คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 60 ช่วงเวลาแห่งดาบ

            

            เสียงของคนชุดดำไม่ได้ดังเท่าไรนัก แต่คำพูดของเขากลับดังกึกก้องอยู่ในหูของซูฉางอันมันดังเยี่ยงเสียงฟ้าคำรามก็มิปาน

            วินาทีนั้น ซูฉางอันรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว ดูเหมือนอาการเช่นนี้จะเกิดจากความหวาดกลัวนั่นเองมือที่จับดาบเอาไว้สั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ตอนนี้เขาไม่สามารถถือดาบให้มั่นคงได้ด้วยซ้ำ เหตุนี้เขาจึงต้องยื่นมืออีกข้างไปจับด้ามดาบเอาไว้เพื่อหยุดไม่ให้ดาบสั่นไปมากกว่านี้

            “เจ้าเป็นใคร?” ซูฉางอันก้มหน้าลงต่ำพลางถามขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่มีความรู้สึกใดๆแฝงอยู่เลย ไม่อาจทราบได้ว่าผู้พูดกำลังทุกข์หรือสุขกันแน่ ทว่าเสียงที่สั่นเครือกลับทำให้เสียงพูดนั้นฟังดูไม่ชัดเจนราวว่าเกิดขึ้นเพราะความหวาดกลัวเป็นแน่แท้

            “ข้ารึ?” คนชุดคลุมดำหรี่ดวงตาแดงฉานลงเล็กน้อย พลันแสงสีเลือดที่ปะทุออกมาจากสายตาก็คมเฉียบมากขึ้นกว่าเดิม “ข้าเป็นคนที่โลกลืมอย่างไรเล่า ข้ามาที่นี่พร้อมปฏิญาณแห่งทวยเทพมาเพื่อลงโทษกบฏจอมทรยศพวกนั้น”

            ซูฉางอันไม่เข้าใจสักเท่าไรว่าเขากำลังหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ก็พอจะเดาได้บ้างเล็กน้อยเขาถอยไปทางด้านหลังหนึ่งก้าว ราวต้องการจะเว้นระยะห่างจากคนในชุดคลุมดำอยากให้ตนอยู่ในระยะห่างที่ปลอดภัย ขณะที่ปากก็เอาแต่ถามไปด้วย “เจ้าเป็นผู้รับใช้เทพอย่างนั้นรึ?”

            ดูเหมือนคนในชุดคลุมดำจะชอบสีหน้าและท่าทางของซูฉางอันในตอนนี้มาก ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในชุดคลุมสีดำของเขาประกายรอยยิ้มขึ้นอย่างอำมหิต “ผู้รับใช้เทพรึ? อืม ก่อนหน้านี้ทุกคนก็เรียกขานข้าไว้เช่นนั้น”

            ฉู่ซีฟงขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมซูฉางอันถึงเป็นเช่นนี้ไปได้? เขาไม่เคยก้มหัวให้ใคร ไม่ว่าคนที่กำลังเผชิญหน้าอยู่จะเป็นอินซานโจ๋วหรือหลงเซี่ยงจวินก็ตามแต่ทำไมกับคนชุดดำที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับและกะทันหันตรงหน้า ทำไมเขาถึงมีท่าทางประหลาดได้ถึงเพียงนี้ เขาไม่ค่อยเข้าใจบทสนทนาระหว่างทั้งสองสักเท่าไร และไม่รู้ด้วยว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับมั่วทิงอวี่ สายฟ้าสีม่วงประกายออกมาจากคมดาบของเขาอีกคราสำหรับนักดาบแล้ว วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาในเรื่องที่คิดหาคำตอบไม่ได้ก็คือการตัดมันให้แหลกด้วยคมดาบ และไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายอีก

            และที่ผ่านมา ฉู่ซีฟงก็ทำเช่นนั้นมาโดยตลอดครั้งนี้ก็เช่นกัน... เขาโค้งตัวลงเล็กน้อย ก่อนแสงอันแสนคมกริบจะระเบิดออกมาจากดวงตาดูคล้ายกับเสือดาวที่เตรียมจะออกล่าไม่ผิดเพี้ยน

            ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ซูฉางอันก็หยุดเท้าที่กำลังเดินถอยหลังลงและถามขึ้นอีกครั้ง

            “เจ้าบอกว่าบางอย่างในร่างของข้า เป็นสิ่งที่เจ้าทิ้งเอาไว้ให้มั่วทิงอวี่งั้นรึ?”

