ตอนที่ 13 นางจะกลับมาหรือไม่
ต้นองุ่นสั่นเทาอยู่ชั่วครู่พวงองุ่นบนต้นเริ่มขยายอย่างรวดเร็ว พอขยายได้ตามที่หลินหร่วน้าแล้วสีของพวงองุ่นจึงเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็สีม่วง
หลินหร่วนยื่นมือออกไปเด็ดมาหนึ่งลูกลอกเปลือกออก จากนั้นก็ยัดใส่ปากเพื่อลิ้มรส องุ่นมีรสหวานอมเปรี้ยว จนทำให้หลินหร่วนต้องหยีตาอย่างมีความสุข
หลินหร่วนนั่งอยู่ใต้ต้นองุ่นพลางเด็ดกินอย่างมีความสุขเมื่อกินอิ่มแล้วจึงลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ใช้มืดทำครัวสับกิ่งไม้และวัชพืชและเริ่มลงมือสานตะกร้า
ที่บ้านของนางมิมีตะกร้า ดังนั้นตอนที่นางกำลังจะขึ้นมาบนูเาจึงหยิบมาเพียงมีดทำครัวองุ่นเหล่านี้ทนการกดทับเบียดเสียดมิได้ และมิสามารถใช้เสื้อผ้าห่อหุ้มพวกมันได้
หลินหร่วนมิได้ชำนาญด้านงานฝีมือ หลังจากถักทอมาครึ่งวันก็ยังทำให้เป็ทรงมิได้
ในขณะที่นางกำลังหงุดหงิด สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเถาวัลย์เส้นบางเท่านิ้วมือด้านข้าง
คิดออกแล้ว
หลินหร่วนเริ่มควบคุมพลัง จากนั้นก็ปล่อยให้เถาวัลย์สานกันเป็ตะกร้ามันเป็ตะกร้าที่เรียบง่ายใบหนึ่ง ทว่ามีความแข็งแรงเป็พิเศษ นางตัดตะกร้าด้วยมีดทำครัวแล้วดึงเอาวัชพืชด้านในออกมาเพียงเท่านี้ก็พร้อมใช้งานแล้ว
หลินหร่วนนำเอาองุ่นทั้งหมดใส่ลงไปในตะกร้าด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้องุ่นถูกกดทับ หลินหร่วนจึงเกลี่ยวัชพืชหนา ๆ กั้นองุ่นไว้แต่ละชั้น หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วสุริยาก็ใกล้จะลาลับขอบฟ้าเต็มทีแล้ว
ดังนั้นนางจึงหยิบตะกร้าองุ่นขึ้นมาใช้มีดทำครัวตัดแต่งกิ่งก่อนจะเก็บมีดลงไปในตะกร้า จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับบ้าน
ท้องนภาค่อย ๆ มืดลงทีละนิดสายตาเริ่มมองเห็นความมืดสลัว หลินซิ่วยืนรออยู่ข้างประตูดวงตาของนางเริ่มชื้นขึ้นเล็กน้อย มือเล็กกำชายเสื้อเอาไว้แน่น ปากของนางเริ่มเม้มเข้าหากันแน่นราวกับว่านางกำลังจะร้องไห้ออกมา
สีหน้าของหลินหานก็ดูมิดีเช่นกัน เขาเดินมายังประตูเพื่อดึงหลินซิ่วกลับเข้าไป
“ไปกินข้าวก่อนเถิด”
หลินซิ่วมิยอมไปกับเขานางยังคงยืนอยู่ที่เดิม “พี่สาวยังมิกลับมาเลย ข้าจะรอนางกลับมากินข้าวด้วยกัน”
“นางโตถึงเพียงนั้นแล้ว หากนางอยากกลับก็คงกลับมาแล้วแต่หากนางมิกลับมา ต่อให้เ้ายืนรอจนตาย นางก็มิกลับมาหรอก”
หลินซิ่วเป็เด็กที่ยึดมั่นในเหตุผลของตน เมื่อได้ยินพี่ชายเอ่ยออกมาเช่นนั้นนางจึงตอบอย่างดื้อรั้นว่า “ไม่ ! เยี่ยงไรพี่สาวก็ต้องกลับมาอย่างแน่นอน”
หลินหานนึกถึงความผิดปกติของหลินหร่วน เมื่อสองวันก่อน นางยื่นข้อเสนอขอตัดขาดกับตระกูลหลินสีหน้าของนางยังอึมครึมกว่าที่ผ่านมา
