-16-
การเอาคืนของฟานฟานน้อย
ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักหยกท้อ
“ออกไป!ออกไปให้หมด! ข้าบอกให้ออกไป ฮือๆๆ”
เสียงตวาดลั่นสลับเสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงข้าวของตกแตกทำให้หนึ่งขันทีน้อยและสามนางกำนัลวิ่งหลบออกมานอกตำหนักกันจ้าละหวั่น
“เฮ้อ...ข้าสงสารพระสนมยิ่งนัก” หนึ่งในสามนางกำนัลเอ่ยขึ้น
“นั่นสินะ เป็ถึงสนมเอกขั้นสาม กลับต้องถูกลดขั้นเพราะคนเลี้ยงพยัคฆ์ต่ำต้อย เป็เ้าจะทำใจได้หรือ” นางกำนัลอีกคนเอ่ยขึ้นบ้าง ขันทีน้อยกับนางกำนัลที่เหลือต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
“จริงสิ ฝูเป่าจูกงกงเป็อย่างไรบ้าง” นางกำนัลคนแรกเอ่ยถามขันทีน้อย
“จนบัดนี้ยังไม่ได้สติเลยขอรับ หมอบอกว่าาเ็ภายในสาหัส โชคยังดีที่ไม่ถึงแก่ชีวิต” ขันทีน้อยพูดไปขนลุกไปเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อยามอุ้ย
เมื่อพระสนมกลับมายังตำหนักหยกท้อเพราะผิดหวังที่ไม่ได้เข้าเฝ้าองค์รัชทายาท จึงอารมณ์ไม่ดีนัก ทว่ากลับพบพยัคฆ์น้อยตัวหนึ่งวิ่งไล่ไป๋ไป๋ แมวสีขาวปลอดของนางอย่างเอาเป็เอาตาย ข้าวของล้มระเนระนาดตกแตกหักพังเสียหาย
พระสนมโกรธมาก สั่งให้จับเ้าพยัคฆ์น้อย แต่ความรวดเร็วและหวาดเกรงเขี้ยวเล็บของมันจึงไม่มีผู้ใดจับมันได้ และปล่อยให้หนีไปได้ในที่สุด ยิ่งสร้างความขุ่นเคืองจนไม่มีผู้ใดกล้าทัดทานแม้แต่นางกำนัลคนสนิท
ครั้นพระสนมทราบว่าใครเป็ผู้ดูแลพยัคฆ์น้อย นางก็ไม่คิดไต่ถาม พอพบตัวก็สั่งให้โบยทันที
ขันทีน้อยได้แต่ยืนหลับตาไม่กล้ามอง เมื่อลืมตาขึ้นเพราะเสียงกรีดร้องใของเหล่านางกำนัล กลับพบว่าจูกงกงขันทีคนสนิทของพระสนมและทหารทั้งสี่สลบเหมือดห่างออกไปราวครึ่งลี้ และยังเห็นแม่ทัพมู่อุ้มร่างที่สลบไสลของผู้ฝึกพยัคฆ์ทะยานเหาะไปทางเรือนรับรองอย่างรวดเร็ว
พอขันทีน้อยตั้งสติได้ก็เห็นพระสนมบริภาษแม่ทัพมู่ และคิดจะเอาเื่ให้ถึงที่สุด แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรหน้ามือเป็หลังมือเมื่อได้พบองค์รัชทายาทที่เสด็จมายังอุทยานพร้อมด้วยพระชายาหลิวพอดี
ขันทีน้อยเห็นพระสนมรีบเข้าไปเกาะแขนองค์รัชทายาททันทีด้วยน้ำตานอง มิได้เกรงใจพระชายาหลิวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แม้แต่น้อย
“องค์รัชทายาท ทรงให้ความเป็ธรรมแก่หม่อมฉันด้วยเพคะ” พระสนมบีบน้ำตาออดอ้อนเสียงหวานไพเราะน่าฟัง ซบหน้าลงบนต้นแขนแกร่ง
“มีเื่อันใด” ฉีเฟยหลงถามเสียงเ็าพลางแกะมือของนางออก และเบือนหน้าไปทางอื่น ด้วยพอคาดเดาได้ว่านาง้ากล่าวสิ่งใด แต่แสร้งทำเฉยราวกับไม่รู้เื่ราว
“เื่...” พระสนมหน้าเสียที่ถูกแกะมือออก ก่อนจะตีหน้าเศร้าเล่าเื่ราวอย่างออกรส ตีไข่ใส่สีบิดเบือนความจริงว่าหยางเริ่นกระทำการหยาบช้า พูดจาเกี้ยวพาราสีนาง
“อ้อ เ้าเลยสั่งโบยคนผู้นั้น?” ฉีเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็ากว่าเดิมก่อนจะเหยียดยิ้ม ดวงตาคมดุจพญาเหยี่ยววาวโรจน์จนน่ากลัว
‘เกี้ยวพา? เล่นหูเล่นตา? หากเราไม่รู้จักนาง เราคงเชื่อเ้าหมดใจแล้ว ฮึ!’
