เย็นวันนั้นธามิณีลงจากรถแท็กซี่แล้วเดินเข้าไปในงานศพด้วยความรู้สึกเสียใจเสียดาย และรู้สึกผิด หากเธอทำอะไรได้มากกว่าที่บอกรัดเกล้าไปตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันยังจะเกิดขึ้นอยู่ไหมนะเธอยังวนเวียนกับคำถามที่ไม่รู้คำตอบนี้ รวมทั้งความสงสัยว่าเธอจะเห็นความตายในอนาคตของคนอื่นอีกหรือเปล่าหลังจากเห็นนิมิตของรัดเกล้าในครั้งนั้น เธอก็ไม่เห็นนิมิตของใครอีก
เมื่อเดินเข้าไปในงานศพธามิณีเห็นกาญเกล้านั่งอยู่ที่พรมหน้ากระถางธูป ส่วนเตวินคอยต้อนรับแขกที่มางานเธอไหว้ญาติผู้พี่ด้วยความรู้สึกแปลกหน้า แต่ไม่ได้ห่างเหิน อย่างน้อยเราก็เป็ญติกันแม้จะไม่สนิทอะไรนักก็ตามเธอเดินไปนั่งตรงหน้ากระถางธูปเพื่อจุดธูปแล้วไหว้ลุงกับป้าที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับก่อนจะหันมาหากาญเกล้าที่จ้องเธอเขม็ง
“เสียใจด้วยนะฉันไม่คิดว่าคุณป้ากับคุณลุงจะจากไปเร็วแบบนี้” ธามิณีเอ่ย
“แกน่าจะดีใจมากกว่านะตอนนี้ฉันไม่มีพ่อไม่มีแม่แล้ว เหมือนแกไงล่ะ”กาญเกล้าตอบกลับสีหน้าพร้อมจะะเิใส่ใครสักคน แล้วใครคนนั้นดันเป็ธามิณีหากเธอไม่ทะเลาะกับแม่ก่อนท่านเดินทาง เธอคงไม่รู้สึกแตกสลายถึงขนาดนี้
“สีหน้าของฉันเหมือนคนดีใจอย่างนั้นหรือกาญเกล้า”ธามิณีคิดไว้อยู่แล้วว่าอาจจะเจออะไรแบบนี้ กาญเกล้าโทษเธอได้ทุกเื่รวมถึงเื่นี้ด้วย “ฉันรู้ดีว่าการไม่เหลือใครบนโลกใบนี้แล้วมันเ็ปฉันถึงได้มา เพื่อให้เธอรู้ว่ายังมีฉัน แต่ฉันคงคิดผิด ผ่านมา 3 ปีแล้ว เธอก็ยังเกลียดฉันเหมือนเดิมทั้งที่ฉันไม่เคยทำร้ายเธอเลย”
แขกในงานพากันมองมาเพราะเสียงที่แผดลั่นของกาญเกล้าเตวินรีบเข้ามาจับเอวของกาญเกล้าไว้เผื่อว่าจะกระโจนเข้าใส่ธามิณีเขาเคยได้ยินแม่เล่าเื่ที่ธามิณีเตือนการนั่งเครื่องบินอยู่เหมือนกันแต่มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะไปโทษธามิณี ในเมื่อไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้างบางทีการที่กาญเกล้าเพิ่งถูกแฟนบอกเลิกแล้วยังมาเจอเหตุการณ์พ่อแม่เสียชีวิตกะทันหันก็เลยยังทำใจไม่ได้เท่านั้น
“ธามกลับก่อนนะคะพี่วิน”
“หลายเดือนก่อนทำไมแกถึงบอกแม่ของฉันแบบนั้น แกรู้ได้ยังไงว่าเครื่องบินจะตก”กาญเกล้าถามเสียงไม่เบานัก แขกในงานพากันหันมามองยิ่งกว่าเดิม
ธามิณีถอนใจถ้าบอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม กาญเกล้าคงหัวเสียยิ่งกว่าเดิมกระมังทั้งที่เธอไม่ชอบเลยที่เห็นนิมิตในคราวนั้น แต่กลับเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้สักอย่าง
“ถ้าบอกว่าฉันมีลางสังหรณ์เธอจะเชื่อฉันไหม แต่สุดท้ายฉันก็ทำได้แค่บอก”
“เพราะแกพยายามไม่มากพอไง”กาญเกล้าแผดเสียงลั่นพร้อมกับเขวี้ยงแก้วที่มีน้ำใส่อยู่เต็มจงใจให้โดนธามิณีแต่มันกลับไปกระแทกกับผนังปูน เศษแก้วกระเด็นไปทั่วรวมทั้งสร้างาแให้เธอและธามิณีด้วย แม้จะไม่มาก แต่เืก็ไหลซิบออกมา
