ตอนพิเศษ
‘ความลับของตระกูลอัลเบอริช’
นับั้แ่เกิดมาเขาถูกชมเชยว่าเป็อัจริยะมาโดยตลอด เดนสเลฟบุตรชายคนโตของบารอนอัลเบอริชผู้ใบหน้าจัดได้ว่ารูปงาม องศาคางได้รูปั์ตาสีฟากฟ้าอันหยั่งลึก ผิวสีขาวราวกับน้ำนมเขาคือบุตรที่เกิดจากภรรยาหลวงผู้เป็ชนชั้นบารอนเหมือนกัน
ไม่มีอะไรที่เดนเสลฟทำไม่ได้ข้ารับใช้รวมถึงอาจารย์ผู้สอนต่างคิดว่านายน้อยเดนสเลฟจะต้องเป็ผู้นำตระกูลทว่าในวันที่สายฝนโปรยปรายน้องชายคนรองที่ถือกำเนิดจากต่างมารดานั้นเจ็บไข้หนัก ไม่กี่วันมารดาของเขาที่ดำรงตัวแทนของตระกูลอัลเบอริชกลับประกาศให้บุตรชายคนรองเป็ผู้นำตระกูล
ทำไม? เดนสเลฟไม่ได้มีความขุ่นข้องหมองใจต่อน้องชาย ครอบครัวของเขาแม้จะเป็ภรรยารองก็ให้การตอบรับอย่างอบอุ่น เขาเลี้ยงน้องทั้งสามคนอย่างรักใคร่เดนสเลฟรู้ดีว่าตนเองเป็พวกไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้ามากนัก แม้เขาจะถูกเพื่อหาว่าเป็พวกเ็าทว่ามีเพียงครอบครัวที่ยังคงบอกว่าเขาอ่อนโยน
“พี่เจ็บจัง “น้องชายตัวน้อยกำลังทรมานอยู่บนเตียงในคืนที่มีสายฝนโปรยปรายอย่างหนัก มารดาของเคย่านั้นตายไปั้แ่ให้กำเนิดเขาโชคดีที่แม่ของเขานั้นไม่ได้รังเกียดกลับยินยอมลูกของภรรยารองเข้ามาอย่างโอบอ้อมอารีย์แต่เด็กชายรู้ดีว่าแม่นั้นเสียใจขนาดใด ขุนนางนั้นสามารถมีภรรยาได้หลายคนแต่เดนสเลฟกลับนึกรังเกียดมันเขาและแม่ไม่ได้โทษความผิดต่อชีวิตบริสุทธิ์ตรงหน้าแค่โทษความน่ารังเกียดของพ่อตนเอง
“ย๊า ยา แอ๊” เสียงอ้อแอดังไม่เป็ภาษาดังขึ้นเ้าพวกแฝดที่เพิ่งเดินได้ไม่คล่องกลับพยายามขึ้นเตียงคนป่วย เดนสเลฟอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นพวกตัวจิ๋วพยายามมาให้กำลังใจพี่ชาย เขาโน้มตัวลงไปอุ้มฝาแฝดทั้งสองพลางเอ่ยขึ้น
“พี่เคย่ากำลังป่วยอยู่นะ อย่ากวนมาก”
“จู้ๆ”
“จู้ๆๆๆๆ”
เ้าสองแฝดประสานเสียงคงจะบอกให้สุ้ๆ ช่างน่ารักน่าชังเดนสเลฟอุ้มเ้าแฝดที่โบกมือโบกออกไปให้สาวใช้ก่อนกลับมาลงนั่งข้างเตียงของน้องชายคนรองกอบกุมมือสีน้ำผึ้งที่ร้อนจัด
“พี่ ...พี่ “น้องชายของเขาตอนป่วยนั้นเป็คนขี้อ้อนมาก เส้นผมสีน้ำเงินคลอเคลียไหล่ผิวสีแทนเย้ายวนในชุดนอนสีขาวใบหน้างดงามนั้นเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ผู้เป็พี่ชายได้แต่บิดผ้าชุบน้ำแล้ววางแ่เบาบนหน้าผากน้อง
“ไม่เป็ไรนะพี่อยู่นี่แล้ว”
