โลกใบนี้ถูกปกปักรักษาด้วยเหล่าทวยเทพ ผู้เป็ใหญ่ที่สุดคือพระเ้าผู้อยู่เหนือบัลลังก์ พระองค์ครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงสร้างเขตแดนไม่ให้เผ่าที่เหนือกว่ารุกรานเผ่าซึ่งอ่อนแอกว่า พิภพนี้จึงสงบสุขเรื่อยมา
จนวันหนึ่ง เกิดการก่อฏเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ เทพบนฟ้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด ศึกนี้กินเวลานานนับทศวรรษ
ยิ่งล่วงเลยวันคืนไปเท่าใด พละกำลังของเหล่าเทพก็เริ่มอ่อนแรงลง รวมถึงเขตแดนที่ถูกกั้นไว้ระหว่างเผ่าต่าง ๆ ทำให้อสูรและปีศาจพากันทำลายอาณาเขตที่พระเ้าสร้างขึ้น เพื่อรุกรานมนุษย์และชนเผ่าอื่น ๆ ก่อให้เกิดความวุ่นวายนับแต่นั้นมา
ผู้อารักขาแห่งพระหัตถ์ขวาเป็ผู้เก่งกาจใน์เล็งเห็นถึงปัญหาเบื้องล่าง จึงคิดจัดการเื่ตรงหน้าให้เร็วที่สุด โดยใช้พลังขั้นสูงเข้าโจมตีหัวหน้าฝ่ายฏอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ทำให้ศึกชิงบัลลังก์จบลงภายในสิบเจ็ดวันของปีที่สิบสาม
หลังเหตุการณ์สงบเหล่าเทพบนฟ้าต่างปรึกษาสิ่งที่เกิดบนโลกกับสภา์ ได้ความว่าควรมอบพลังให้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเพื่อความเสมอภาค เมื่อได้ข้อตกลงเป็ที่แน่ชัดจึงชุมนุมบรรดาเทพทุกองค์เพื่อทำพิธีมอบพลัง
จากนั้นมา… โลกที่แสนธรรมดา ก็มิอาจเป็เฉกเช่นเคย
นับั้แ่สัตว์โลกได้รับพลังจากพระเ้า ต่างฝึกฝนอย่างหนักเพื่อต่อต้านอสูรและปีศาจที่มารุกราน ไม่นานปัญหาเื่การถูกเอาเปรียบจึงเริ่มหมดไป และเผ่าต่าง ๆ ได้จดทะเบียนเป็ที่ยอมรับซึ่งกันและกัน ได้แก่ มนุษย์ อสูร ปีศาจ ภูต พ่อมดแม่มด เอลฟ์ และเงือก
จนเวลาผ่านไปสิบปี สามีภรรยาคู่หนึ่งได้มาสร้างหลักปักฐานอยู่ที่เมืองเมืองหนึ่ง ทั้งสองก่อตั้งโรงเรียนที่แสนประหลาด แหกกฎของโลกจนเป็ที่ใไปทั่ว เนื่องจากผู้คนยังฝังใจกับา จึงไม่มีใครสนับสนุนการต่อสู้หรือการใช้กำลัง
พวกเขาใช้เวลาในการสร้างเพียงหนึ่งปีเป็อันเสร็จสมบูรณ์ ตัวโรงเรียนมีความใหญ่โตมโหฬาร ข้าวของเครื่องใช้หลายหลากมีพร้อมสำหรับบุคคลที่สนใจ ทว่ามีเพียงคนส่วนน้อยที่สมัครเข้าเรียน หนำซ้ำยังถูกชาวบ้านรุมประณามและพากันรังเกียจ ซึ่งทั้งคู่หาได้หวั่นไม่ ยังคงประกาศหาบุคลากรที่สนใจอย่างไม่ย่อท้อ
