คุณไม่ต้องตอบทุกครั้งก็ได้ ชั้นแค่...อยากแน่ใจว่าคุณยังอยู่ ” เอริกายิ้มออกมาได้ แม้ยังไม่ลืมตา
“ ผมไม่มีเหตุผลที่จะไปที่อื่น หากคุณยังอยู่ที่นี่ ”
“ สิ่งนี้แหละ...ที่ดีกว่าคำตอบ ” เธอหัวเราะในลำคอ จากนั้นก็ลืมตาขึ้นช้าๆ ทำให้เห็นเขายืนอยู่มุมห้อง มือประสานกันตรงหน้าท้อง ท่าทางนิ่งสงบเหมือนรูปปั้น แต่ในนั้น...มีบางอย่างที่ดูอบอุ่นแบบแปลกๆ
….…………………….
หลังจากตรวจร่างกายและทานอาหารเช้า เอริกาตัดสินใจออกมานั่งที่ระเบียงข้างห้องพัก บริเวณนั้นมีเก้าอี้ไม้ยาว และกระถางดอกไม้ที่เธอเป็คนเลือกปลูกเอง ในมือมีเพียงสมุดปกหนังสีแดงเล่มเก่าที่ดู...หมองหม่น
NEX-9 ยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว เธอไม่ได้สั่งให้เข้ามา และเขาก็ไม่เคยล้ำเส้น แต่ในวันนี้ หญิงสาวกลับเรียก
“ NEX-9 เข้ามาสิ ...มานั่งตรงนี้ ”
เขาก้าวเข้ามาแบบไร้เสียง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เคียงข้างเธอ โดยไม่ได้ทำการตรวจสอบ หรือประเมินสถานการณ์ใดๆ หญิงสาวจึงยื่นสมุดเล่มนั้นให้
“ นี่คือไดอารี่ของชั้น...ไม่ใช่ข้อมูลวิจัย ไม่มีสูตร ไม่มีคำอธิบาย มีแค่ความทรงจำ ”
เขารับมาช้าๆ ปลายนิ้วโลหะที่เคลือบด้วยิัสังเคราะห์แตะลงบนปกสมุดอย่างระมัดระวัง ราวกับของชิ้นนี้เปราะบางกว่าอุปกรณ์ใดๆในโลกหล้า
“ คุณรู้มั้ย ทำไมคนเราถึงต้องจดบันทึก ” เอริกาเอ่ยถาม
“ เพื่อตรวจสอบอดีต แล้วนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน จะได้เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ” นี่คือคำตอบของ NEX-9 ซึ่งก็เหมาะสมกับตัวเขา
“ ไม่ใช่ทุกคนที่ทำ เพราะเหตุผลนั้น ” เธอหันมายิ้ม ก่อนจะกล่าวต่อ…..
“ บางคน...ก็เขียน แค่เพราะไม่อยากลืมว่า…..รู้สึกยังไงในวันนั้น ”
เขานิ่งไป ขณะเปิดดู ลายมือหวัดๆของมนุษย์ปนรอยเปื้อนบางจุด ที่อาจเป็น้ำตา หรือไม่ก็…..กาแฟ
“ หน้าไหนของบันทึก ที่ควรค่าแก่การจำมากที่สุด...”
