ในคืนที่มืดมิดและน่าสะพรึงกลัว ท่ามกลางป่าอันลึกลับ ที่ไหนสักแห่ง มีเพียงแสงไฟเล็กน้อยที่ส่องผ่านมาทางเธออีกมุมหนึ่ง ปิงปิงหญิงสาวที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ใหญ่รู้สึกได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา ในขณะที่เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งที่กำลังเหยียบย่ำใบไม้แห้งดังใกล้เข้ามาเดินตรงมายังเธอ เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ด้วยท่าทีที่นิ่งเฉย ทำให้เธอเริ่มหวั่นใจ และได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัว ขณะที่มือไม้ของเธอสั่นด้วยความหวาดกลัวในความมืดที่ดูเหมือนจะกลืนกินเธอทั้งเป็
ลมเย็นพัดผ่านเข้ามามาประปราย ััลงไปยังผิวร่างบางของเธอเบาๆ ทำให้เธอรู้สึกเย็นะเื และอารมณ์หวั่นวิตกก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้น เธอพยายามเพ่งสายตาเฝ้ามองออกไปในช่องเล็ก ๆของพุ่มไม้ หวังว่าจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่สามารถช่วยให้เธอเข้าใจสถานการณ์ได้มากขึ้น แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เธอยิ่งรู้สึกสับสน
เพราะตอนนี้เธอก็ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ อยู่ๆ ตัวเธอก็ โผล่มาอยู่ที่นี่ ถ้าจำไม่ผิดเธอยังนอนหลับ อยู่ในห้องนอนของตัวเอง หรือเธอกำลังฝันไป แต่ทว่าในความฝันนั้นมันช่างชัดเจนและเสมือนจริงยิ่งนัก
ผู้คนที่นี่ก็แต่งตัวประหลาด ดูเหมือนจะแต่งตัวในชุดจีนโบราณ พวกเขากำลังจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและดนตรี แต่เสียงเ่าั้กลับถูกหยุดชะงัก เมื่อมีเสียงะโก้องเรียกในภาษาจีนที่เธอไม่คุ้นเคย “แม่นางเจียวซิ่ง กำลังหนีไป!” ปิงปิงรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นรอบตัว เมื่อกลุ่มนายทหารจำนวนมากกำลังวิ่งออกตามหาใครบางคนอย่างวุ่นวาย
ปิงปิงใช้สองมือสางเส้นผมยาวประบ่าของเธอให้ไปด้านหลัง เพื่อที่จะมองออกไปอย่างชัดเจนมากขึ้น ความตื่นตระหนกในใจของเธอเพิ่มมากขึ้น เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของชายแปลกหน้าสองคนที่แต่งกายคล้ายชุดทหารของขุนนางเดินเข้ามาใกล้ สายตาของเธอจับจ้องไปยังชายคนหนึ่งที่ยืนหันหลังให้เธอ ขณะที่นายทหารคนหนึ่งโค้งคำนับอย่างนอบน้อมและรายงานข่าวที่เกิดขึ้น