“เอ่อ...เพคะ” พระสนมจางเหลียงตี้เริ่มเห็นความผิดปกติ ใบหน้างดงามซีดเผือด
‘หรือว่าข้าทำผิดพลาดอันใดไป’
“ดี ถ้าอย่างนั้นวังนี้เรายกให้เ้า...ดีหรือไม่”
“มะ...หม่อมฉันทำอันใดผิดไปหรือเพคะ พระองค์จึงได้ตรัสกับหม่อมฉันเช่นนี้” พระสนมทรุดลงกับพื้นใบหน้างดงามเงยมองสวามีอย่างน้อยใจและตัดพ้อ สองแก้มเต็มไปด้วยน้ำตา
“เ้าไม่รู้จริงๆ หรือ หรือแสร้งไม่รู้กันแน่” ฉีเฟยหลงคาดคั้นเสียงกร้าว
“องค์รัชทายาท ทรงหมายความเช่นไร หม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ” นางยังคงสะอื้นไห้
“ได้ เราจะบอกเ้าให้ ผู้ที่เ้าสั่งโบยคือแขกคนสำคัญของเรา ซ้ำพยัคฆ์น้อยที่เ้า้าตัวคือสิ่งล้ำค่าที่เราจะนำขึ้นถวายเสด็จพ่อ...”
“นี่คือวังของเรา หากเกิดเื่ใด เ้าควรแจ้งให้เราทราบ ส่วนผู้ใดผิดถูกล้วนเป็เราที่มีสิทธิ์ตัดสินใช่หรือไม่”
“อะ...องค์รัชทายาท” พระสนมจางเหลียงตี้หน้าซีดหนัก ใจคอเริ่มไม่ดี มือเรียวขาวขยุ้มอาภรณ์ของตนไว้แน่น คาดเดาเหตุการณ์ได้ลางๆ
“เราผิดหวังในตัวเ้ายิ่งนัก ทหาร! นำตัวพระสนมจางกลับตำหนัก ลดขั้นจากสนมเอกขั้นสามเป็สนมขั้นเก้าจางเฟิ่งอี๋นับแต่รุ่งสางวันพรุ่ง และอย่าพามาให้เราเห็นหน้าอีก” องค์รัชทายาทตรัสด้วยสุรเสียงเ็าไร้ความเห็นใจใดๆ ก่อนจะหันหลังให้พระสนมที่เคยโปรดปรานอย่างไร้เยื่อใย ไม่ฟังคำทัดทานของพระชายาหลิวที่ตรัสว่าเป็บทลงโทษที่รุนแรงเกินไป
“องค์รัชทายาท โปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วย หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ ประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วยองค์รัชทายาท อภัยให้หม่อมฉันด้วย องค์รัชทายาท ฮือๆๆ” ร่างอรชรทรุดลงไปกองกับพื้น น้ำตาไหลไม่ขาดสาย ดวงตาคู่งามพร่ามัวและแฝงด้วยความเ็ป
เป็คนโปรดแล้วอย่างไร บัดนี้กลับต้องอับอายและถูกิ่เกียรติเพียงเพราะคนฝึกพยัคฆ์ต่ำต้อยคนหนึ่ง เช่นนี้แล้วจะกล้าสู้หน้าผู้ใดได้อีก เมื่อคิดมาถึงตรงนี้นางกลับหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ดูแคลนกับความโง่เขลาของตน
“พระสนมทรงถนอมพระวรกายด้วย เสด็จกลับตำหนักก่อนดีหรือไม่เพคะ” นางกำนัลนางหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมพยักหน้าเรียกอีกคนให้มาช่วยประคองพระสนมจางเหลียงตี้ ที่วันพรุ่งจะไม่ใช่อีกต่อไป
“เฮ้อ” ขันทีน้อยถอนใจเบาๆ สายตาเหม่อมองเข้าไปด้านในอย่างห่วงใยและเห็นใจเช่นเดียวกับสามนางกำนัล ด้วยคอยรับใช้พระสนมจางมาั้แ่แรกเริ่มที่เข้ามาอยู่ในวังตะวันออกแห่งนี้ราวหนึ่งปีก่อนหลังพระชายาหลิวสองปี
