บทที่ 27 แกมันเลว
ไป๋ฮวาไม่อยากให้เพื่อนรักเห็นภาพบาดตานี้เลยรีบคล้องแขนหลี่ซือฉิงไว้ “ฉิงน้อย ฉันลืมไปว่าจะซื้อข้าวข้าง ๆร้านหม้อไฟกลับไปฝากเพื่อนที่ห้อง เราเดินย้อนกลับไปซื้อกันนะ”
น่าเสียดายที่ไป๋ฮวาช้าไปเพียงเล็กน้อยตอนนี้สายตาของหลี่ซือฉิงกำลังมองไปยังคู่รักคู่นั้นที่กำลังกอดจูบกันหน้าเคทีวีแล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ในใจของหลี่ซือฉิงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งเสียใจ โกรธแค้น และจุกอก ในหัวสมองมันขาวโพลนไปหมดตอนนี้สิ่งที่เธออยากทำที่สุดก็คือ อัดคน !
หลี่ซือฉิงปัดมือของไป๋ฮวาออก จากนั้นเธอก็สาวเท้าเดินตรงเข้าไปอารมณ์โกรธคุกรุ่นขึ้น จนถึงขนาดที่คนที่อยู่โดยรอบสามารถััได้
“โห โกรธแต่ยังน่ารัก”
“แฟนใครวะเนี่ย”
“เดี๋ยวได้มีเื่แน่ๆ”
เหล่าคนที่มุงโดยรอบพูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นหลี่ซือฉิงเดินพุ่งตรงมาทางคู่รักที่อยู่ข้าง ๆเห็นภาพเธอเดินเข้าไปตบใส่ผู้หญิงคนนั้น แล้วก็เห็นเธอะโสูงเข่าลอยใส่ใบหน้าหล่อๆ ของผู้ชายที่อยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าผู้ชายคนนี้ก็คืองหยางซิ่ว
โครม!
ร่างของหยางซิ่วกระเด็นถอยหลังจนชนประตูหน้าทางเข้าเสียงดังดึงดูดผู้คนบริเวณนั้นทันที ต้องรู้ว่าจะดี จะเลวยังไงอย่างน้อยหลี่ซือฉิงก็ถือเป็คนของโลกเื้ั อยู่ในแวดวงของผู้ฝึกวรยุทธ์ เธอจึงมีวิชาติดตัวอยู่บ้างสามารถจัดการกับผู้ชายทั่วไปได้อย่างไม่ยากเย็น โดยเฉพาะเล่นงานตอนทีเผลอแบบนี้
“กรี๊ด! นี่เธอเป็ใคร มาทำแบบนี้กับแฟนฉันได้ยังไง”
หลี่ซือฉิงที่อารมณ์คุกรุ่นอยู่แล้วพอได้ยินประโยคนี้ก็โมโหยิ่งกว่าเดิม “แฟนเธองั้นเหรอ ! ฮวาฮวา จับมันไว้”
ไป๋ฮวาได้แต่ถอนหายใจแล้วทำตามดูท่าเื่วันนี้จะไม่จบง่ายๆ แล้ว “ระวังหน่อยแล้วกัน อย่าให้เป็เื่ใหญ่”
“ฉันรู้ขอบเขตดี”หลี่ซือฉิงตอบกลับ
เห็นเพื่อนยังมีสติอยู่ไป๋ฮวาก็วางใจได้ระดับหนึ่ง ล็อคตัว “แฟนสาว” ของหยางซิ่วไว้ ถึงจะเป็ผู้หญิงเหมือนกันแต่ไป๋ฮวาเป็คนฝึกวิชา มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะคุมผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งไว้ไม่สิ ถึงอีกฝ่ายจะตัวใหญ่กว่านี้ เธอก็มีวิธีจัดการ
หลี่ซือฉิงก้าวเข้าไปหาหยางซิ่วที่หนอนหงายอยู่พอเห็นสภาพแฟนหนุ่มของตัวเองแล้ว เธอก็อดสังเวชไม่ได้ “หยางซิ่ว นายดีเหลือเกิน”
“อึก… ฉิงน้อย เธอ เธอมาได้ยังไง”หยางซิ่วรู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมา แถมหัวสมองก็รู้สึกมึนงง
“หยางซิ่วนี่คือเื่ที่นายควรถาม? วันนี้ฉันจะอัดนาย นี่คือเื่ที่นายควรรู้ไว้”
พริบตานั้นท่าเท้านับไม่ถ้วนล้วนระดมใส่ใบหน้าของหยางซิ่วถึงขนาดที่ว่ากระทืบไปกี่ครั้ง หลี่ซือฉิงเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน จนเมื่อถึงตอนเธอเริ่มรู้สึกเหนื่อยเธอจึงเดินจากมา ในตอนนั้นหลี่ซือฉิงยังได้พูดทิ้งท้ายไว้ให้กับผู้หญิงที่จูบกับหยางซิ่งด้วยว่า
“ในเมื่อเขาเป็แฟนเธอเธอก็พาเขากลับไปด้วยแล้วกัน”
ทั้งสองคนเดินจากไปท่ามกลางสายตาของคนมากมายบริเวณหน้าร้านเคทีวี เหตุการณ์ครั้งนี้มีทั้งคนสมน้ำหน้า และสงสารหยางซิ่ว แต่ดูจะสมน้ำหน้ามากกว่าสงสาร
“ผู้หญิงคนนี้ไม่เลวเลยอัดได้ดี”
“ดูไว้เป็ตัวอย่างถ้าเธอกล้านอกใจฉัน ฉันจะอัดเธอแบบนี้”
“โหดชะมัด”
“ไม่อยากคิดสภาพเลยว่าถ้าเป็ฉันมันจะเป็ยังไง”
……….
