“เช่นนั้นแล้วท่านให้เขาหยุดเกวียนด้วยเหตุใด?”
กวานจื่อเซิงจ้องหน้านางเขม็ง “บอกข้ามาตรง ๆ เหยียนเอ๋อร์ เ้ายังมีเื่ปกปิดพวกเราอยู่อีกใช่หรือไม่?”
กวานซูเหยียนชะงัก ดวงตาหลุบลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว มือกำชายกระโปรงแน่นเมื่อนึกถึงความลับที่พกพาอยู่ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา
แต่เมิ่งหรูรีบเถียงแทนเ้านายทันที “ฮูหยินไม่มีความลับอะไรแล้วเ้าค่ะ นายท่านอย่ามากล่าวหาฮูหยินของข้ามั่วซั่วนะเ้าคะ!”
ชายหนุ่มถลึงตาใส่เมิ่งหรูทีหนึ่ง “เ้าก็อีกคน! เปลี่ยนสีเร็วเป็จิ้งจกเชียวนะ! ก่อนหน้านี้ยังคุกเข่าคำนับข้า ข้ามคืนก็กล้าชี้นิ้วใส่หน้าข้าแล้ว! ไม่จิ้มตาข้าให้บอดไปเสียเลยเล่า!”
เมิ่งหรูยิ้มอ่อน ถอยหลังกลับมาก้าวหนึ่งแต่ยังไม่ยอมหยุดเถียง “ก็..ท่านไม่ใช่องค์ชายนี่นา..อีกอย่าง ฮูหยินของข้าก็ไม่มีความลับอะไรจริงๆ แม้แต่ของวิเศษอย่างเหรียญทองคำนางก็ยังยอมบอกพวกท่านเลย”
แต่กวานจื่อเซิงกลับส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “ไม่ใช่แค่เหรียญนั่น ข้าถามว่านางซ่อนเื่อะไรอื่นอีก เ้าจะพูดเองหรือให้ข้าพูด?” เขาหันไปถามกวานซูเหยียนอีกครั้ง
“ข้า..ข้ามีเื่ปิดบังเอาไว้อีกเื่จริงๆ”
เมิ่งหรูหันขวับมามองเ้านาย เพิ่งรู้ตัวว่าแม้แต่นางเองก็ยังไม่รู้ความลับนี้
กวานซูเหยียนเม้มริมฝีปาก ก่อนสารภาพด้วยเสียงอันแ่เบา
“ข้าตั้งครรภ์…ลูกของเซียวหลิงเจาได้หกเดือนแล้ว”
ทันทีที่คำพูดสิ้นสุด ทุกอย่างราวกับหยุดนิ่ง เสียงลมที่พัดใบไม้ไหวคล้ายเลือนหายไปจากโลก เหลือเพียงสามชีวิตที่มองนางด้วยความตกตะลึงสุดขีด
เมิ่งหรูยกมือขึ้นปิดปากแน่น ดวงตาสั่นระริกอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เช่นนั้นก็หมายความว่า…ฮูหยินรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ั้แ่ก่อนที่เราจะหลบหนีกันออกมางั้นหรือเ้าคะ?”
กวานซูเหยียนไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป นางพยักหน้าเบา ๆ
“ถ้าบ่าวรู้…บ่าวจะไม่ยอมให้ฮูหยินต้องลำบากเช่นนี้แน่ ๆ!” เมิ่งหรูน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่
กวานซูเหยียนจับมือสาวใช้เอาไว้ “ก็เพราะข้ารู้ว่าเ้าจะห้าม…ข้าถึงปิดบังไว้ก่อน ยังไงเราก็ต้องหนี ข้าไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ นะเมิ่งหรู”
เมิ่งหรูเม้มปาก ก้มศีรษะลงด้วยความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้ามา
กวานจื่อเซิงที่ยืนพิงล้อเกวียนมานานก็เป่าลมหายใจออกแรง ๆ “หกเดือนแล้ว เด็กโตเกินกว่าจะทำแท้ง…หรือว่าทำได้?” เขาหันไปตั้งคำถามกับซูเซิ่นอี้
ซูเซิ่นอี้หันขวับมามองเขาใ รีบโบกไม้โบกมือพัลวัน
“นายท่าน..ละเว้นข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ เื่คิดร้ายเอาชีวิตผู้อื่นนี่..ข้าน้อยไม่เอาอีกแล้ว..อีกอย่าง..นั่นก็อันตรายถึงชีวิตของฮูหยินเลยนะขอรับ”
กวานจื่อเซิงเบ้ปาก “ข้าก็แค่ถาม ไม่ได้คิดเป็จริงเป็จังเสียหน่อย”
เขาหันไปมองน้องสาว ดวงตาอ่อนลงอย่างไม่ปิดบัง
“แม้เราจะไม่ได้เป็ญาติพี่น้องโดยสายเื แต่ข้าก็โตมากับนาง รักนางเหมือนน้องสาวแท้ๆ นางเก็บเด็กเอาไว้ย่อมแสดงว่านางตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะยอมรับเขาเป็หลานของข้าเช่นกัน”
กวานซูเหยียนทำตาโต น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “นี่พวกเ้าทั้งสาม…ไม่ได้คิดจะสังหารลูกของข้า…จริง ๆ หรือ?”