ผ่านไปอีกหนึ่งปี โรงเรียนแห่งนี้ก็ได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก มีนักเรียนและครูอาจารย์มากหน้าหลายตา หลากเผ่าพันธุ์มาสมัครเข้าเรียน มิหนำซ้ำรัฐบาลโลกยังยอมรับให้เป็สถานที่ที่ฝึกสอนให้รู้จักเอาตัวรอดตามความเป็จริงของชีวิตในยุคสมัยใหม่ จึงได้มอบพื้นที่เมืองเจ็ดเมืองในละแวกใกล้เคียงให้กับทางโรงเรียน
สองสามีภรรยาผู้ก่อตั้งจึงขอเวลาเนรมิตโรงเรียนอีกสามปีจึงเปิดให้บริการ โดยบันทึกข้อมูลของผู้สมัครไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาจึงประกาศเรียกตัวอีกครั้ง มีทั้งผู้ที่ตั้งใจรอคอยอย่างจดจ่อ และผู้ที่ลืมและทิ้งใบสมัครไป
โรงเรียนแห่งนี้จึงเป็แห่งแรกและแห่งเดียวที่กินเนื้อที่มากที่สุดในโลก รวมถึงแปลกประหลาดอย่างสุดขั้ว
ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ‘โรงเรียนยูนีค’
…
บรรยากาศยามเช้าของวันนี้ครึกครื้นและคึกคักกว่าปกติ สายลมเย็น ๆ แสงแดดอ่อน ๆ พร้อมประชาชนที่มารวมตัวกันยังสถานที่แห่งหนึ่ง มองดูแล้วน่าตื่นเต้นยิ่งนัก
ผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งเด็กเล็ก คนหนุ่มสาว จนถึงคนเฒ่าคนแก่ กำลังเข้าแถวบริเวณเต็นท์อย่างไม่เป็ระเบียบ แม้ว่าจะมีให้ต่อสิบแถวกว่า ๆ ทว่าจำนวนยังคงยาวเหยียดจนเลยออกไปนอกถนนใหญ่ ซึ่งยังไม่รวมผู้สมัครที่กำลังทยอยมาเรื่อย ๆ เรียกว่าเกินหมื่นคนหรืออาจมากกว่าห้าหมื่นคนทีเดียว ซึ่งนับเป็จำนวนปกติสำหรับการลงทะเบียนเพื่อเข้าคัดเลือกเป็นักเรียนของโรงเรียนยูนีค
ณ จุดลงทะเบียน
ชายชราผู้มีหนวดเคราสีขาวยาวกว่าเส้นผมบนศีรษะกำลังยืนถกเถียงกับอสูรรูปร่างใหญ่โตราวกับั์ ลำตัวมีสีเขียวอื๋อไปทั้งตัว ด้วยความโมโหและโกรธจัด
“แกบังอาจมาแซงคิวข้าเรอะ” เขาชี้ไม้เท้าตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว
อสูรตัวเขียวก้มมองผู้ที่มีความสูงห่างจากตนหลายสิบเท่าไม่วางตา “อะไรกันลุง ลุงเป็คนเดินออกจากแถวไปเองนี่นา ก็ถือว่าลุงสละสิทธิ์ให้คนข้างหลังอย่างผมสิ” บุรุษอสูรกล่าวด้วยน้ำเสียงเสแสร้ง
ชายชราถลึงตา เม้มปากอย่างเคืองแค้น “หนอย… ก็แกบังอาจใช้วิชาพรางตา ทำให้ข้าหลงคิดว่าแถวที่ยืนอยู่เป็ของจริง แล้วแกก็มาแซงคิวข้า” เขาไม่เพียงต่อว่า ยกไม้เท้าที่ใส่พลังฟาดร่างั์ไปหลายสิบที แต่มิอาจทำให้อีกฝ่ายปวดแสบแม้แต่น้อย