“ท่านแม่ทัพขอรับ ข้าน้อยไล่ตามแม่นางเจียวซิ่งไปในทางทิศใต้และทิศเหนือ แบ่งแยกทหารหลายสิบนายเพื่อออกตามหา แต่ยังไร้ซึ่งวี่แววว่าจะพบแม่นางแต่อย่างใด แม่เจียวซิ่งช่างว่องไวยิ่งนัก แม้แต่รอยฝีเท้าก็ยังไร้ร่องรอย น่าประหลาดใจยิ่งขอรับ”
เสียงของทหารนายหนึ่งดังขึ้น ทำให้ปิงปิงรู้สึกเหมือนโลกของเธอกำลังจะเปลี่ยนไป ชายที่ถูกเรียกว่า “ท่านแม่ทัพ” ยังคงยืนหันหลังอยู่ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยอำนาจ “พวกเ้ากลับไปที่จวนของข้าก่อนเถอะ ให้นำความไปทูลถวายฝ่าาว่ายังไม่พบแม่นางแต่อย่างใด แม่นางคงไปไหนได้ไม่ไกลหรอก ข้าจะเป็ผู้ตามหาแม่นางเจียวซิ่งกลับไปที่จวนของข้าเอง”
“แต่งานมงคลสมรสของท่านแม่ทัพกำลังจะถึง เพลาเริ่มพิธีแล้วนะขอรับ ถ้า...” นายทหารอีกคนอ้ำอึ้ง แต่คำพูดของเขาถูกตัดด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดจากท่านแม่ทัพทันที
“จะเหตุอันใดก็ต้องปล่อยให้เป็ไปเยี่ยงนั้น อันที่จริงข้าก็มิได้ใจอยากจะแต่งงานกับแม่นางั้แ่ต้นอยู่แล้ว มันดีเสียอีก ที่นางคิดหนีไปจากข้า ทำตามที่ข้าเอ่ยเถอะ สืออีเหนียง”
“ขอรับท่านแม่ทัพ” นายทหารทั้งสองจึงเดินออกไปทันที โดยทิ้งให้ปิงปิงอยู่ในความมืดและความหวาดหวั่น
แม่ทัพคนนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาของเขาทอดยาวไปตามทางที่หญิงสาวที่ได้หายไป เมื่อขยับตัวเดินไปต่อ เหมือนกับว่าเขากำลังคิดถึงเื่ที่เธอหนีไป และรู้สึกขอบคุณเธอที่เลือกที่จะหนีไปจากเขา
นิสาถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอก "อะไรกันนี่ นี่ฉันอยู่ที่ไหนกัน? ไม่ได้การล่ะ ต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด!" เธอขยับตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มเดินออกจากพุ่มไม้ แต่ในใจกลับคิดว่าจะต้องวิ่งไปให้ไกลที่สุดจากที่นี่ เมื่อเธอเตรียมตัววิ่ง แต่แล้วความรู้สึกของเธอก็ถูกหยุดชะงักลง เมื่อใครบางคนเอื้อมมือเข้ามากระชากแขนของเธอ รั้งตัวเธอไว้จนเกือบเสียหลัก
แรงที่ดึงรั้งเอวของเธอทำให้ปิงปิงสะดุ้งใ เมื่อสบตากับชายหนุ่มที่ประจันหน้ากัน เขาดูสง่างามและมีใบหน้าที่ชัดเจน ราวกับหลุดมาจากภาพวาดในวรรณคดีจีนโบราณ ทั้งคู่ต่างใไม่น้อยเมื่อสบสายตากันอย่างไม่ตั้งใจ
"แม่นางเ้าเป็ผู้ใดรือ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสงสัย
"อะอุ้ยยย ว๊าายยยยย!" เธอร้องเสียงหลง เมื่อไม่ทันระวังตัวถูกดึงเข้ามาใกล้จนร่างของเธอล้มลงไป
ตุบ!!!