ทั้งสามมองหน้ากันก่อนส่ายหน้าพร้อมกันโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางจึงถามต่อ “แล้ว..พวกเ้าไม่โกรธเซียวหลิงเจาแล้วหรือ?”
ซูเซิ่นอี้เป็คนแรกที่ตอบ
“ข้ากับเขาไม่เคยติดค้างอะไรกัน แต่หากจะให้พูดตามตรง…ถ้าแคว้นเหยียนไม่ล่มสลาย ทั้งชีวิตข้าก็คงต้องหลบซ่อนสายตาจากฮ่องเต้ต่อไป ไม่มีโอกาสได้เห็นเดือนเห็นตะวันเหมือนวันนี้ เขาเปิดโอกาสให้ข้าได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ข้าก็ไม่สมควรโกรธเขามิใช่หรือขอรับ”
เมิ่งหรูลูบท้องของกวานซูเหยียนเบาๆ ก่อนจะอึกอักตอบเสียงแ่
“บ่าว…เกลียดชังเขาก็จริงเ้าค่ะ เคียดแค้นด้วย แต่เด็กในท้องก็มีสายเืฮูหยินครึ่งหนึ่ง หากฮูหยินไม่คิดจะเก็บเด็กไว้…ก็คงตัดสินใจั้แ่รู้ตัวแล้ว บ่าว…จะไม่แตะต้องเด็กเป็อันขาด”
กวานซูเหยียนเม้มปาก น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง
ส่วนกวานจื่อเซิง…เขากลับเอียงคอ ลูบคางอย่างครุ่นคิดราวกับกำลังตัดสินใจเื่ว่าจะกินบ๊ะจ่างไส้อะไรในมื้อต่อไปเท่านั้น
“อืม ถึงแม้ข้าจะไม่ได้เป็โอรสของเสด็จพ่อ แต่พระคุณเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ก็ยังมีอยู่ ข้าอยากสังหารเขาไหม? แน่นอนอยู่แล้วว่าอยาก แต่..ข้าคงสู้เขาไม่ไหวกระมัง!”
เขาหัวเราะหึ ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ที่ข้ามาหาเ้า ก็เพราะหวังให้เ้าเป็คนแก้แค้นแทนเสด็จพ่อ แทนผู้คนแคว้นเหลียงซาน ส่วนเด็ก..เขาย่อมไม่เกี่ยว ถ้าเ้าไม่้าแก้แค้น เื่นี้ก็เป็อันจบ”
คำพูดเรียบง่ายไม่ใส่ใจของเขากลับทำให้กวานซูเหยียนเหมือนถูกปลดพันธนาการที่บีบรัดหัวใจมานาน นางยกมือขึ้นปิดปาก ร่างสั่นสะท้าน ร่ำไห้อย่างไม่อายใคร
นางกังวลอยู่นานจนแทบจับไข้ ว่าเมื่อเด็กเกิดมาคนเหล่านี้อาจหาทางกำจัดเขา แต่ตอนนี้คำตอบอยู่ตรงหน้าแล้ว พวกเขากลับพร้อมจะปกป้องลูกของนาง…เท่าที่นางเองยังไม่กล้าเชื่อ!
กวานจื่อเซิงขมวดคิ้วมุ่น รีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
“อย่าร้องสิ ข้าไม่ชิน เหยียนเอ๋อร์ที่ร้องไห้น่ากลัวกว่าตอนเ้าแผดเสียงด่าคนเสียอีก”
คำพูดนั้นทำให้ซูเซิ่นอี้กับเมิ่งหรูหลุดยิ้มออกมาพร้อมกัน บรรยากาศหนักอึ้งแปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นผ่อนคลายในทันใด
และเป็ครั้งแรก…ที่กวานซูเหยียนรู้สึกว่าบนเส้นทางที่อันตรายนี้ นางไม่ได้ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเพียงลำพังอีกต่อไปและยังสามารถสร้างเส้นเื่ใหม่เพื่อตนเองกับลูกได้อีกด้วย!