ร่างเขียวเหยียดยิ้ม คว้าไม้ผุ ๆ มาหักจนสุดแรง “หึ ๆ ช่วยไม่ได้ ก็แกดันโง่เองนี่หว่า กับอีแค่เวทพรางตาแกยังจับพลังไม่เป็ แล้วการทดสอบในโรงเรียนที่สุดแสนจะโหด แกคิดว่าแกจะผ่านเรอะ… คุณลุง ฮ่า ๆๆ!” เสียงหัวเราะอันทรงพลังดังไปทั่วทั้งจุดลงทะเบียน ทำให้ผืนแผ่นดินถึงกับสั่นไหว
“แก! ไอ้อสูรชั่วช้า แกคิดว่าแกเป็ใคร อย่าคิดว่าคนอย่างข้าจะยอมอสูรอย่างแกนะเฟ้ย” ผู้ชราเปล่งพลังออกมารอบกาย ั์ตาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ ตั้งท่าพร้อมต่อสู้
อสูรร่างั์ไม่มีทีท่าเกรงกลัวหรือสะทกสะท้านแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังยิ้มร่า
“แกยิ้มบ้าอะไรของแก” ชายชราทอแววโกรธ กระนั้นได้โคจรพลังป้องกันสะสมไว้ เพราะคิดว่าชายเบื้องหน้าจะต้องมีพลังเหนือกว่าตนพอสมควร
บุรุษอสูรยิ้มอย่างพอใจในการกระทำของมนุษย์ตัวจ้อย “ฮ่า ๆๆ เมื่อกี้แกถามว่า ‘แกคิดว่าแกเป็ใคร’ อย่างนั้นสิ” ั์ตัวเขียวเว้น่ตอบ ยืดอกผายอย่างภาคภูมิ “ข้าก็คือ… ดยุกเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่ ยังไงล่ะ” สิ้นวาจา เขาพลันปล่อยหมัดไปอย่างรวดเร็ว
ชายชราคาดการณ์ถึงหายนะที่จะมาเยือนย่อมตั้งตัวได้ทัน ทว่ามิอาจหลบพละกำลังอันมหาศาลกับความว่องไวประดุจสายฟ้าได้ จึงถูกชกเข้าที่แสกหน้าอย่างจัง แต่ด้วยพลังป้องกันที่สะสมไว้มากจึงสร้างาแได้เพียงรอยแตกบริเวณดังกล่าวเท่านั้น
“เก่งดีนี่ตาแก่ สามารถป้องกันหมัดของข้าได้” ดยุกเดอร์พูดพลางโคจรพลังไว้ที่กำปั้น
ชายชราทอแววหวาดกลัวกับพลังของอสูร แต่หัวใจได้เตรียมตัวตายไว้แล้ว จึงเค้นพลังทั้งหมดออกมาเพื่อทุ่มให้กับการปะทะที่กำลังเกิดในอีกไม่กี่นาที
ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างสนใจกับชื่อ ‘ดยุกเดอร์’ เป็อย่างยิ่ง เพราะนามนี้เป็ของอสูรผู้มากด้วยยศ ชื่อเสียง และยังเป็ถึงบุคคลที่มีทรัพย์สมบัติมหาศาลหนึ่งในสิบของบรรดาอสูรด้วยกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมากมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ดยุกเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่มาทำอะไรที่โรงเรียนนักฆ่าแห่งนี้ เรียกเสียงซุบซิบฮือฮาไปทั่ว
“พร้อมจะตายแล้วใช่ไหมไอ้แก่ ย้าก!” ร่างั์ปล่อยหมัดด้วยความไวกว่าเมื่อครู่หลายเท่า
ผู้เตรียมตัวตายย่อมไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย เขารวบรวมพลังเต็มที่ หวังจะแลกหมัดต่อหมัด
ตูม!!