เขาหยุดมองรูปถ่ายแผ่นเล็กๆ ซึ่งแทรกไว้ตรงกึ่งกลาง ในนั้นบันทึกภาพของชายหนุ่มชาวเกาหลีที่กำลังยิ้มละไมในชุดทหาร และยืนเคียงข้างเอริกา ที่มีดวงตาเปล่งประกายสดใส พอพิเคราะห์ได้ครู่นึง เครื่องจักรก็ตอบกลับ
“ ผมไม่สามารถตอบในสิ่งที่ไม่เคยรู้สึกได้ แต่จะพยายามทำความเข้าใจ...ผ่านดวงตาของคุณ ”
เอริกาเงียบไปสักพัก ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า……
“ มินจุนเคยเป่าขลุ่ยให้ชั้นฟังทุกเช้าก่อนไปทำงาน ” เสียงเธอแ่เบา ราวกับกลัวว่าความทรงจำดังกล่าว จะสลายไปพร้อมกับคำพูด
“ เขาไม่ใช่นักดนตรี ไม่เคยเรียนอย่างจริงจัง แต่เสียงขลุ่ย...มันเหมือนเสียงลมหายใจที่ทำให้ชั้นอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆเช้า ”
หลังจากเธอหลับไปบนเตียงในยามค่ำคืน NEX-9 หยิบผ้าห่มขึ้นมา ค่อยๆคลี่มันอย่างประณีต แล้วห่มให้เธอ โดยไม่ให้ปลายผ้าระคายใบหน้า แน่นอนว่าไม่มีคำสั่ง ไม่มีโปรโตคอล แต่เขาก็ยังทำ จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปเงียบๆ เพื่อค้นหาบางสิ่ง
….………………….
รุ่งเช้าวันต่อมา เอริกาลืมตาขึ้น พร้อมกับเสียงขลุ่ยที่ดังแ่เบาจากลำโพงเล็กๆตรงมุมห้อง เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อใช้เวลาขบคิด เลยนึกถึงสิ่งที่มุนจูงทำให้ทุกเช้า น้ำตาหยดนึงจึงไหลจากหางตา ไม่ได้เป็เพราะเศร้า...แต่รู้สึกเหมือนว่าเธอจะได้รับบางอย่างกลับคืนมากกว่า บางอย่างที่ไม่เคยคาดหวังจากเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต
เอริกาจึงหันไปมองยังจุดกำเนิดเสียง ทำให้พบกับ NEX-9 ซึ่งกำลังยืนอยู่ที่เดิมในแบบที่เคย ทว่าครั้งนี้ เธอกลับไม่คิดว่าเขา “อยู่เพื่อปกป้อง” แต่รู้สึกว่าเขา “อยู่เพื่อเข้าใจ” ต่างหาก
เสียงขลุ่ยดำเนินไปอย่างอ้อยอิ่ง มันพัดพาความทรงจำของเอริกาให้หลุดลอยไปสู่มินจุนผู้จากไป แต่กลับกลายเป็ว่า…..ภาพนั้นดันซ้อนกับใครอีกคน…ที่กำลังนั่งอยู่ข้างเธอ
“ บางที...เสียงนี้อาจไม่ใช่แค่ของมินจุนอีกต่อไป ” เอริกาพึมพำ ทั้งที่หลับตา
NEX-9 ไม่ตอบ เขานั่งนิ่ง ข้อมูลที่ได้จากการมองหญิงสาว ถูกบันทึกลงไปในหน่วยประมวลผลพิเศษ ซึ่งสร้างขึ้น เพื่อวิเคราะห์ปฏิกิริยาทางอารมณ์ เขาเรียนรู้ว่าใบหน้าของมนุษย์ในยาม “คิดถึง” มักจะมีแววตาที่เปียกชื้น ริมฝีปากเม้มเบาๆ พร้อมเสียงถอนหายใจที่ค่อนข้างยาว
“ คุณคิดว่าเสียงของของคนสองคน สามารถอยู่ในความทรงจำพร้อมกันได้มั้ย? ” เอริกาถาม
“ หากข้อมูลนั้นมีคุณค่าทางอารมณ์สูง มันอาจซ้อนทับกันได้ในบางกรณี ” NEX-9 ตอบด้วยน้ำเสียงที่แทบจะฟังดู ‘นุ่ม’