ห้องลับใต้ดิน บ้านตระกูลหวัง
ห้องลับใต้ดินแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากวัสดุพิเศษมีความยืดหยุ่น และแข็งแกร่งทนทานมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการปิดด่านของผู้ฝึกยุทธ์โดยเฉพาะ เวลานี้ภายในห้องถูกไอเย็นหนาหนักปกคลุมไปทั่วอีกทั้งบริเวณขอบผนังยังเห็นแผ่นชั้นนำแข็งหนาเกือบสามเิเหากพ่อครัวเอาเนื้อสดมาแช่ในห้องนี้คาดว่าคงเก็บไวได้อีกหลายสัปดาห์โดยที่ไม่เน่าเปื่อย
ที่กึ่งกลางห้องมีแท่นหินหยกเนื้อดีชิ้นหนึ่งวางอยู่บนนั้นนั่งไว้ด้วยร่างหนึ่งที่กำลังหลับตา ทำสมาธิ คนๆ นี้ก็คือเฟิงเสวียเอง
ใบหน้างดงามสองตาหลับพริ้ม ไอปราณน้ำแข็นเวียนวน เห็นสัญญาณของการทะลวงขั้นอยู่กลาย ๆทุกลมหายใจเข้าออกของเฟิงเสวีย แฝงไว้ด้วยไอปราณเย็นเยียบสายหนึ่ง
พริบตานี้เองที่กึ่งกลางหน้าผากของเฟิงเสวียไอปราณน้ำแข็งเริ่มจับกันเป็กลุ่มก้อน ก่อร่างเป็เกล็ดน้ำแข็งขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับ ราวกับดวงดาวท่ามกลางเวิ้งฟ้า เมื่อดวงตาทั้งสองของเฟิงเสวียเปิดขึ้นเกล็ดน้ำแข็งที่อยู่กลางหน้าผากก็สลายกลายเป็ไอ และเมื่อเฟิงเสวียสูดลมหายใจเข้าไอปราณน้ำแข็งนั้นก็ซึมซับเข้าไปในร่าง
ฟู่!
เมื่อเฟิงเสวียถอนลมหายใจออกมา ปราณสีขาวบริสุทธ์ก็กลายเป็ลูกธนูทะยานออกไปสี่ทิศ แปดทาง ทำลายชั้นน้ำแข็งในห้องลับแตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ
นี่คือสัญลักษณ์ของการบ่งบอกว่าสำเร็จวิชาลมปราณเกล็ดน้ำแข็งค้างขั้นเกล็ดน้ำแข็งใจเดียวขั้นสูงสุดแล้ว
“หากคิดจะทะลวงขั้นต่อไปอีกคงได้แต่รอวาสนาแล้ว” เฟิงเสวียถอนลมหายใจออกมา จากนั้นเธอก็ส่ายศรีษะ“เราไม่ควรโลภมากเกินไป ด้วยสถานการณ์ของโลกนี้ในปัจจุบัน เราฝึกมาถึงขั้นนี้ได้เรียกว่าหาได้ยากยิ่งกว่าเขาหงส์ ขนกิเลน เราต้องเรียนรู้พลังขั้นนี้ให้ดีก่อน”
เฟิงเสวียเดินออกมาจากห้องลับใต้ดินตอนนี้เป็เวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว ภายในบ้านเวลานี้นอกจากแม่บ้านที่เข้างานประจำกะก็มีเพียงเหล่าผู้คุ้มกันที่คอยอารักขาอยู่นอกบ้าน
‘เวลานี้เหล่ามู่น่าจะอยู่ที่ห้องหนังสือ’ ในหัวคิดไป สองเท้าก็ก้าวขึ้นชั้นสองพอเดินมาถึงห้องหนังสือแล้วเห็นไฟเปิดอยู่ เฟิงเสวียก็อมยิ้มขึ้นมา
ก๊อกก๊อก ก๊อก
“ใคร”เสียงทุ้มด้านในแฝงอารมณ์ไม่พอใจเล็กน้อย
“นั่นสิใครนะที่กล้ารบกวนหัวหน้าตระกูลหวังยามนี้ ไม่รักดีจริง ๆ”
เมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานนี้ดวงตาของหวังมู่ก็เบิกกว้างขึ้นทันที ภรรยาเขาออกมาจากการปิดด่านแล้ว ! เขารีบวางปากกาลง พร้อมกับลุกไปเปิดประตู “รู้ไหมว่ารบกวนผมเวลางานแบบนี้มีความผิดอะไร”
เฟิงเสวียรีบทำหน้าสลดถอนเท้าขวาย่อกายลง “ความผิดใด”
หวังมู่ก้าวเข้าไปประคองเฟิงเสวียไว้หากแต่ยังทำเสียงเข้ม “ความผิดของเธอมีมากมายเหลือเกิน ให้พูดตรงนี้คงไม่เหมาะตามผมไปรับฟังความผิดที่ห้องเถอะ”