ธามิณีน้ำตาเอ่อเพราะเธอก็โทษตัวเองแบบนั้นเตวินถอนใจเพราะมันไม่ใช่ความผิดของธามิณี ของกาญเกล้า หรือแม้แต่เขามันเป็เพราะสายการบินและสภาพอากาศในวันนั้นต่างหากซึ่งยังต้องรอเวลาสอบสวนอีกพักใหญ่กว่าจะรู้ว่าสาเหตุที่เครื่องบินตกเกิดจากอะไร
“พอเถอะกาญสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของธามนะ”
“มันเป็ตัวซวยไงพี่วินเพราะมันไง พ่อแม่ของมันถึงตาย แล้วก็เพราะมันพ่อแม่ของเราสองก็เลยต้องมาตายเหมือนกัน เพราะมันคนเดียว” กาญเกล้าว่ากราดแต่กลับร้องไห้ปานจะขาดใจเพราะเธอไม่เหลือใครแล้วต่อไปนี้ชีวิตจะดำเนินต่อไปอย่างไร เธอยังมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองเลย
“ธามกลับไปก่อนเถอะนะกาญพูดไม่คิดอีกแล้ว พี่เหนื่อยจะห้ามแล้วเหมือนกัน”เตวินมองน้องสาวด้วยความรู้สึกทั้งสงสารและระอาใจความเอาแต่ใจของกาญเกล้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
ธามิณีสูดหายใจยาวพยายามไม่ใส่ใจสายตาของแขกในงานที่มองมาทางเธอราวกับคำพูดของกาญเกล้ากลายเป็ความจริงเธอควรเรียกแท็กซี่แล้วกลับห้องพักเสีย แต่ธามิณีกลับเดินไปเรื่อยๆคำพูดของกาญเกล้ายังก้องอยู่ในสมอง เธอร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือเธอทำให้มีคนตายได้จริงๆ หรือ ทำไมเธอต้องจมอยู่กับคำถามนี้ในตอนที่รอดชีวิตมาแล้วรู้ว่าพ่อกับแม่จากไปเธอคิดมาตลอดว่าหากว่าวันนั้นเธอขอกลับบ้านเองเหตุการณ์นั้นจะยังเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า บางทีพ่อกับแม่จะไม่ตายใช่ไหม
ธามิณีไม่ได้อยากร้องไห้แต่น้ำตามันไหลออกมาจากความรู้สึกที่หาคำตอบไม่ได้ของเธอเอง เสียใจ กลัวอ้างว้างหรือกำลังโกรธ เธอจะบ้าเพราะความรู้สึกที่สับสนปนเปแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่เธอรู้แค่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้คงจะดีตอนนี้เธออาจจะกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้านโดยมีพ่อกับแม่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา
“โอ๊ะ!?!”
ธามิณีสะบัดข้อมือที่สวมกำไลอยู่เพราะเธอไม่เคยถอดมันออกได้ตอนนี้มันเย็นจัดราวกับเป็น้ำแข็ง แล้วพลันเกิดแสงสีม่วงจางทำให้เธอเพิ่งเห็นว่ามีรอยแผลถูกเศษแก้วบาด คงตอนที่กาญเกล้าเขวี้ยงแก้วกระมัง
“มันเป็ไปได้ยังไงทำไมกำไลข้อมือถึงเรืองแสง”
เพียงครู่เดียวทั้งแสงและความเย็นเฉียบจากกำไลก็หายไปธามิณีมองไปรอบตัว ‘เขา’ กลับมาแล้ว หรือว่าเธอแค่รู้สึกไปเอง
“คุณอยู่แถวๆนี้ใช่ไหมถ้าใช่ ช่วยมาบอกธามทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของธามมันคืออะไรธามพร่ำถามคุณกับตัวเองมาตลอด แต่ไม่เคยได้คำตอบ จนคิดว่าตัวเองบ้าไปแล้วหรือเปล่า”