            ครั้งนี้เขาไม่ได้เสียงสั่นเหมือนเดิมอีกต่อไป ทำให้พูดจาคล่องแคล่วขึ้นมากวาจาที่ลื่นไหลจนผู้ฟังไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าบัดนี้ เขากำลังรู้สึกเช่นใดกันแน่

            ทว่าฉู่ซีฟงกลับรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาลดสายฟ้าบนดาบลงเป็นการชั่วคราว ร่างที่โค้งลงเพื่อเตรียมสู้ก็กลับมาผ่อนคลายอีกครั้งเขาตัดสินใจว่าจะรอดูเหตุการณ์ไปก่อน

            ทางด้านคนชุดดำเอง ดูเหมือนเขาเองก็รับรู้ได้แล้วว่าน้ำเสียงของซูฉางอันมีบางอย่างแปลกไป ทว่าในตอนที่เขากำลังจะพูดบางอย่างออกมาจู่ๆ ซูฉางอันก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน

            จู่ๆ ใบหน้าที่เคยก้มลงต่ำก็ถูกยกขึ้นอีกครั้งบัดนี้ ดวงตาที่ใสสะอาดกลับมีบางอย่างแฝงอยู่

            สิ่งที่แฝงอยู่ในนั้น ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงและรุนแรงดุจกับพายุ

            เขาเคยเห็นสิ่งนั้นในดวงตาของบรรดาผู้ที่เขาเห็นว่าสมควรตาย และถูกเขาสังหารลงก่อนหน้านี้มามากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว

            แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ในครั้งนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของซูฉางอันกลับทำให้เขารู้สึกหวั่นใจขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

            คนในโลกเรียกของสิ่งนั้นว่าความโกรธเกรี้ยว...

            “เช่นนั้นก็หมายความว่า ในดินแดนทางเหนือเมื่อสองปีก่อนเจ้าเป็นคนลอบโจมตีเขาสินะ!?” เสียงของซูฉางอันดังกึกก้องขึ้นอย่างกะทันหัน ในท้ายประโยคเขาแทบจะตะโกนออกมาเลยทีเดียว

            คนชุดดำชะงักไป ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กชายคนนี้ถึงรู้สึกโกรธมากขนาดนี้เพียงเพราะคนที่เขาเห็นว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยสักนิด

            แต่เพราะสัมผัสได้ถึงความอันตราย เขาจึงสร้างเกราะพลังสีแดงขึ้นรอบตัว

            และความจริงที่เกิดขึ้นก็ยืนยันให้เห็นแล้ว ว่าสัญชาตญาณของเขาถูก...

            ซูฉางอันกระชับดาบในมือมั่นแล้ววิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว กระโดดขึ้นสูงชูดาบขึ้นเหนือหัวเหมือนที่ชายคนนั้นเคยทำท่ามกลางหิมะในดินแดนทางเหนือเมื่อสองปีก่อน

            ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเลือดเพราะความโกรธา

            สีแดงในดวงตาของเขามีมาก ไม่ด้อยไปกว่าสีแดงในดวงตาของคนชุดดำเลย

            ปราณดาราในร่างเริ่มขับเคลื่อนขึ้น พลังแห่งดาบปะทุออกมารอบกายโดยมีเพลิงศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกมาตามหลัง

            ฉู่ซีฟงชะงักไป ไม่ใช่เพียงเพราะจู่ๆซูฉางอันก็ระเบิดโทสะออกมาเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะกระบวนดาบที่ซูฉางอันใช้ในตอนนี้เช่นกัน