เดนสเลฟเป็อัจริยะั้แ่ตอนที่เขาอายุได้ 10 ขวบเขาก็รู้ความมากกว่าเด็กในวัยเดียวกันดังนั้นเขาจึงรู้ว่าตนเองมีสมบัติที่ปกป้อง ...ใช่แล้วเขาต้องปกป้องน้องๆ ที่น่ารักทั้งสามคน
นี่คือสมบัติของเขา
“พี่จะนอนด้วยไหม?” ั์ตากลมโตสีสวยนั้นเรืองรองในความมืดพาให้เดนสเลฟใจอ่อนเขากุมมือของน้องชายคนรอง
“ได้สิ ให้พี่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”
เตียงของเคย่านั้นไม่ได้กว้างมากทว่ามันก็เพียงพอให้เด็กสองคนนอนเคียงข้างกัน ตัวของเคย่าในอ้อมกอดนั้นร้อนผ่าวราวกับไฟเดนเสลฟไม่ใช่คนโง่เขาร้อนใจไม่น้อยเมื่อกอดน้องชายคนรองที่ทรมานจนแน่น เด็กชายร้องเรียกหมอไปในก่อนหน้านี้ทว่ามารดาของเขาบอกว่าหมอไม่สามารถช่วยน้องชายได้ เดนสเลฟยังเยาว์วัยและไร้กำลังเขาจึงทำเพียงแค่โอบกอดน้องชายเอาไว้ปล่อยให้เล็บคมของเคย่าจิกลงยังแผ่นหลัง
น้องชายของเขากำลังทรมานแต่เขาทำอะไรไม่ได้เลย หูได้ยินเสียงครางด้วยความเ็ปแผ่นหลังของเขาถูกน้องชายข่วนจนเจ็บแต่เขาก็กอดอีกฝ่ายเอาไว้เพราะสัญญาเอาไว้ว่าจะอยู่ด้วย ใน่ก่อนรุ่งสางเสียงแห่งความทรมานก็หยุดลงเป็ครั้งแรกที่เขาได้เห้นยังความคุ้นเคย ตอนที่มองไปยังใบหน้าชุ่มเหงื่อของน้องชายเดนสเลฟได้เห็นประกายของดวงดารา ...มันเป็ดาราที่ประดับบนฟากฟ้าที่คล้ายคลึงกับท่านพ่อแต่แตกต่าง
วินาทีนั้นเด็กชายเข้าใจว่าทำไมเคย่าจึงได้เป็ผู้นำตระกูลต่อไป...เพราะนี่คือสัญลักษณ์ของอัลเบอริช...ดวงตาแห่งความจริงที่ได้รับจากทวยเทพ ั์ตาที่จะปรากฎในสายเืของตระกูลเท่านั้น
ถ้ามันเป็สิ่งที่ให้คุณมากกว่าโทษคงจะดี...ทว่าสำหรับเด็กชายที่ยังไม่ถึง 10 ขวบของชิ้นนี้เหมือนกับคำสาป
“ไม่! ฮือๆ ...” เสียงกรีดร้องดังลอดออกมาจากห้องเดนเสลฟต้องอุ้มเ้าสองฝาแฝดไม่ให้เข้าไปใกล้น้องชายคนรองที่เพิ่งฟื้นไข้ก็กลายเป็คนบ้า เขาพูดพึมพำคนเดียวกรีดร้องโวยวายจนเมื่อบ่ายเพิ่งจะเริ่มขว้างปาสิ่งของไม่ว่าเขาจะเข้าไปกอดแค่ไหนก็ไม่มีทีท่าจะสงบแม้แต่น้อยกลับกันเคย่ากลับบอกเขาอย่าเข้ามาใกล้ ดวงดาราในดวงตานั้นส่องประกายเปล่งปลั่ง สุดท้ายหมอต้องเข้ามาให้ยานอนหลับเพื่อไม่ให้นายน้อยคนรองทำร้ายตัวเองไปมากกว่านี้
ทำไม? ความสงสัยค้างคาอยู่ในอกของเด็กชายดังัน้นเขาจึงเดินไปหาผู้ที่น่าจะรู้คำตอบ มารดาของเขากำลังรอเขาอยู่นางคลี่ยิ้มยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือของตระกูล
“เดนรักน้องไหมลูก?”