“โอ้ยย! เจ็บ” เธอขยับตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล จนรู้สึกตัวว่าตนเองพลัดหล่นลงมาจากเตียง ทั้งที่เธอนอนอยู่ชั้นล่าง คนที่นอนอยู่้าสะดุ้งใและรีบขยับตัวก้มลงมองเธอทันที
“เป็อะไรหรือเปล่า ปิงปิง เจ็บตรงไหนไหม? ตกเตียงอีกแล้วหรือ?” พุ้ยพุ้ย ลูกพี่ลูกน้องของเธอถามอย่างเป็ห่วง ขณะลงจากขั้นบันไดเตียงเพื่อช่วยพยุงปิงปิงขึ้นไปนั่งที่เตียง
“โทษทีนะพุ้ยพุ้ย ตกเตียงอีกแล้ว” เธอตอบกลับด้วยเสียงอ่อนแรง ขณะที่ภาพเหตุการณ์ในความฝันยังติดอยู่ในหัว
“ฝันประหลาดอีกแล้วหรือ?” พุ้ยพุ้ยถามกลับมา ขณะที่เขาช่วยพยุงเธอให้กลับไปนั่งบนเตียง โดยมีสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น ปิงปิงรู้สึกเหมือนกับว่าทุกอย่างในความฝันนั้นยังคงหลอกหลอนเธออยู่ แม้จะเป็เพียงแค่ความฝัน แต่ความรู้สึกนั้นกลับเหมือนจริงเกินกว่าจะลืมเลือน…
“ั้แ่มาเรียนที่จีน เราก็ฝันประหลาดแบบนี้อีกแล้ว เป็เื่เดิมๆ ซ้ำๆ น่าประหลาดใจยิ่งนัก แต่ครั้งนี้ในฝันของเรา กลับมองเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นในฝันด้วยนะ แต่งตัวแบบคนจีนโบราณ ใส่ชุดเหมือนแม่ทัพ คำพูดคำจาก็ไม่เหมือนภาษาจีนที่เราใช้ๆ กันอยู่ แต่ทำไมถึงจำหน้าคาดตาของเขาไม่ได้เลยสักนิด มองเห็นเพียงภาพรางๆ ทั้งที่ในฝันเราเห็นหน้าเขาออกจะชัดเจนขนาดนั้นแต่พอเราตื่นกลับจำเขาไม่ได้เพราะอะไรกัน?” ปิงปิงกล่าวออกมา ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่สบายใจ
“เธออาจจะกังวลมากเกินไป คิดมากน่ะ เธอคงจะกังวลเื่เรียนภาษาจีนนะ ไม่มีอะไรหรอก อีกแค่สามเดือนเธอก็จะจบคอสแล้ว เดี๋ยวก็ได้เดินทางกลับไทยแล้ว เราคงคิดถึงเธอน่าดูนะปิงปิง” พุ้ยพุ้ยตอบปลอบใจ รู้สึกเห็นใจเพื่อนสาวที่กังวลเกี่ยวกับความฝันและการเรียน
“เหมือนกัน แต่ถ้าเราสอบไกด์ได้ เราจะมาเยี่ยมเธอกับแม่เธอนะ” ปิงปิงหันไปมองนาฬิกา พบว่าเป็เวลา 03.00 น. ซึ่งยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าควรกลับไปนอนต่อ
“นอนต่อเถอะ ยังไม่เช้าเลยนะ พรุ่งนี้ เราก็ต้องตื่นแต่เช้าอีก” พุ้ยพุ้ยกล่าว ก่อนที่จะกลับขึ้นไปนอนบนเตียงชั้นสองด้วยความเหนื่อยล้า ปิงปิงจึงตั้งใจว่าจะนอนต่อ แต่ความคิดเกี่ยวกับฝันประหลาดนั้นยังวนเวียนอยู่ในใจ ทำให้เธอนอนไม่ค่อยหลับ