หญิงสาวเช็ดน้ำตาออก ก่อนสูดหายใจลึกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใสกว่าเดิม
“เชื่อข้าเถิด หากเราปล่อยวาง…เราก็จะมีชีวิตที่ดีได้ อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันเป็อดีตไป แล้วเราจะไปเริ่มต้นใหม่กันที่เมืองเป่ย!”
กวานจื่อเซิงกลอกตา สะบัดเส้นผมที่ยังคงพันกันยุ่งเหยิงบนศีรษะไปด้านหลัง
“ที่เมืองเป่ยน่ะหรือ? เมืองร้างที่มีแต่บ้านเรือนพังๆ ล่ะสิไม่ว่า! น่าอยู่ตายล่ะ!”
นางส่ายหน้า
“พี่ห้าอย่าดูถูกเมืองชายแดนเกินไปนัก เมืองที่าเพิ่งผ่านามาย่อมต้องฟื้นฟู ต้องสร้างใหม่ทุกอย่าง บ้านเรือน ผู้คน การค้า …ที่แบบนั้นแหละมักจะมีโอกาสมากกว่าที่เราเห็น”
ซูเซิ่นอี้กับเมิ่งหรูหันมามองอย่างสนใจ นางจึงพูดต่ออย่างใจเย็น
“แค่เราขยัน สู้งาน และรู้จักมองหาโอกาส พวกเราต้องตั้งตัวได้แน่ การสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ย่อม้าแรงงาน ้าร้านค้า ต้องมีสักอย่างที่เรานำไปขายได้บ้างล่ะ”
เมิ่งหรูค่อย ๆ พยักหน้าคล้อยตาม “ก็จริงเ้าค่ะ”
กวานซูเหยียนยิ้มมุมปาก “ใช่แล้ว หากเราวางแผนให้ดี เปิดร้านเล็ก ๆ หรือค้าขายของใช้จำเป็ ความรุ่งเรืองก็ไม่ใช่เื่เพ้อฝันนัก”
แน่นอนว่าสิ่งที่นางคิดจริง ๆ มีมากกว่านั้นมาก ในหัวของนาง มีทั้งแิการทำของแปรรูป การจัดการบัญชี และวิธีโฆษณาชวนเชื่อจากโลกที่นางจากมา แม้ดูเหมือนจะเป็เื่เล็กน้อย แต่สำหรับคนในยุคโบราณแล้ว นางเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำการค้าได้เจริญรุ่งเรืองกว่าผู้ใด
แต่เื่เหล่านี้นางพูดออกไปไม่ได้ จึงได้แต่เลือกคำที่ฟังดูเหมือนแิของหญิงสาวธรรมดาผู้มองโลกกว้าง
กวานจื่อเซิงยักไหล่ “เอาเถอะ ๆ ข้าเองก็ไม่มีที่ไหนให้ไปอยู่แล้ว หากเ้าคิดว่าเมืองเป่ยจะเลี้ยงพวกเราได้ ข้าก็ยินดีจะลองดูสักตั้ง”
…
หลังจากเดินทางต่อเนื่องมาอีกเกือบหนึ่งเดือน พวกเขาก็มาถึงเมืองกวงเฉิง เมืองนี้เป็เมืองเล็กๆ ที่เป็จุดพักของกองคาราวานที่มุ่งหน้าไปทางเหนือจึงมีผู้คนเดินทางผ่านไปมาพอสมควร แต่ก็ยังไม่ถึงกับจอแจเท่าเมืองใหญ่ๆ
ซูเซิ่นอี้หันมาบอกกับทุกคน
"ตามที่ชาวบ้านบอกทางมา เมื่อถึงเมืองกวงเฉิงอีกสิบวันข้างหน้าเราก็จะถึงเมืองเป่ยแล้ว พวกท่านจะแวะพักค้างคืนที่นี่ก่อนหรือจะเดินทางต่อไปเลยขอรับ”
“แวะก่อน!” กวานจื่อเซิงรีบะโตอบ
“เดินทางต่อ…” กวานซูเหยียนพูดสวน แต่ก็ชะงักเมื่อเห็นว่าพี่ชายคิดตรงข้าม