“นั่นคือสมบัติของผม” เด็กชายตัวน้อยตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยทำให้มารดาได้แต่ถอนหายใจ
“เดนนะเป็ผู้ใหญ่เกินตัวพึ่งพาได้ตลอด บางทีแม่ก็อยากเห็นลุกออดอ้อนบ้างเหมือนกัน” หญิงสาวหัวเราะเธอรู้สึกภูมิใจที่ลูกชายรู้ความนับั้แ่สูญเสียสามีมีเพียงเดนที่เป็ที่พึ่ง คราวนี้เธอจึงรู้ว่าลูกชายจะต้องทำอะไรสักอย่าง มือเรียวหยิบผลักไปยังสันหนังสือมันเป็กลไกที่จะทางไปสู่ห้องลับที่เก็บประวัติศาสตร์ทั้งหมดมันคือสิ่งที่สามีของเธอฝากฝังเอาไว้
เดนสเลฟมองไปรอบๆ ภายในห้องใต้ดินที่มีเพียงแสงเทียนกลับมีกระดาษมากมายพอลองหยิบมาอ่านเขาก็พบว่ามันคืองานวิจัยอารยธรรมต่างๆ ทั่วโลกและประวัติของ ‘ั’
“นานแสนนานมาแล้วในยุคสมัยที่ดินแดนของพวกเรายังมีไม่มากได้เกิดการรุกรานจากสิ่งมีชีวิตอันชั่วร้าย ด้วยกำลังของมนุษย์ตัวจ้อยไม่สามารถกำราบได้ ในยามนั้นเหล่ามนุษย์ได้อ้อนวอนต่อเทพเ้าทำให้ยอดเขาสูงสุดเปล่งแสงและพระเ้าก็ได้ประทานเทพเ้ากับัมาให้แด่มนุษย์ “เด็กชายถูกแม่จับให้มานั่งเคียงข้างท่ามกลางแสงสลัวของเทียนมันเหมือนกับนิทานปรำปราเอาไว้กล่อมนอน “แม้จะเป็เทพเ้าก็มิอาจสู้รบได้ผู้เดียวเขาจึงมอบสิ่งวิเศษที่ทำจากเกล็ดของัให้แก่มนุษย์ ดินแดนของเรานั้นได้รับ ‘ดวงตา ปีก กรงเล็บ และหาง’ ของั เสียแต่ของเ่าั้จะเลือกผู้ใช้ที่เข้ากันได้ในยามนั้นมีตระกูลของพ่อค้าแรควินเดอร์ เคาท์ลอเรนซ์ บารอนกันฮิลด์ และนักเดินทางต่างถิ่นแห่งตระกูลอัลเบอริช มีเพียงชายหนุ่มรุปงามัท้งสี่คนที่สามารถเข้ากับสมบัติเ่าั้หลังจากนั้นพวกเขาก็ร่วมมือกับเทพเ้าแห่งวายุจนก่อตั้งเป็ดินแดนปัจจุบันสามารถอยู่อย่างสงบได้ ทว่าแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วทว่าของเ่าั้ยังคงสืบทอดมายังยุคปัจจุบัน ของตระกูลอื่นล้วนแต่เป็อัญมณีที่ถือครองแต่พวกเราทีได้รับดวงตาของัมาจึงปรากฎในรูปแบบของั์ตา”
“ทำไมพวกเราเป็แค่บารอนละขอรับ?”
“ถามได้ดีจ๊ะเดน ...” ผู้เป้นตัวแทนตระกูลหัวเราะคิกคักเธอหยิบสมุดอีกเล่มหนึ่งขึ้นมา “แม้จะไม่มีเขียนไว้ในประวัติศาสตรืแต่พวกเราคืออดีตราชวงศ์ต่างแดนที่หลบหนีการแก่งแย่งราชบังลังค์มา บรรพบุรุษของเราเป็พวกที่ขอมีชีวิตดีกว่าต้องไปมีชีวิตท่ามกลางคมหอกในเก้าอี้ดังนั้นเมื่อพระาาจะประทานยศฐาให้จึงขอแค่เป็บารอนเล้กๆ ในเมืองหลวง เป็บารอนที่มีแค่ยศไม่ต้องมีคนหรือที่ดินให้ดูแลและขอชดเชยเป็เงินทองแทน ...รู้ไหมในตอนนั้นพวกเรารวยที่สุดในเมืองหลวงเลยนะ”
“รวย?” เดนสเลฟขมวดคิ้วมองไปยังคฤหาส์ที่ห่างไกลคำว่ารวย ผู้เป็แม่จึงได้หยิบกองกระดาษมากมายขึ้นมา