“อ๊าก!” เป็เสียงของชายชราที่กรีดร้องอย่างน่าเวทนา พร้อมร่างของเขานอนแน่นิ่งกองกับพื้น
ดยุกเดอร์มองดูศพพลางยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ “โลกนี้มันโหดร้ายกว่าที่แกคิด ตาแก่เอ๋ย” เขาเหยียดยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับไปเข้าแถวยังจุดที่เคยยืนหน้าตาเฉย สร้างความไม่พอใจให้ใครบางคน
“เฮ้ ๆ พี่เบิ้มครับ มันจะมากไปแล้วนะ ออกจากแถวไปแล้วก็ไปต่อข้างหลังสิ อย่ามาแซงคิว” เสียงนุ่มทุ้มที่ฟังแล้วบาดหัวใจสาวดังมาจากข้างหลังอสูรผู้ยิ่งใหญ่
แผ่นหลังสีเขียวคล้ำค่อย ๆ เคลื่อนตัวหันไปประจันหน้ากับต้นเสียง ก้มมองร่างที่สูงกว่าชายเมื่อครู่ทั้งยังดูเด็กกว่ามาก ผมสีน้ำเงิน ั์ตาสีม่วงอ่อน ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นกวนโสตประสาทของตนเป็ยิ่งนัก “มีอะไรรึ ไอ้หนู” เขาถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเป็มิตร
เด็กหนุ่มเบ้ปาก “ให้ตายเถอะ ทำไมถึงชอบให้พูดซ้ำนักนะ” พลางเงยหน้าขึ้นมองพร้อมหลิ่วตา “อย่าให้ต้องบอกอีกรอบ นายออกนอกแถวไปแล้วก็ถือว่าสละสิทธิ์ในการเข้าแถวให้คนข้างหลังอย่างฉัน” เขายอกย้อนคำพูดที่ดยุกเดอร์เคยกล่าวกับชายชรา ซึ่งกระตุ้นให้อสูรั์โมโหจนหน้าเขียวคล้ำมากขึ้น
“หึ ๆๆ ช่างเป็เด็กที่พูดจาได้สามหาวเสียจริง เมื่อกี้ข้าเพิ่งจะฆ่าไอ้แก่หัวหงอกไป ข้ายังไม่อยากฆ่าเด็กอีกรอบหรอกนะ” ร่างเขียวแสยะยิ้ม จ้องมองวงหน้าหล่อเหลาด้วยแรงกดดันของพลังอสูร
ชายหนุ่มไม่สะทกสะท้าน หนำซ้ำยังกวนประสาทชายตัวใหญ่ด้วยวาจาชวนโมโห “โอ้… แค่หาวเดียวผมก็หลับแล้วคร้าบ ในเมื่อท่านดยุกเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่ยังไม่อยากฆ่าคนอีกรอบ ก็ได้โปรดสละสิทธิ์ในการเข้าแถวให้กระผมด้วย” พรัอมประสานมือแนบอก ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ไม่ว่าสาวใดเห็นเป็ต้องหลง แต่กลับกระตุ้นให้ชายตรงหน้าฉุนมากยิ่งขึ้น
“ฮ่า ๆๆ แกนี่มันกวนบาทาข้าเสียเหลือเกิน ข้ารู้สึกอยากจะอัดเด็กสักหมัดสองหมัดเสียแล้วสิ” บุรุษอสูรโคจรพลังที่มือขวา คราวนี้ดูแตกต่างจากที่เคยอัดชายชราอย่างเห็นได้ชัด “ข้าจะจัดแบบพิเศษให้แกเลยเ้าหนู” แล้วปล่อยหมัดพุ่งใส่เด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ตูม!! ฝุ่นกลบฟุ้งไปทั่วบริเวณ
อสูรั์แสยะยิ้มอย่างสมเพชให้กับชายที่บังอาจทำให้ตนโมโห แล้วหันกลับไปเข้าแถวต่ออย่างสบายใจ