ในที่สุด เธอก็หลับตาลงอีกครั้ง พยายามปล่อยให้ความคิดต่างๆ เลือนหายไป ทว่าในใจของเธอ ยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับชายแปลกหน้าที่ปรากฏในฝัน และสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ที่เธอไม่อาจเข้าใจได้…
เช้าวันรุ่งขึ้น พุ้ยพุ้ยได้พาปิงปิงไปส่งที่ฮาร์บิน ต้าเหลียน โดยทั้งสองมีเรียนั้แ่เช้าและวันนี้มีเรียนเพียงถึงเที่ยงเท่านั้น เมื่อได้เวลาพัก ปิงปิงจึงชวนเพื่อนสนิทไปเที่ยวที่วังต้องห้าม
"อักษร วันนี้เรามีเรียนแค่ถึงเที่ยงเอง เราไปเที่ยววังต้องห้ามกันดีไหม? ั้แ่มาเรียนภาษาจีนเกือบจะสามเดือนแล้ว เรายังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยนะ" ปิงปิงกล่าวขณะเก็บอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ใส่กระเป๋า
"ได้ดิ งั้นก็ไปกันเลย ฉันเก็บของแป๊บเดียวนะ" อักษรตอบด้วยความกระตือรือร้น หลังจากที่เก็บของเสร็จ ทั้งสองจึงไปขึ้นรถเมล์สาย 917 ซึ่งเป็สายที่วิ่งด้วยเส้นทางยาวที่สุดในกรุงปักกิ่ง ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร เมื่อขึ้นรถจากป้ายแรกไปจนถึงป้ายสุดท้าย ต้องเสียค่าโดยสาร 14 หยวน รถเมล์สายนี้เริ่มต้นที่ป้ายเทียนเฉียวในตัวเมืองปักกิ่ง และมุ่งหน้าไปถึงชานเมืองที่ชื่อสือตู้ ซึ่งเป็เขตท่องเที่ยวของจีน
หลังจากลงจากรถเมล์ ทั้งสองเดินไปไม่กี่เมตรก็ถึงพระราชวังต้องห้าม ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองของกรุงปักกิ่ง ปิงปิงเคยมาที่นี่เป็ครั้งที่ 3 แล้ว แต่ในครั้งนี้เธอมาที่นี่ในฐานะนักศึกษา ที่จะสอบเข้าเป็ไกด์ ดังนั้นเธอจึงต้องมาศึกษาประวัติศาสตร์ของจีนให้ละเอียดมากขึ้น
"นี่จะกินอะไรก่อนดีไหม แล้วเราจะได้ไปถ่ายรูปกัน" ปิงปิงเสนอ
"อืมม์ ได้ดิ" อักษรตอบด้วยความเห็นด้วย
หลังจากตกลงกันเสร็จ ทั้งสองก็ไปหาอะไรทานกันที่ร้านแห่งหนึ่ง เมื่อปิงปิงเลือกเมนูอาหารได้แล้ว เธอก็นั่งรออาหารมาเสิร์ฟ ในระหว่างนั้นเธอมองสำรวจไปรอบๆ ของร้าน
"ร้านนี้บรรยากาศดีนะ คนเยอะใช้ได้นะ อักษร เรามาที่นี่เป็ครั้งที่ 3 แล้วแต่ไม่เคยแวะมาที่ร้านนี้เลยนะ" ปิงปิงกล่าวด้วยความรู้สึกชอบใจ
"อย่าว่าแต่เธอเลย เราก็ไม่เคยมาเหมือนกัน นี่เป็ครั้งแรกเหมือนกันนะ บรรยากาศดีเน้อ" อักษรตอบด้วยรอยยิ้ม
ปิงปิงมองไปรอบๆ บริเวณร้านขณะรออาหาร แต่สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นภาพวาดภาพหนึ่ง เป็ภาพคนจีนแต่งชุดจีนโบราณในชุดของแม่ทัพ ภาพนี้ทำให้เธอสะดุ้งด้วยความใ มือที่ถือตะเกี๊ยบอยู่หล่นลงพื้นทันที ถึงแม้ว่าภาพวาดจะไม่ชัดเจนมากนัก แต่เธอก็พอจะมองออกว่าผู้ชายในภาพเหมือนกับชายที่เธอเห็นในความฝันของเธออย่างยิ่ง