“เงินของเราหมดไปกับสิ่งเหล่านี้จ๊ะ ...นี่คือการค้นคว้าเกี่ยวกับสมบัติจากัและเื่ราวของั” เดนสเลฟมองงานวิจัยเขาหยิบมันขึ้นมาทีละแผ่นแม้จะอายุเพียง 10 ขวบแต่เขาเป็อัจริยะในรอบร้อยปี “พลังนี้จะส่งผ่านยังสายเืเท่านั้นสำหรับตระกูลของเราผู้เข้ากันได้ของพลังนั้นปรากฎในทุกรุ่น และพลังจะถูกส่งต่อเมื่อผู้ตายไป พลังของพ่อคงจะส่งให้เคย่านั่นละจ๊ะ”
“บรรพบุรุษเองก็เ็ปหรือขอรับ?” เดนสเลฟนึกถึงความทรมานของน้องชายของเขา ดวงตาที่เห็นทุกสรรพสิ่ง...เห็นแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่อยากเห็นสำหรับเด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบนั้นเป็ความเ็ปแค่ไหนกัน
ตระกูลของเขาทำการทดลองเกี่ยวกับเื่เช่นนี้มาหลายรุ่นหลายยุคสมัย
“ใช่แล้วและมันทำให้อายุสั้นด้วย”
“ต้องทำอย่างไรหรือขอรับ?” เด็กชายมองยังั์ตาที่ลำบากใจของผู้เป็แม่
“เดนรักน้องมากไหม?” มันเป็คำถามเช่นเคยเขาจึงตอบกลับไป
“พวกเขาคือสมับิตขอรับ”
“รักมากกว่าชีวิตหรือเปล่า?”
“พอกันขอรับ”
“ฮิฮิ เดนของเราโตเกินตัวจริงด้วย” อ้อมกอดอุ่นรวบตัวของเด็กชายเอาไว้ มันเป็ความอบอุ่น “เดนอยากแบ่งปันความเ็ปของน้องไปครึ่งหนึ่งไหมจ๊ะ”
ผลลัพธ์ของการทดลองเกือบร้อยปีคือการแบ่งปันของพลังเพียงแต่มันเหมือนการพนันเพราะไม่รู้ในยามที่พลังถูกแบ่งส่วนออกไปจะเกิดอะไรขึ้นดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าลอง
“ลุกของแม่เป็อัจริยะในรอบร้อยปีดังนั้นเทพเ้าจะต้องอำนวยพรให้แน่” หญิงสาวแสร้งยิ้มทั้งที่ในใจหวั่นไหว เธอไม่อยากเดินทางนี้เธออยากโอบกอดลูกทว่าเธอก็ไม่อาจปล่อยให้เด็กน้อยผู้นั้นทุกข์ทรมานคนเดียวได้ และรู้ดีว่าลูกชายของเขาเป็คนหัวแข็งแค่ไหน
เธอทั้งดีใจและเสียใจที่มีลูกชายที่ดีขนาดนี้
“ข้าไม่เชื่อในเทพเ้า” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยเสียงเรียบขณะที่มองดูวงแหวนและแร่ในมือมันคือคำสาปมากกว่าอำนวยพรจากเทพ “ข้าเชื่อในตัวเองขอรับ”
คำสาปที่ยื้อแย่งพลังของเทพเ้าแบ่งปันความโชคดีและโชคร้ายให้แก่เด็กชายทั้งสองคน ในวินาทีที่ลืมตาขึ้นมาจากฝันร้ายอันยาวนานเคย่าก็ได้เห็นั์ตาแบบเดียวกันบนใบหน้าได้รูปของพี่ชาย เด็กชายตัวน้อยไม่เข้าใจเื่ราวเพียงแต่เขารู้ว่าความเ็ปและความน่ากลัวหายไปแล้ว
“พี่จะอยู่ด้วย”
เดนสเลฟมักจะพูดเช่นนี้กับน้องๆ ของเขา มันไม่ได้โรแมนติก ไม่ได้มีการปรุงแต่งอะไรมันเป็เพียงคำห้วนๆ ที่ทำให้น้องๆ เดินตามแผ่นหลังนี้ เพราะพวกเขาััได้ถึงความจริง