ยามเว่ยวันนี้หลังจากเขาและหลินซิ่วตื่นขึ้นมา นางก็มิอยู่แล้ว เขาออกตามหานางทั่วทุกที่แล้วแม้กระทั่งบ้านตระกูลหลินก็มิเว้น ทว่ามิเห็นแม้แต่เงาของนาง ดังนั้นเขาจึงอดมิได้ที่จะคิดฟุ้งซ่าน พอเห็นความกระวนกระวายใจของหลินซิ่ว หลินหานจึงรู้สึกมิสบายใจขึ้นมาทว่าเขามิรู้ว่าต้องแสดงออกมาเยี่ยงไร จึงทำได้เพียงออกคำสั่งอย่างเ็า
“รีบเข้าห้องเสีย ข้าจะปิดประตูบ้าน”
หลินซิ่วจับบานประตูเอาไว้แน่น นางยังคงดื้อรั้นมิยอมเข้าไปดังเดิม
“ข้ามิไป ข้าจะรอพี่สาวอยู่ที่นี่”
หลินหานะโออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว “นางมิกลับมาแล้วต่อให้เ้ายืนรอจนตายก็ไร้ประโยชน์”
หลินซิ่วตื่นใจนต้องชะงักงัน น้ำใส ๆ ไหลอาบสองแก้ม
“ไม่จริง ! ท่านพี่โกหก พี่สาวจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน ! ”
ในใจของหลินหานก็รู้สึกมิสบายใจมาก ๆ เช่นกัน ต่อให้เขาจะเข้มแข็งเพียงใดแต่เขาก็เป็เพียงเด็กอายุเก้าขวบเท่านั้น เพิ่งหนีออกมาจากตระกูลหลินได้มิกี่วันเดิมทีจิตใจของเขาก็มิได้รู้สึกดีอันใดอยู่แล้ว บัดนี้เขาพบว่าหลินหร่วนที่เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกันกับเขาอยู่ ๆ ก็คิดอยากจะออกจากตระกูลหลิน บัดนี้เขารู้สึกสับสนมากยิ่งนัก
ถ้าหากว่าหลินหร่วนหนีไปแล้วจริง ๆ เขาจะทำเยี่ยง พอนึกถึงความเป็ไปได้นี้ หลินหานก็รู้สึกแสบจมูกไปหมด
เด็กน้อยมิกล้ายอมรับว่าแท้จริงแล้วเขากลัวมากเพียงใดเขาซ่อนความตื่นกลัวเอาไว้ แล้วเอ่ยออกมาอีกคราด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว
“ข้าบอกว่านางมิกลับมา หากเ้ามิเข้าบ้านข้าจะมิสนใจเ้าแล้ว ! ”
หลินซิ่วยังคงเชื่อมั่น นางเชื่อว่าพี่สาวจะต้องกลับมานางจึงตะคอกกลับไปว่า “ข้ามิ้าให้ท่านพี่มาสนใจข้าหรอก ข้าจะรอพี่สาวกลับบ้าน”
“นางมิกลับมาหรอก เ้าเข้าบ้านไปกับข้าได้แล้ว”
หลินหานออกคำสั่งพร้อมกับดึงนางไปด้วย หลินซิ่วร้องไห้ออกมาอย่างหนักสองมือของนางจับกรอบประตูเอาไว้แน่นมิยอมปล่อย
เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องกำลังทะเลาะกันอยู่เสียงของหลินหร่วนก็ดังมาจากระยะไกล
“นี่พวกเ้าทำอันใดกัน ทะเลาะกันอีกแล้วหรือ ? ”
เด็กทั้งสองต่างก็ชะงักงัน เมื่อมองไปยังทิศทางของเสียงเห็นหลินหร่วนเดินย่างกรายเข้ามาในเวลาพลบค่ำมือข้างหนึ่งหิ้วตะกร้าใบใหญ่ ส่วนมืออีกข้างแบกสัตว์ป่ามาด้วยนอกจากนี้ยังมีกระต่ายอีกสองสามตัวห้อยอยู่รอบเอวของนาง ดูแล้วช่างน่าขันยิ่งนัก
“พี่สาว ! ” หลินซิ่วตอบสนองในทันใดนางร้องไห้พลางวิ่งเข้าไปหาหลินหร่วน
แววตาของหลินหานทั้งใระคนดีใจ เขาเดินเข้าไปหานางสองสามก้าวแต่แล้วก็ต้องหยุดลงกะทันหัน เขายืนอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าถมึงทึงพลางเม้มปากมิยอมขยับ
หลินหร่วนมองเด็กหญิงที่วิ่งเข้ามาหา นางจึงรีบเอ่ยว่า“หลินซิ่ว พี่สาวมิมีมืออุ้มเ้าแล้ว ไปกันเถิด เข้าบ้านกัน”