“ได้แค่นี้เองหรือ… ย้าก! ” ร่างชายที่สมควรถูกอัดจมกองเืกระโจนมาจากกลุ่มฝุ่นที่คละคลุ้ง
ดยุกเดอร์ไม่ทันระวังตัวจึงรับหมัดกระแทกบริเวณศีรษะอย่างจัง ทำให้ชนกับฝูงชนที่มุงดู เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วจุดลงทะเบียน ร่างเขียวงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงกับใถามเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงิน “อะ… อะไรกัน ก็ข้าต่อยแกโดนแล้วนี่ แถมหมัดยังรุนแรงมากขนาดนั้น แก…” บุรุษอสูรกัดฟัน ท่าทางที่ร้อนรนของเขาเรียกรอยยิ้มจากคู่ต่อสู้ได้เป็อย่างดี
ชายหนุ่มเสยผมที่ปรกใบหน้าอันหล่อเหลาขึ้น บรรดาหญิงสาวได้เห็นรู้สึกขวยเขินและหน้าแดงไปตาม ๆ กัน “ฮ่า ๆๆ หมัดแค่นี้หลบได้สบายอยู่แล้ว” เขาหัวเราะ ยืนกอดอกอย่างวางมาด เรียกเสียงกรี๊ดจากสาว ๆ เป็ระลอก ๆ ทั้งยังกระตุ้นต่อมโมโหให้ดยุกเดอร์มากเป็ทวี
ใบหน้าของอสูรั์ทอแววโกรธอย่างเห็นได้ชัด รังสีบางอย่างที่มองไม่เห็นพลันกระจายไปทั่วร่างของบุรุษ
ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างรู้ในชะตากรรม จึงเร่งพลังป้องกันกันถ้วนหน้า
ดยุกเดอร์ไม่รอช้า เมื่อเพิ่มพลังทั่วกายจนเสร็จจึงกระโจนใส่เด็กหนุ่มที่ยืนกอดอกอย่างน่าหมั่นไส้
ตาคู่สีม่วงมองอสูรที่พุ่งมาหาอย่างไม่สะทกสะท้าน ครั้นเตรียมตัวแลกหมัดกลับมีบางสิ่งบางอย่างมาขวางหน้า
“ตายซะเถอะ!” อสูระโก้อง พร้อมปล่อยกำปั้นใส่บุคคลที่ตนชิงชังสุดกำลัง
ตูม! เสียงหมัดปะทะวัตถุบางอย่างดังสนั่นไปทั่ว เรียกความสนใจให้ผู้ที่ต่อแถวด้านหลังอีกหลายเมตร
บุรุษตัวเขียวหักนิ้วดังกรอบ ก่อนจะเหยียดยิ้มในชัยชนะของตน…
“หืม…” อสูรั์ต้องแปลกใจ เพราะเมื่อสังเกตดูแล้วเขาไม่ได้ต่อยถูกเด็กหนุ่มที่สุดแสนจะกวนประสาท แต่เป็ตนต่างหากที่ถูกต่อยจนเืกบปาก “แก!” ดยุกเดอร์ถลึงตาด้วยความโมโห “แกบังอาจ!” โกรธจัดจนควันโขมงฟุ้งไปทั่วร่าง
ชายหนุ่มใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เฮ้ย ๆ! ฉันไม่ได้เป็คนต่อยนะ ไอ้หมอนี่ต่างหากล่ะ” เขารีบพูดแก้ นิ้วชี้ไปยังตัวการ
ดยุกเดอร์มองไปพบเด็กหนุ่มอีกคนที่มีผมสีเทา ใบหน้าช่างคล้ายคลึงกับคนคนหนึ่งที่เขาเคยปราชัย ชวนให้โมโหมากขึ้นเป็สิบเท่า “แกเองเรอะที่ต่อยข้า มันจะมากไปแล้วนะ” อสูรั์จ้องใบหน้าที่ละม้ายศัตรูตัวฉกาจตาขวาง
อีกฝ่ายมองกลับด้วยท่าทางที่หงุดหงิดชวนหาเื่ “เออ ฉันนี่แหละที่เป็คนต่อยแก” บุคคลปริศนาตอบกลับ พลางสอดมือเข้าไปในชุดสูทสีเทา หยิบไพ่ใบหนึ่งออกมา