"เป็อะไรหรือปิง ปิง ทำไมดูหน้าตาตื่นๆ มองอะไรหรือ" อักษรใเธอเอื้อมมือไปััมือของ ปิงปิงทันที
"คือภาพวาดนั้นเหมือนภาพในฝันฉันเลยนะ ผู้ชายคนในรูปนะ เหมือนมากเลยนะ อักษร แต่มองหน้าไม่ชัด" ปิงปิงพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
"คงไม่มีอะไรหรอก คิดมากนะ ภาพขุนนางในสมัยราชวงศ์ก็หน้าตาการแต่งกายเหมือนๆ กันนะ ก็ภาพวาดนี่เธอ" อักษรพยายามปลอบใจ
"แต่ฉันอยากจะเข้าไปดูใกล้ๆ น่ะ เพื่อให้แน่ใจ" ปิงปิงตอบอย่างตัดสินใจ
"อาหารมาแล้วปิง ปิง ทานก่อนเถอะ ค่อยเดินไปดู" อักษรกล่าวเมื่อพนักงานนำเอาอาหารมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะของเธอ แต่ปิงปิงไม่สนใจอาหารทันที เธอหันไปถามพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
"เออะ ภาพนั้นเป็ภาพวาดใช่ไหมคะ ถ้าจะขอเข้าไปดูใกล้ๆ ได้ไหมคะ"
"อ้อ ใช่ค่ะ เป็ภาพวาด ได้ซิคะ" พนักงานตอบกลับมาอย่างยิ้มแย้ม
"ฉันขอไปดูภาพวาดนั้นใกล้ๆ ก่อนนะ" เธอลุกขึ้นเดินไปดูภาพนั้นทันที ภาพวาดแสดงให้เห็นถึงชายคนหนึ่งในชุดแม่ทัพ สวมเสื้อคลุมที่ดูหรูหรา นั่งอยู่บนม้าอย่างสง่างาม แต่กลับเห็นเพียงข้างๆ เท่านั้น เหมือนเขากำลังจับจ้องมองออกไปข้างหน้า
ปิงปิงพยายามเพ่งมองอย่างละเอียด แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาในรูปภาพนั้นได้ เพราะภาพวาดนั้นเป็เพียงการลากเส้นภาพวาดบางๆ ที่เป็ภาพขาวดำเท่านั้น ความรู้สึกสงสัยและความประทับใจทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง เธอรู้สึกว่าภาพนี้มีความเกี่ยวข้องกับเธอมากกว่าแค่การเป็ภาพวาดธรรมดา ความทรงจำในฝันเริ่มกลับมาครอบงำใจอีกครั้ง ขณะที่เธอยังคงพยายามสานต่อความสงสัยเกี่ยวกับผู้ชายในภาพนั้น
แต่สายตาของปิงปิงกลับมองไปยังข้อความที่อยู่ด้านข้าง ซึ่งมีคำลำนำกล่าวไว้ว่า
"ดังผูกพันมาแสนนาน เสมือนเงาที่เวียนวน ฝนพลันซัดกระหน่ำ ทิ้งความเหงาเฝ้ารอเ้า อย่างเดียวดาย คว้าฝันเก็บไว้เพื่อรอใครบางคนกลับมา นำความในใจใส่แท่งหมึกฝน ปิดผนึกหัวใจของข้า เฝ้ารอรักที่จากไปไม่หวนคืน
ข้าเฝ้ารอเ้ามานานเกินจะทนไหว ใจเริ่มถูกเผาไหม้เหมือนดังเปลวเทียน ข้าจึงทำได้เพียงอาศัยความระลึกถึง ทั้งคำนึงถึงแสนทรมานร่างกายข้าดำดิ่งลึกจมสู่ท้องทะเลลึกสุดจะระทม ข้ายังคงเฝ้ารอเพียงเ้ากลับมา ทุกภพชาติไป..."