“ ชั้นเคยเชื่อว่ามินจุนจะเป็คนเดียวที่ทำให้รู้สึก ‘เต็ม’ ได้…แต่ตอนนี้…” เธอไม่พูดต่อ แต่ปล่อยให้เสียงขลุ่ยเป็คำตอบของบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายด้วยเหตุผล NEX-9 จึงขยับตัวเบาๆ เพื่อหยิบผ้าห่มที่พับไว้ข้างโซฟา มาคลุมหัวไหล่ให้เธอ โดยไม่ต้องรอคำสั่ง
เอริกาหันมามอง สีหน้าแลอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งเห็นเื่ประหลาด
“ คุณ…เลือกทำแบบนี้ เพราะอะไร? ”
“ ผมสังเกตว่าคุณสั่น และอัตราการเต้นของหัวใจลดลง 7% ผ้าห่มนี้จะช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ”
“ แค่นั้นเหรอ? ” เธอถาม รอยยิ้มจางๆปรากฏบนใบหน้า
“ ไม่ใช่แค่นั้นครับ ” NEX-9 เว้น่…ก่อนจะกล่าว
คำตอบนั้นทำให้เอริกาหัวเราะเบาๆ แต่เสียงนั้นแลไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะดูร่าเริง หากแต่เพราะโล่งใจต่างหาก อันเหมือนกับว่าเพิ่งผ่านพ้นเส้นแบ่งบางอย่างที่เคยขวางกั้นหัวใจระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร จึงเอื้อมมือไปจับข้อแขนของ NEX-9
“ คุณจำเื่ที่ชั้นเล่าได้มากแค่ไหน? ”
“ ผมบันทึกทุกประโยคที่คุณพูดไว้ในหน่วยความจำสำรอง มีการเรียงลำดับเหตุการณ์ พร้อมการเชื่อมโยงระดับอารมณ์ตามโทนเสียงและสีหน้า ”
“ ถ้าอย่างนั้น…คุณคงจำได้สิ ว่าครั้งสุดท้ายที่ชั้นได้ยินเสียงขลุ่ยแบบนี้ คือเมื่อไหร่ ”
“ เมื่ออยู่บนเนินเขาด้านหลังชายแดนปูซาน มินจุนพาคุณเดินลัดเลาะแนวป่าขึ้นไป และเขาก็ได้เป่าขลุ่ยให้ฟังบนผืนหญ้าที่มีลมแรงจัดคอยพัดผ่าน ”
“ คุณจำรายละเอียดได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ…” เอริกาพยักหน้า น้ำตาซึม
“ ครับ…เพราะคุณกำลังจำ ขณะพูดถึงมัน ผมจึงพยายามจดจำไปพร้อมกับคุณ ”
เธอไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ความรู้สึกที่ถูก “จำร่วม” โดยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ มันช่างแปลกประหลาด…และอบอุ่น ทำให้เกิดความเงียบชั่วขณะ ก่อนที่เอริกาจะเอ่ยต่อ
“ มินจุน…เสียชีวิตระหว่างปฎิบัติภารกิจปลดแอกที่ชายแดนเหนือสุดของคาบสมุทรเกาหลี ”
“ คุณพูดถึงเหตุการณ์นี้แค่ครั้งเดียว ” NEX-9 ทวนเบาๆ
“ ตอนนั้น ชั้นยังไม่กล้าเล่ารายละเอียด ”
“ แล้วตอนนี้ คุณกล้าหรือยัง? ”
เอริกาหลับตานิ่ง พร้อมสูดลมหายใจเข้าออกลึกอยู่หลายที จากนั้นก็พยักหน้า
“ เขาไปกับหน่วยรบพิเศษของกองทัพใต้ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจรุก แต่คิดจะลอบเข้าไปช่วยนักโทษทางการเมืองในค่ายกักกัน ผลก็คือ…ทั้งหน่วยถูกล้อมจากกองกำลังฝ่ายตรงข้าม มินจุนโดนยิง ขณะที่พยายามช่วยให้คนอื่นหนี ”