หลินซิ่วรีบหันตัวกลับอย่างรู้ความพอมาถึงลานบ้านมิวายหันไปเอ่ยกับหลินหานว่า “คนโกหก นี่เยี่ยงไรเล่า พี่สาวกลับมาแล้ว”
ดวงตาของหลินหานเป็ประกายแวววับ เขาระงับความดีใจของตนเองไว้มิอยู่เขาก้าวออกไปเบื้องหน้าเพื่อหยิบตะกร้าในมือของหลินหร่วนมาถือไว้ ตะกร้าค่อนข้างหนัก หนักราว ๆ ยี่สิบชั่งได้หลินหานเกือบจะยกมิไหวแล้วด้วยซ้ำ
หลินหร่วนกลัวว่าเขาจะทำองุ่นร่วง นางจึงแบกตะกร้าเข้าบ้านด้วยตนเอง
หลินหานเดินตามหลังเข้ามา จากนั้นก็เริ่มบ่นราวกับหมีกินผึ้ง“ออกไปข้างนอกมิคิดจะบอกกันหน่อยหรือ พี่มิรู้หรอกว่าข้า... ว่าหลินซิ่วเป็ห่วงเพียงใด”
หลินหร่วนคร้านจะสนใจเขา ดังนั้นนางจึงถือข้าวของเข้าไปในบ้านนำเอากวางที่หมดสติลงวางลงบนพื้น จากนั้นก็วางตะกร้าองุ่นด้วยความระมัดระวัง แล้วปลดกระต่ายที่ห้อยอยู่ข้างเอวออก
กระต่ายถูกห้อยมาตลอดทาง สภาพพวกมันดูมิค่อยดีเท่าใดนักหลินหร่วนกลัวว่าพวกมันตาย นางจึงใช้พลังฟื้นฟูให้พวกมันอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินไปยังถังน้ำเพื่อดื่มน้ำ
หลินซิ่วที่เติบใหญ่ถึงเพียงนี้กลับมิเคยเห็นสัตว์ป่ามาก่อนกวางที่ตัวใหญ่จนนางมิกล้ามอง แต่กระต่ายเหล่านี้หลินซิ่วกลับชื่นชอบเป็อย่างมาก นางรีบออกไปดึงหญ้าข้างนอกมาให้กระต่ายกิน
กระต่ายป่ามีความแตกต่างจากกระต่ายบ้านมันค่อนข้างกลัวคน มันมองหลินซิ่วด้วยความระแวดระวัง ทั้งยังมิกล้ากินหญ้าที่นางนำมาให้
หลินซิ่วกังวลจนเหงื่อตก “พี่สาว เหตุใดกระต่ายพวกนี้มิกินหญ้าเล่าพวกมันป่วยหรือไม่ ? ”
หลินหร่วนรินน้ำใส่ชามสองชามก่อนจะหยิบพวงองุ่นออกมาจากตะกร้าแล้วกวักมือเรียกหลินซิ่วเข้ามา
“อย่ามัวกังวลกับกระต่ายเ่าั้เลยเ้ารีบมาดูเร็วเข้า นี่คืออันใด ? ”
“องุ่น ! พี่สาว พี่นำเอาองุ่นมาจากที่ใด ? ”
ดวงตาของหลินซิ่วเป็ประกายนางวางกระต่ายป่าลงแล้ววิ่งไปเบื้องหน้าหลินหร่วนเมื่อเห็นว่าตะกร้าเต็มไปด้วยองุ่น เด็กหญิงจึงแสดงท่าทีดีใจออกมาทันใดสองเท้าะโไปมาอย่างตื่นเต้น
บัดนี้องุ่นเป็ของหายาก ชาวบ้านทั่วไปย่อมมิมีเงินซื้อและในหมู่บ้านนี้ก็มิมีผู้ใดปลูกองุ่น
ในภาพความทรงจำของเ้าของร่างเดิมปีที่แล้วหลินจงพาทั้งครอบครัวเข้าเมืองไปตลาด พวกเขาเห็นพวงองุ่นสองสามพวงวางขายที่ตลาดหลินเหมยร้องจะกินให้ได้ หวังซื่อรักนางเป็อย่างมาก สุดท้ายจึงหักใจยอมจ่ายเงินซื้อองุ่นให้นางหนึ่งพวง
หลินซิ่วในตอนนั้นยังเยาว์ พอนางเห็นดังนั้นจึงอยากกินบ้างนางเห็นหลินเหมยกินองุ่นอย่างเอร็ดอร่อย นางน้อยใจจนต้องร้องไห้ออกมาผลลัพธ์ก็คือถูกหวังซื่อดุด่าจนหูชา
เ้าของร่างเดิมรู้สึกเสียใจกับหลินซิ่ว ดังนั้นนางจึงขึ้นไปบนูเาฝูหนิวเพื่อค้นหาองุ่นเป็เวลาหนึ่งวันเต็มก่อนจะพบองุ่นป่าที่ทั้งลูกเล็กและรสชาติมิดี นางนำกลับมาสองสามพวงให้หลินซิ่วได้กินเพื่อคลายความอยาก