ไม่มีเสียงตอบกลับมาหรือแม้กระทั่งใบหน้าที่เธอจดจำได้มาตลอดรอบตัวของธามิณียังมีรถวิ่งไปตามถนนและเสียงเครื่องยนต์ไม่มีใครหรืออะไรที่ปรากฏให้เห็น
“คุณไม่ใช่ผีจริงๆใช่ไหม” ธามิณีถามเสียงเบาแล้วมองไปรอบตัวอีกครั้ง ก่อนจะเรียกแท็กซี่รอเพียงครู่เดียวเธอก็เข้าไปนั่งในรถเพื่อกลับไปยังห้องพักลืมเื่ที่คิดไปก่อนหน้านี้ เพราะมีแต่คำถามว่า ‘เขา’ กลับมาแล้วหรือยัง
ร่างของศนิที่จงใจให้เลือนรางกำลังมองตามรถคันนั้นพลางถอนใจมันช่างเป็เื่ที่แปลกประหลาด คราวนี้เขาถูกดึงมาหาธามิณีเพราะอะไรเขาเคยคิดว่าเพราะเธอกำลังตกอยู่ในอันตรายผลึกกาลถึงรั้งตัวเขามาเพื่อปกป้องร่างของมนุษย์ผู้นี้ แต่เหตุการ์เมื่อครู่ธามิณีไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายที่อาจถึงชีวิต แล้วเหตุผลใดกันที่ผลึกกาลทำแบบนั้นสิ่งนี้ช่างกวนใจเขานักเพราะมันทำให้ปีศาจตนหนึ่งรอดไปได้จากการที่เขาถูกผลึกกาลดึงตัวมาคงถึงเวลาแล้วที่เขาควรมาพิจารณาหาคำตอบสักที
ธามิณีเห็นข้อความเตือนของเงินที่เพิ่งโอนเข้ามาในบัญชีของเธอเงินนี้ลุงวาทินบอกไว้ั้แ่เข้ามหา’ลัยว่ามีเพื่อนของพ่อ้าช่วยเหลือในเื่ของการศึกษาโดยจะโอนเงินมาให้ธามิณีทุกเดือน แต่ผ่านมาหลายปีแล้วเธอกลับไม่รู้แม้แต่ชื่อของเพื่อนพ่อคนนี้นั่นจึงเป็เหตุผลที่ธามิณีมาที่บ้านของวาทินหลังจากเลิกเรียนในตอนเที่ยงเธอยังเหลือเวลามากพอก่อนที่จะไปทำงานพิเศษในตอนเย็น
สำนักงานทนายความของวาทินอยู่ไม่ไกลจากมหา’ลัย ทำให้ธามิณีเดินมาเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ววาทินกำลังเดินออกมาส่งลูกความพอดี พอเห็นธามิณีเขาจึงโบกมือให้แล้วยืนรอก่อนจะเข้าไปในสำนักงานสองชั้นด้วยกันหลังจากทักทายและคุยกันด้วยเื่ทั่วๆ ไปสักพักธามิณีจึงเข้าเื่ที่เธอมาหาลุงวาทินในวันนี้
“เกือบครบ 3 ปีแล้วที่ธามได้เงินจากเพื่อนของพ่อลุงทินจะไม่บอกธามจริงๆ หรือคะว่าเพื่อนของพ่อคนนี้เป็ใครทำไมถึงมาช่วยดูแลเื่ค่าเรียน ค่ากินอยู่ให้ธาม”ธามิณียิ้มประจบหวังว่าคราวนี้จะได้คำตอบอะไรกลับมาบ้าง
วาทินขมวดคิ้วแปลกใจเพราะคราวก่อนที่ได้คุยกับเลขาของเ้าของทุนนั้นมีคำพูดที่ราวกับรู้อนาคตว่าธามิณีจะถามเื่นี้ขึ้นมาอีก
“เขาชื่อว่าคุณภูมัย วันก่อนลุงรับโทรศัพท์จากเลขาของคุณภูมัยอย่างกับรู้เลยว่าธามจะถามถึงเลยบอกว่าให้บอกชื่อไว้ได้”
ธามิณียิ้มกว้างที่อย่างน้อยก็ได้รู้ชื่อแต่แค่นี้ยังไม่พอที่เธอจะรู้ว่าเขาเป็ใคร
“แล้วนามสกุลที่อยู่ หรือที่ทำงานล่ะคะ ธามจะได้ติดต่อเพื่อขอบคุณน่ะค่ะ”
วาทินยิ้มกว้างอยากให้ข้อมูลกับธามิณีแต่เขาทำมากกว่านี้ไม่ได้เพราะรู้เท่าๆ กับที่บอกธามิณีนั่นแหละ
“ทางคุณภูมัยให้บอกธามเท่านี้จริงๆแล้วฝากบอกว่า ที่ผ่านมาธามทำดีมากนะ”
แม้จะผิดหวังแต่ธามิณีเข้าใจ บางครั้งการรู้จักก็ทำได้แค่รู้จัก ไม่มีอะไรให้มากมายไปกว่านั้นแม้เธออยากจะตอบแทนเพื่อนของพ่อคนนี้ แต่คงทำได้เพียงฝากคำขอบคุณไปเท่านั้น