"เศร้าจัง" ปิงปิงพูดออกมาเบาๆ ขณะที่อ่านข้อความเ่าั้ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
"ปิงปิง ไปทานข้าวเถอะ เดี๋ยวมันจะไม่อร่อย" อักษรเรียกเธอด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง ขณะเดินมาตามทาง
ปิงปิงหันกลับไปมองภาพนั้นอีกครั้ง ก่อนที่จะหันเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในข้อความนั้นที่ทำให้ใจของเธอรู้สึกตึงเครียด
หลังจากที่ปิงปิงและอักษรได้ทานอาหารเสร็จ พวกเธอก็ไปเดินเที่ยวที่พระราชวังต้องห้าม สถานที่ที่มีเสน่ห์ของประวัติศาสตร์จีนที่น่าหลงใหล มีจุดประวัติศาสตร์ที่สำคัญและน่าสนใจมากมาย ทั้งคู่เดินเที่ยวและถ่ายรูปอย่างสนุกสนานในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเื่ราวและความทรงจำ
เสียงหัวเราะของพวกเธอถูกแทรกด้วยเสียงลมพัดผ่านอุทยานรอบๆ ขณะที่พวกเธอสำรวจซากโบราณที่ยังคงเป็สัญลักษณ์ของอารยธรรมจีน ความประทับใจในวังต้องห้ามทำให้ปิงปิงลืมความวิตกกังวลในใจ เธอคิดว่าการเรียนภาษาจีนไม่ใช่แค่การศึกษา แต่เป็การเชื่อมต่อกับวัฒนธรรมและอดีตที่ลึกซึ้ง และอาจทำให้เธอได้เข้าใจสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความฝันและภาพวาดนั้นอย่างแท้จริง
ขณะที่ปิงปิงเดินดูพระราชวังและถ่ายรูปด้วยความหลงใหล ความรู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดกับคนโบราณก็พลุ่งพล่านในใจ เธอรู้สึกเหมือนกำแพงแต่ละด้านที่ััและต้นไม้ทุกต้นในอดีตกาลนั้นอาจเคยมีฮ่องเต้ ฮองเฮา และขุนนางชั้นผู้ใหญ่เคยอยู่ที่นี่ กระทั่งประตูสีแดงบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดให้มองเห็นภาพใครคนหนึ่งที่เปิดประตูเดินเข้ามาเหมือนในความฝันของเธอ ทำให้ปิงปิงสนใจและตั้งใจที่จะเป็ไกด์นำนักท่องเที่ยวชาวไทยมาเที่ยวที่ประเทศจีน
ในขณะที่เธอกำลังถ่ายภาพกับเพื่อนนักเรียนคนไทยของเธออยู่ พลันสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนที่ยืนอยู่้าฝั่งของกำแพงด้านในพระราชวัง ซึ่งกำลังมองจ้องลงมายังเธอในลักษณะการแต่งกายในชุดแม่ทัพทหารจีนโบราณ ความรู้สึกใทำให้ปิงปิงหยุดชะงัก ขยี้ตาเบาๆ เพื่อให้แน่ใจว่าที่เธอเห็นนั้นเป็เื่จริง เมื่อเธอมองเพ่งกลับไปอีกครั้ง แต่กลับไม่พบผู้ชายคนนั้นแล้ว
"ปิงปิง กลับเถอะ" อักษรเดินไปสะกิดปิงปิงเบาๆ ขณะที่สายตาของเธอยังคงมองไปที่กำแพงด้านในอยู่ แต่ก็ต้องละสายตาเพื่อกลับออกไป
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เธอก็ไม่ฝันถึงผู้ชายคนนั้นอีกเลย จนเมื่อเธอเรียนจบคอสภาษาจีนครบ 6 เดือนตามที่ได้กำหนดไว้ และเดินทางกลับไปพร้อมเพื่อนคนไทยของเธอ ปิงปิงสอบผ่านเป็ไกด์และได้บัตรสีฟ้าทางบก จึงได้เป็ไกด์นำนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวที่ประเทศจีนอีกครั้ง
ตอนนี้ปิงปิงทำงานเป็ไกด์มานานกว่า 3 เดือนแล้ว เธอลืมไปเลยว่าเคยฝันถึงผู้ชายคนนั้น และตอนนี้เธอก็ไม่ได้จะนึกถึงความฝันนั้นอีกแต่อย่างไร เพราะเธอกำลังสนุกกับการพาลูกทัวร์ชมวังต้องห้าม และการอธิบายถึงประวัติศาสตร์ของจีนที่เธอได้ศึกษามา ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เก่งเทียบเท่ากับไกด์จีนก็ตาม แต่ทุกครั้งที่เธอพาลูกทัวร์ไทยไปจีน จะมีไกด์เ้าถิ่นมาช่วยอธิบายเกี่ยวกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของจีน และให้เธอแปลเป็ภาษาไทยให้นักท่องเที่ยวชาวไทยฟัง