            มันคือกระบวนดาบที่มั่วทิงอวี่เคยสอนนั่นเอง ก่อนหน้านี้ฉู่ซีฟงเคยเห็นซูฉางอันแสดงมันมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ที่ผ่านมา เขาแสดงพลังของมันออกมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            ทว่าในครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป

            แม้จะมีพลังไม่มากพอ แต่ก็นับเป็นการแสดงกระบวนดาบที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว

            คนชุดดำเองก็ประกายความประหลาดใจออกมาทางสายตา แต่เพียงไม่นานเขาก็กลับมาสงบดังเดิมอีกครั้ง

            เขามองออกตั้งแต่คราแรกแล้ว แม้ดาบนี้จะมีอารมณ์แห่งดาบอยู่เต็มเปี่ยมแต่กลับมีพลังที่อ่อนด้อยเหลือเกิน

            เขายักยิ้มมุมปากอย่างเยาะหยัน คนชุดดำมองชายวัยรุ่นที่พุ่งทะยานเข้ามาหาอย่างสงบ ขณะที่ดวงตาก็ประกายรังสีแห่งการกลั่นแกล้งออกมามากขึ้นทุกที

           ตู้ม!!!

            เสียงหนึ่งดังขึ้น!

            เป็นเหมือนที่เขาคิดเอาไว้ ดาบของซูฉางอันกระแทกลงบนผนังพลังสีแดงที่เขาสร้างเอาไว้ตั้งแต่แรกอย่างจัง แต่เพราะซูฉางอันมีพลังที่อ่อนด้อยเกินไปจึงไม่อาจทำอันตรายหรือขยับเข้ามาใกล้เขาได้แม้นเพียงนิดไม่ต่างไปจากมดตัวน้อยที่คิดจะโค่นต้นไม้เลย

            เขาเอียงตัวไปข้างหน้าอย่างกลั่นแกล้ง ใบหน้าของเขาแทบจะแนบติดกับคมดาบของซูฉางอันอยู่แล้วทว่าเพราะมีเกราะพลังกั้นอยู่ดังนั้นไม่ว่าจะพยายามเสียเท่าไรซูฉางอันก็ไม่อาจทำลายเกราะแห่งพลังนั่นแล้วเหวี่ยงดาบลงไปได้อยู่ดี

            “กระบวนดาบนี้ ข้าเคยเห็นมันมาก่อน” เขากล่าวเช่นนั้น แม้จะมองเห็นเพียงดวงตาของเขาเท่านั้น แต่ซูฉางอันกลับรับรู้ได้ถึงรังสีแห่งการกลั่นแกล้งจากใบหน้าของเขา “แต่เขาแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก เดิมข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแต่เขามันโง่ โง่เง่าจนไม่กล้าแม้แต่จะชักดาบออกมา แล้วดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักจะทำอันตรายต่อข้าได้อย่างไร”

            คำพูดของเขาเป็นดั่งหนามแหลมที่แทงลงกลางใจของซูฉางอันอย่างจัง เขาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยดวงตาคู่นั้นมีสีแดงจากเลือดที่ร้อนระอุอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด มันเข้มข้นและมีมากจนแทบจะทะลักออกมาอยู่แล้วซูฉางอันแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วคำรามขึ้นเสียงดังสนั่นราวกับราชสีห์ที่ถูกบีบให้จนตรอกอย่างไรอย่างนั้น เขาแผดตะโกนเสียงดัง ราวต้องการให้ลำคอแตกไปเสียตรงนั้น

            แสงแห่งพลังที่วนเวียนอยู่รอบกายเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้นกว่าเดิม พลังแห่งดาบระเบิดออกมามากจนมืดฟ้ามัวดินเพลิงศักดิ์สิทธิ์ก็พุ่งปะทุออกมามากไม่ต่างกัน

            แต่นั่นก็ยังไม่ช่วยอะไรมันทำให้เกราะพลังของคนชุดคลุมดำสั่นสะเทือนขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หาได้ทิ้งร่องรอยเสียหายหรือรอยแตกร้าวใดๆ เอาไว้แม้เพียงเสี้ยวเดียว