“ขอบคุณนะคะลุงทิน”ธามิณีหยิบของที่เตรียมมาแล้วส่งให้วาทิน “ธามทำมาให้ลุงทินส่วนอีกอันธามฝากให้คุณภูมัยค่ะ”
สุทินหยิบพวงกุญแจที่เป็ไหมพรมถักเป็รูปกระต่ายสำหรับเขาส่วนของภูมัยเป็รูปอะไรเขาก็ไม่แน่ใจระหว่างดอกไม้กับผีเสื้อ
“ลุงก็ไม่เคยพบคุณภูมัยหรอกลุงได้พบตัวแทนของเขามาตลอด ถ้างั้นลุงจะมอบของขวัญชิ้นนี้ให้เขาแทนธามแล้วกันนะ”
ธามิณียกมือไหว้วาทิน“ขอบคุณค่ะ ถ้างั้นธามไปทำงานแล้วนะคะ”
วาทินเดินมาส่งธามิณีที่หน้าสำนักงานธามิณีเดินไปเรื่อยๆ แค่ไม่กี่นาทีก็ถึงร้านขายอาหารและเครื่องดื่มต่างๆซึ่งไม่มีแอลกอฮอล์ที่เธอมาทำงานพิเศษเป็พนักงานเสิร์ฟอยู่หญิงสาวเปลี่ยนเสื้อผ้ามาใส่ชุดพนักงานของร้านแล้วเดินดูแลความเรียบร้อยของแต่ละโต๊ะลูกค้าเข้ามารับประทานอาหารและสั่งเครื่องดื่มกันเรื่อยๆ งานจึงไม่หนักอะไรนักอีกทั้งเ้าของร้านก็ใจดี เธอจึงสบายใจเมื่อได้มาทำงานพิเศษที่นี่จนผ่านมา 1ปีแล้ว
ในบางครั้งหญิงสาวมองไปที่ประตูทางเข้าร้านหวังใจไว้ว่าสักวัน ‘เขา’ คนนั้นจะเดินเข้ามาแล้วบอกว่า...กลับมาแล้ว
ธามิณีกำลังจะเดินไปโรงอาหารหลังจากออกมาจากห้องเรียนในตอนเที่ยงกัลยาโบกมือให้เพื่อนโดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาด้วยกันธามิณีเคยเห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน กัลยาบอกว่าไปเจอกับเพื่อนใหม่ที่สโมสรนักศึกษาแต่เรียนคนละคณะ ความที่ชอบทำกิจกรรมของมหา’ลัยเหมือนกันเลยได้เจอกันบ่อย
“เจอพอดีเลยธาม”กัลยายิ้มให้เพื่อน “ธามนี่เพื่อนเราเอง ชื่อ รวิชญ์เรียกวิชญ์แล้วกันนะ”
ธามิณียิ้มให้รวิชญ์หนุ่มหน้าตี๋ที่ยิ้มแล้วดวงตาเป็สระอิ ตัวสูงแต่ไม่เก้งก้าง
“วิชญ์นี่เพื่อนสนิทของกัลชื่อธามิณี เรียกธามนะ”
รวิชญ์ยิ้มให้ธามิณีแล้วก้มหน้าลงกัลยาหันมายิ้มตาหยีอีกคนเพราะรู้ว่าเพื่อนคนนี้กำลังแอบชอบธามิณีแต่ไม่กล้ามาทำความรู้จัก จนเธออาสาเป็แม่สื่อเสียเอง
“ไปกินข้าวกันหิวแล้ว” ธามิณีชวน
กัลยาพยักหน้าพลางเดินไปควงแขนเพื่อนแล้วถาม“ธามอยากกินอะไร วิชญ์ล่ะ”
“เดินไปเรื่อยๆอยากกินร้านไหนค่อยเข้าไปซื้อแล้วกันนะ”
รวิชญ์ยิ้มตามใจสองสาวที่เดินนำเข้าไปยังโรงอาหารของมหา’ลัย แต่จู่ๆ ธามิณีก็หันกลับมาแล้วมองไปรอบตัว ก่อนจะถอนใจพอเพื่อนถามก็บอกว่าไม่มีอะไร หลายวันมานี้เธอตื่นเช้ากว่าปกติเพราะสะดุ้งตื่นในตอนรุ่งสางเธอเห็นสายตาแปลกๆ ในฝันจนไม่แน่ใจว่าถูกจ้องมองอยู่จริงๆ หรือเปล่าทำให้ตื่นนอนแล้วข่มตาหลับไม่ได้อีกตอนนี้เธอรู้สึกถึงสายตาแบบนั้นผ่านแผ่นหลังของตัวเองแต่พอหันไปมองกลับไม่เห็นใครหรืออะไรแม้ว่าเธอจะแน่ใจว่ามีใครหรืออะไรที่จ้องมองมา
ไม่ใช่ ‘เขา’ คนนั้นแน่ๆเพราะเธอรู้สึกกลัว...ไม่ใช่อุ่นใจ
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ
อัมราน_บรรพตี