“แกมีเหตุผลอะไรถึงมาต่อยข้า” ไม่ถามเปล่า ร่างใหญ่ั์ได้ทะยานเข้าใส่เด็กหนุ่มมาใหม่
ชายผมเทามองอสูรด้วยความหงุดหงิด เขาสะบัดไพ่ในมือหนึ่งครั้งมันก็อันตรธานหายไป
“อ๊อก…” ดยุกเดอร์ส่งเสียงครางด้วยความเ็ป ตอนนี้อสูรั์นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น สร้างความฉงนให้ผู้มุงดูเหตุการณ์ เพราะเกิดขึ้นเร็วจนไม่ทันตั้งตัว และจับต้นชนปลายไม่ถูก
ร่างั์ดึงไพ่ที่เสียบกลางหน้าผากออก เขาบดขยี้มันด้วยมือขวาจนแหลกเป็เศษ ๆ
หนุ่มผมเทายิ้มมุมปาก “หึ ๆๆ หมัดของแกน่ะ คนที่ตั้งตัวทันหลบได้อยู่แล้ว...” เขาพูดเสียงเรียบ “แต่ไอ้คนที่ไม่ได้ตั้งตัวอย่างฉัน! มันหลบไม่ทันเฟ้ย!” แล้วหันไปมองชายผมน้ำเงินที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งตอนนี้ยืนเกาศีรษะแกรก ๆ ส่งยิ้มแห้ง ๆ มาให้
ดยุกเดอร์พยุงตัวเองให้ลุกขึ้น พลังที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแผ่ซ่านทั่วร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง “เด็กอย่างพวกแกบังอาจมากนัก จงเตรียมตัวตายซะ!” พร้อมกระโจนเข้าใส่เป้าหมาย หวังจับหัวโขกกันให้เละไม่มีชิ้นดี แต่แล้วกลับต้องหยุดชะงักด้วยแรงบางอย่าง
‘นี่มัน… อะไรกัน’ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่มองตาค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายอันแข็งแกร่งเต็มไปด้วยพลังถูกหยุดไว้ด้วย ‘เท้าเปล่า’ ของเด็กหนุ่มเพียงสองคน
“และนี่สำหรับที่แกต่อยโดนฉันเมื่อกี้” ชายผมเทาไม่รอช้า ใช้ขาที่หยุดดยุกเดอร์ไว้เตะที่ก้านคอของอสูรอย่างจัง อีกฝ่ายถึงกับกระอักเืออกมาคำโต
ชายผมสีน้ำเงินไม่แพ้กัน เขาใช้ทั้งมือทั้งเท้า อัดและเตะใส่ร่างใหญ่ั์ด้วยความรวดเร็วและรุนแรง
ทั้งคู่โจมตีอย่างผสมผสานและเข้ากันได้ดีประหนึ่งเป็คู่หูกันมานาน แม้พลังไม่รุนแรงมากแต่ต่อเนื่องและหลายครั้งด้วยกัน ทำให้คู่ต่อสู้ล้มกองกับพื้น ผู้คนที่มุงดูตกตะลึงกันถ้วนหน้า
“อันนี้สำหรับแก… ที่ทำให้ฉันออกมาอยู่นอกแถว” ชายผมสีเทาหยิบไพ่จากในเสื้อสี่ใบดีดใส่เป้าหมาย
ไพ่พุ่งเข้าหาอสูรตัวเขียวด้วยความรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน กระทั่งร่างั์นอนจมกองเื ก่อนจะอันตรธานหายไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
สิ้นการปะทะ เสียงซุบซิบและข้อสงสัยต่าง ๆ นานาพลันดังขึ้นกระหึ่ม สร้างข่าวลือได้ในเสี้ยววินาที หัวข้อข่าวมิใช่เื่อื่นใด เป็เื่ของดยุกเดอร์นั่นเอง ว่าแท้จริงนั้นเขาแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกันแน่