ในวัยเพียง 11 ปีเดนสเลฟได้ขึ้นเป็บารอนที่อายุน้อยที่สุด ั์ตาที้เป็ดั่งคำสาปอยู่ที่ดวงตาของเขามันคือฝันร้ายที่แบ่งปันมาเพื่อปกป้องน้องๆ ต่อไปนี้ชีวิตของเขาอาจลดลง อาจจะเป็ 1 ปี 2 ปี หรืออาจเป็ 10 ปีแต่เขาไม่สนใจนักเพราะกว่าจะถึงวันนั้นเขาคงจะสร้างที่อยู่ที่ดีได้
เดนสเลฟเป็อัจริยะเข้าเข้าใจว่าตัวเองมีสมบัติ ...เขาเป็เด็กที่โตเกินตัวเพื่อปกป้องสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว
******************************
แถมท้าย
“ตระกูลของเรานั้นมีผู้มีความเข้ากันได้ของตระกูลทุกรุ่น แต่ข้าเคยได้ยินว่าตระกูลอื่นไม่ได้ทุกรุ่นยิ่งแรควินเดอร์ไม่มีมาสามรุ่นแล้วเพิ่งจะมีในรุ่นล่าสุด” เดนสเลฟเองก็เรียนรู้ความรู้ของผู้นำตระกูลดังัน้นจึงได้รู้จักเกี่ยวกับตระกูลต่างๆ และข่าวมากมาย ในสี่ตระกูลนอกจาก อัลเบอริชที่มีทุกรุ่นแล้วก็มักมารุ่นเว้นรุ่นมีเพียงแรควินเดอร์ที่ไม่มีมาถึงสามรุ่น
“พวกเราทำการค้นคว้าเกี่ยวกับัมานานจนรู้ว่าท่านโปรดปรานอะไร จะว่าไปแล้วเดนเห็นหน้าคุณชายแรควินเดอร์คนล่าสุดแล้วใช่ไหมจ๊ะ?” แม่ของเด็กชายได้แต่ทำสีหน้าปั้นยาก
“เห็นแล้วขอรับเป็เด็กที่งดงามมาก” เื่ราวของแรควินเดอร์ที่ในที่สุดก็มีผู้สืบทอดนั้นเป็ข่าวดังสามวันสามคืนเพราะดยุกคนปัจจุบันถึงแจกจ่ายสุราและจัดงานเลี้ยงถึงสามวันสามคืนเพื่อฉลองทายาทที่หายากยิ่ง
ใช่แล้ว เดนสเลฟคิดว่าสามารถใช้คำว่างดงามมาบรรยายคุณชายแสนสวยที่ราวกับกุหลาบแดงนั้นได้ เพียงแต่ด้วยความลำเอียงเด็กชายคิดว่าเคย่าน้องชายเขานั้นสวยกว่าสิบเท่า
“นี่แรควินเดอร์สามรุ่นก่อนหน้านี้ นี่ท่านเครปัสดยุกคนปัจจุบัน”
“คนละสไตล์เลยขอรับ” เดนขมวดคิ้วมองดูรูปร่างล่ำกำยำและใบหน้าหล่อเหลาของแรควินเดอร์ทั้งสามรุ่นก่อนหน้า ก่อนจะหันไปมองรูปภาพของผู้นำตระกูลอัลเบอริช จะว่าไปพ่อของเขาก็นับได้ว่าเป็หนุ่มรูปงามสะโอดสะองเช่นกัน และน้องชายของเขาก็งดงามดั่งดอกไม้ที่แสนน่าถนุถนอม
“เดนเป็อัจริยะนี่จ๊ะ ส่วนกันฮิลด์รุ่นนี้ไม่มีผู้มีความเข้ากันได้ของพลังเพราะมีบุตรีถึงสองคน”
“ช่างเป็ท่านัที่ชีกอเหลือเกินขอรับ” เดนสเลฟพูดจากใจ ท่านัผู้นั้นต้องเป็พวกชอบชายหนุ่มรูปงามยิ่งงดงามแค่ไหนก็ยิ่งชอบมากเท่าไรมิน่าเคย่าดูท่าจะมีพลังรุนแรงเทียบเท่าบรรพบุรุษเพราะน้องเขาสวยเหลือเกิน เด็กชายนึกอะไรขึ้นได้ถ้าเขารู้ว่าัชอบผู้ชายงดงามเช่นนั้นแรควินเดอร์ที่ไม่มีผู้มีพลังถึงสามรุ่นก็...
อา...ดูเหมือนงานวิจัยนี้ต้องเก็บเป็ความลับสุดยอด มีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้นที่จะได้รับเอกสารนี้รุ่นต่อรุ่นเท่านั้น ทว่าไม่ว่าอย่างไรอัลเบอริชก็ไม่กล้าบอกยังตระกูลอยู่ดี เพื่อไม่ให้พวกเขาเจ็บแค้นใจที่ผลิตลูกหลานออกมาไม่สวยโดนใจั
จบ