            เพราะออกแรงมากเกินไป มือที่ถือดาบของซูฉางอันจึงเริ่มมีเลือดซึมออกมา แต่เขายังไม่อยากหยุดลงเพียงเท่านี้

            “สลายไปเสีย!!!” เขาคำรามเสียงต่ำขึ้นอีกครั้ง ราวจะรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นของเจ้าของ ‘จิตมั่น’ ของซูฉางอันที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของร่างกายจึงระเบิดแสงเจิดจ้าขึ้น แสงนั้นกระจายออกมาจากภายในสู่ภายนอก เพียงไม่นานมันก็ครอบคลุมร่างของซูฉางอันเอาไว้อย่างมิดชิดแล้ว

            วินาทีนั้น เพลิงศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งดาบที่ลอยตลบไปทั่วบริเวณต่างก็อ่อนกำลังลง

            พวกมันลอยวนเวียนอยู่ท่ามกลางจิตมั่นที่เขาประกายออกมารอบตัวอย่างต่อเนื่อง พลังทั้งหมุนวนถักทอซึ่งกันและกันก่อนจะหลอมเป็นหนึ่งในที่สุด ท่ามกลางจิตมั่นของซูฉางอันเพลิงศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งดาบ สองพลังที่มักจะต่อต้านซึ่งกันและกัน และมีการแบ่งเขตแดนกันอย่างต่อเนื่องราวกับแม่ทัพที่ชอบทำศึกด้วยตนเองบัดนี้กลับหลอมรวมกันจนกลายเป็นหนึ่งราวเป็นขุนนางที่ได้พบกับจักรพรรดิเหนือหัวของตนไม่มีผิด

            ซูฉางอันรู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เขาเพ่งพลังเหล่านั้นไปที่ดาบในมือและเพราะต้องรับพลังที่มากจนเกินไปเส้นเลือดที่มือจึงปูดบวมขึ้นทั่วทั้งแขนเส้นเลือดบางแห่งเริ่มแตกออกจากกัน ทำให้เลือดสดไหลย้อมแขนของเขาในพริบตา

            แต่เขายังไม่ยอมหยุดลงแค่นั้น หรือจะพูดอีกแบบก็คือเขาไม่เคยคิดจะหยุดลงเลยสักนิด

            เขามองเข้าไปในดวงตาที่อยู่ใกล้แค่คืบ แล้วนึกย้อนไปถึงชายที่ได้พบที่ดินแดนทางเหนือเมื่อสองปีก่อนในตอนนั้น เขาเคยเห็นสายตาเช่นนี้จากใครบางคนมาเหมือนกัน แต่เพราะความแค้นที่ปะทุขึ้นภายในจิตใจ เขาจึงไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในขณะนี้

            เขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นกลางหัวใจ ทันใดนั้นรังสีสังหารและพลังแห่งความแค้นทั้งหมดที่มีก็ถูกอัดเข้าไปในคมดาบ

            เพล้ง!

            ทันใดนั้น จู่ๆเสียงที่คล้ายเสียงกระจกแตกก็ดังขึ้น

            เกราะพลังสีแดงที่ใสประดุจอัญมณีแตกออกเป็นเสี่ยงๆท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของคนชุดดำ เศษของผนังพลังที่แตกละเอียดกระจายออกไปทั่วทุกสารทิศ ก่อนจะหายเข้าไปในไอหมอกหนาทึบในที่สุด

            ผนังพลังที่เขาสร้างขึ้นถูกทำลายลงแล้ว

            ดาบของซูฉางอันยังไม่ยอมลดพลังลงเลยแม้แต่น้อย พุ่งใส่ใบหน้าของชายชุดคลุมดำอย่างรวดเร็ว

            ความกลั่นแกล้งบนใบหน้าเปลี่ยนไปเป็นความตื่นตะลึง ความหวาดผวาก็พุ่งเข้าไปเติมเต็มในดวงตาสีแดงก่ำอย่างฉับพลัน 

     

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    เคล็ดกายานวดารา

    เคล็ดกายานวดารา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    11.12M 7294
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390