ชายหนุ่มรูปหล่อเสยผมสีน้ำเงินขึ้น ก่อนจะหันไปมองคู่หูชั่วคราว “ขอโทษด้วยก็แล้วกันนะ ที่ฉันดันหลบหมัดของไอ้อสูรบ้านั่นจนไปโดนนายเข้า” พร้อมส่งยิ้มแห้งให้อีกฝ่าย
ชายผมเทาทำหน้าเซ็ง “ไม่จำเป็ เพราะยังไงฉันต้องไปต่อแถวใหม่ที่ยาวเหยียดอีกอยู่ดี” ั์ตาสีเดียวกับเส้นผมมองแถวที่ต่อไปหลายกิโลเมตรอย่างละเหี่ยใจ ก่อนจะเดินไปด้วยความเหนื่อยหน่าย เนื่องจากการเข้าแถวในบริเวณโรงเรียนมีกฎว่า หากใครมีเื่ต้องไปต่อท้ายใหม่ ไม่ว่าจะเป็ฝ่ายแพ้หรือชนะก็ตาม ทำให้เขาได้เพียงทำใจกับเื่นี้
“อา... แต่ฉันมีคนจองไว้ให้อยู่แล้ว” ชายผมน้ำเงินเดินกลับไปเข้าแถวของตนซึ่งมีหญิงสาวผมสีฟ้ายืนกวักมือเรียก
หนุ่มผมเทาหันไปมอง ทำหน้าเซ็งหนัก ครั้นจะก้าวเท้าเดินต่อกลับมีเสียงใส ๆ เรียกเข้า
“นี่! นายคนนั้น” หญิงสาวผู้เป็ต้นเสียงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เพื่อเป็การขอบคุณที่นายช่วยพี่ฉัน และเพื่อเป็การขอโทษ นายมาต่อแถวข้างหน้าพวกเราเถอะ”
บุรุษย่นคิ้ว หันไปหาเ้าหน้าที่ผู้มีกล้ามมัด ๆ เป็เชิงถาม
“ไม่มีปัญหาครับ ในกรณีที่ออกนอกแถวแต่มีผู้จองคิวให้ถือว่าถูกกฎระเบียบ”
ชายหนุ่มได้ฟังรู้สึกยินดี เดินไปต่อแถวกับสองพี่น้องผู้ซึ่งจะกลายเป็เพื่อนร่วมเดินทางเคียงข้างกันในอนาคต
“ว่าแต่นายผมเทา นายชื่ออะไร” สตรีผมสีฟ้าถามเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามา
“ยู” เป็คำตอบห้วน ๆ ตามบุคลิก
เธอคลี่ยิ้มก่อนจะแนะนำตัว “บังเอิญจัง ฉันชื่อวาย นี่พี่ชายฉัน พี่เอ็กซ์” แล้วผายมือไปยังชายหนุ่มผมสีน้ำเงินข้างกาย
เอ็กซ์ส่งยิ้มให้อย่างเป็มิตร ก่อนน้องสาวจะชวนคุยอะไรไปเรื่อยเปื่อย
หลายชั่วโมงผ่านไป
“กรุณากรอกข้อมูลตรงนี้นะคะ” พนักงานลงทะเบียนยื่นแผ่นกระดาษสีขาว มีตัวอักษรตัวโตเขียนไว้ว่า ใบสมัคร ให้บุคคลที่นั่งอยู่ตรงหน้า
ชายผมสีเทา หน้าตาบึ้งตึง รับมันมาจากเธอ เขาหยิบปากกาที่วางอยู่ขึ้นมากรอกรายละเอียด ใช้เวลาเพียงไม่นานเป็อันเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะวางปากกาลง แล้วเลื่อนกระดาษส่งคืนพนักงานสาว
อิสตรีคลี่ยิ้ม เก็บใบสมัครเข้าลิ้นชักในโต๊ะ ในนั้นมีกระดาษสีขาวแบบเดียวกันอยู่เป็จำนวนมาก ก่อนจะเลื่อนมือไปหยิบเข็มกลัดใสส่งให้คนตรงหน้า
บุรุษรับเข็มกลัดที่มีตัวเลขเขียนว่า 23111 ติดไว้ที่หน้าอก จากนั้นจึงลุกเดินออกจากจุดลงทะเบียนที่แสนน่าเบื่อ