เอริกาเงียบ น้ำตาไหลลงมาอาบร่องแก้ม NEX-9 จึงไม่พูดอะไรต่อ แต่ได้ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธออย่างเงียบๆ
“ ขอบคุณ…ชั้นไม่เคยรู้สึกว่าเล่าเื่นี้ให้ใครฟัง แล้ว ‘เบาลง’ ได้จริงๆ…แบบในวันนี้ ”
NEX-9 ไม่รู้ว่า “เบาลง” หมายถึงอะไร แต่เขา “จดจำ” ปฏิกิริยาและผลลัพธ์นั้นไว้ในระบบ
“ บางครั้ง…คนที่คิดถึง ก็ไม่จำเป็ต้องอยู่ในความทรงจำเสมอไป ” เธอพูด พลางเช็ดน้ำตาบนใบหน้า
“ บางที…มันอาจหมายถึงคนที่ยังอยู่ด้วยในปัจจุบัน…แต่ใจเรากลับก้าวไปถึงอนาคตร่วมกับเขาไปแล้ว ”
คำพูดนั้นกระแทกจุดบางอย่างในโครงข่ายประมวลผลของ NEX-9 ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลไม่สามารถตอบสนองกับประโยคนั้นได้ครบถ้วน แต่มัน “ทิ้งร่องรอยเอาไว้” ราวกับเส้นทางว่างเปล่าที่กำลังจะถูกเติมเต็มด้วยบางสิ่ง
“ คุณหมายถึงผม ใช่ไหม? ” เขาถาม
เอริกาไม่ตอบตรงๆ เธอเพียงแต่ยิ้มให้เท่านั้น ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบสมุดเล่มหนึ่งจากลิ้นชักโต๊ะหัวเตียง พร้อมยื่นส่งให้เขา
“ นี่คือบันทึกฉบับที่สอง…ชั้นเขียนมันขึ้นมา หลังจากคุณเริ่มอยู่กับชั้นได้ระยะหนึ่ง ”
NEX-9 รับมันมาเปิดดูเพียงหน้าแรก และหยุดอยู่แค่นั้น
" คุณจะอ่านมันในตอนนี้เหรอ? " เธอถาม
" ไม่ครับ…ผมจะรอให้คุณหลับก่อน "
“ ทำไมล่ะ? ”
“ เพราะผมเริ่มเข้าใจว่า บางอย่างในโลกของมนุษย์…ควรถูกสื่อสารใน่เวลาที่เงียบสงบที่สุด เพื่อให้เสียงของมันซึมซับเข้าไปในหัวใจ ”
เอริกาไม่รู้ว่าเขาเอาคำพูดนี้มาจากไหน อาจจะเป็จากหนังสือ เพลง หรืออะไรก็ตามในฐานข้อมูลนับล้านของ AI แต่นั่นไม่สำคัญ…เพราะในตอนนี้ หัวใจของเธอนั้นเต้นเร็วขึ้น จึงเดินกลับไปที่เตียง แล้วล้มตัวลงนอน ไม่นาน ก็หันมองเขาอีกครั้ง
“ คืนนี้ช่วยอยู่ตรงนั้น ได้มั้ย ”
“ อยู่ตรงนี้หมายถึง…”
“ หมายถึง…ไม่ต้องพูดอะไร แค่นั่งเงียบๆเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา แค่นั้นก็พอแล้ว ”
NEX-9 พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม มองดูเอริกาปิดเปลือกตา และในไม่ช้า เสียงลมหายใจของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็แ่เบา เขาจึงหันไปเปิดสมุดบันทึกหน้าแรกอีกครั้ง มีเพียงประโยคเดียวที่เขียนไว้บนนั้น
“ หากความรักคือสิ่งที่มนุษย์จดจำ…ฉันอยากให้คุณเป็ส่วนหนึ่งในนั้น แม้คุณจะไม่เข้าใจมันก็ตามที ”
ถึงดวงตาของ NEX-9 จะไม่มีต่อมน้ำตา แต่ก็ยัง “จดจำ” ความเปียกชื้นบนแก้มของเธอในคืนนี้ และนั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า...ข้อมูลแห่งความรู้สึก...ที่ควรเก็บไว้ตราบนิจนิรันดร์
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