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหัวเราะและการสนทนาที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานในหมู่ลูกทัวร์ ทำให้ปิงปิงรู้สึกถึงความพึงพอใจและความสำเร็จในงานที่เธอรัก การเป็ไกด์ไม่เพียงแค่ทำให้เธอได้แชร์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน แต่ยังทำให้เธอได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ และสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจ ซึ่งเป็สิ่งที่เธอใฝ่ฝันมาตลอด แม้ว่าภาพของชายในชุดแม่ทัพจะเลือนหายไปจากความคิด แต่ความรักและความหลงใหลในประวัติศาสตร์จีนกลับเข้ามาเติมเต็มชีวิตของเธอในรูปแบบใหม่อีกครั้ง
หลังจากที่ปิงปิงพาลูกทัวร์คนไทยท่องเที่ยวพระราชวังต้องห้ามเสร็จ เธอกลับมายังที่พักในโรงแรมที่ได้รับการจัดสรรไว้สำหรับไกด์ โดยที่ห้องพักนี้มีโคต้าอาหารเช้าฟรี เธอเดินไปขอคีย์การ์ดจากพนักงานเพื่อที่จะไปอาบน้ำและเตรียมตัวลงมาทานข้าว ก่อนที่เธอจะทำการแจ้งลูกทัวร์เกี่ยวกับการเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ใหม่ตามโปรแกรมที่วางไว้ ซึ่งในวันรุ่งขึ้นพวกเขาจะไปที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
ขณะที่ปิงปิงอาบน้ำอยู่ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เมื่อเธออาบน้ำเสร็จจึงรีบออกมารับโทรศัพท์ โดยเป็เบอร์ของแม่ของพุ้ยพุ้ยที่โทรมา
"สวัสดีค่ะคุณป้า สบายดีไหมคะ ปิงปิงยังไม่ว่างแวะไปเยี่ยมคุณป้ากับพุ้ยพุ้ยเลยค่ะ" ปิงปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็มิตร
"ปิงปิง ป้ามีเื่สำคัญ จะให้ปิงปิงช่วยหน่อยได้ไหม มันสำคัญมาก ถ้าปิงปิงเสร็จจากงานแล้ว ปิงปิงยังต้องอยู่ปักกิ่งกี่วันรึ?" แม่ของพุ้ยพุ้ยถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
"หนึ่งอาทิตย์ค่ะป้า แต่จะมีวันพักผ่อนตามอัธยาศัยของลูกทัวร์ วันนั้นปิงปิงว่างค่ะ ปิงปิงไปที่นั่นได้ค่ะ" ปิงปิงตอบ
"งั้นไว้คุยกันวันที่ปิงปิงมาที่นี่นะ ขอบใจมากนะ" แม่ของพุ้ยพุ้ยกล่าว ก่อนจะวางสาย
ขณะที่ปิงปิงนั่งรถบัสไปยังฉาวหยางเพื่อไปบ้านของพุ้ยพุ้ย สายตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ในจังหวะที่รถบัสผ่านวังต้องห้าม สถานที่ที่เธอคุ้นเคย จู่ๆ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นผู้ชายในชุดจีนโบราณที่กำลังยืนมองจ้องมายังเธอ ด้วยแววตาที่คมกริบ ทั้งคู่สบตากันอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ปิงปิงสะดุ้งด้วยความใ ขยี้ตาเบาๆ และเพ่งมองกลับไปอีกครั้ง แต่กลับไม่พบผู้ชายคนนั้นแล้ว
เธอพยายามขยับตัวเพื่อมองผ่านหน้าต่างของรถบัส แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถเห็นผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว ปิงปิงจึงตัดสินใจหยุดที่จะสนใจและหันกลับมานั่งที่เหมือนเดิม
“คงจะตาฝาดอีกแล้วซินะ ทำไมถึงได้ตาฝาดบ่อยๆ แบบนี้นะ มองเห็นแต่ผู้ชายคนจีนแต่งชุดคนโบราณคนนั้น ช่างเถอะ ช่างเถอะ คงคิดมากไป อินจัดไปแล้ว” เธอพูดกับตัวเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนท่าเอียงคอพิงหน้าต่างมองออกไปด้านนอก ฟังเพลงไปเรื่อยๆ จนกว่ารถจะพาเธอไปยังฉาวหยาง