ด้วยวัยเพียงสิบหกปีรูปโฉมงดงามเอาอกเอาใจเก่งจึงเป็ที่พอพระทัยอยู่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือพระสนมไม่ได้สุขุมเยือกเย็น ซ้ำยังใจคอโเี้อำมหิต บ่อยครั้งที่นางกำนัลถูกลงโทษด้วยเื่เล็กน้อยอย่างหยิบอาภรณ์มาผิด นางกำนัลนางนั้นต้องถูกโบยสิบไม้โทษฐานบกพร่อง นางกำนัลนางหนึ่งเกือบตาบอดเพราะถูกสาดน้ำร้อนใส่หน้าเพียงเพราะชงชาไม่ถูกพระทัย
“เราจะทำเช่นไรต่อดี” หนึ่งในสามนางกำนัลเอ่ยขึ้น ใจจริงนางอยากกลับไปพักผ่อนยิ่งนัก เพราะดูเหมือนรั้งอยู่ก็มิมีประโยชน์อันใด
“พวกเ้ากลับไปพักผ่อนเถิด ข้าจะอยู่ที่นี่เอง เผื่อพระสนมเรียกใช้สอย อีกอย่าง ข้ากลัวว่าพระสนมจะคิดสั้น” นางกำนัลที่ยืนเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางใช้มือป้องปากในประโยคสุดท้าย
“ข้าขออยู่เป็เพื่อนเ้าละกัน พวกเ้าคิดเห็นอย่างไร จะอยู่ด้วยกันหรือไม่เล่า” นางกำนัลที่เอ่ยถามในตอนแรกกล่าวออกมาเมื่อตัดสินใจได้
“ข้าอยู่ / อยู่ขอรับ” ทั้งสองตอบแทบจะพร้อมกัน
มิตรแท้จะเห็นได้ก็ในยามทุกข์ยากนั้นเป็เื่จริง
เวลาเดียวกัน ณ ห้องทรงอักษร
ฉีเฟยหลงเดินไปเดินมา สองมือไพล่หลัง ดวงตาคมดุจพญาเหยี่ยวจับอยู่ที่ประตูทางเข้าคล้ายเฝ้ารอบางสิ่ง ผ่านไปราวสองเค่อขันทีคนสนิทก็ปรากฏตัวขึ้น ฉีเฟยหลงรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติเพื่อปกปิดความกระวนกระวายใจไว้ “ได้ความว่าอย่างไร” ถามคล้ายไม่ใส่ใจ ทั้งที่ร้อนใจและอยากไปให้เห็นด้วยตาตัวเอง
“ทูลองค์รัชทายาท คุณชายหยางฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงที่ยังหอบอยู่กราบทูล
ฉีเฟยหลงถอนใจโล่งอก “แล้วอาการของนาง...เอ่อ...หยางเริ่นเล่า?” ด้วยความเป็ห่วงทำให้เผลอกล่าวคำที่ไม่ควรออกมา
“ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมไม่ได้เห็นกับตา เพราะแม่ทัพมู่ปิดประตูไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไป แม้แต่ผู้ติดตามและพยัคฆ์น้อยยังรั้งอยู่นอกเรือนรับรอง” เกากงกงกราบทูลอย่างละเอียด “พระองค์จะเสด็จที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงถามเมื่อเห็นผู้สูงศักดิ์หมุนพระวรกายไปที่ทางออก
“ไปเรือนรับรอง หากเราไม่ได้เห็นกับตา เราคงไม่สบายใจ”
“แต่ยามนี้เห็นทีจะไม่ค่อยเหมาะ...”
“เ้าจะรออยู่ที่นี่ก็ย่อมได้” ฉีเฟยหลงเอ่ยขัด ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายจะพูดอันใด
“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงก้มศีรษะต่ำไม่กล้าคัดค้านอีก ได้แต่เดินตามไปเงียบๆ อย่างครุ่นคิด
เมื่อครู่องค์รัชทายาทตรัสว่านาง? หรือที่กริ้วพระสนมจางร้อนรนกังวลพระทัยจนไม่อาจสะสางฎีกาให้เสร็จสิ้นดังที่ผ่านมา ซ้ำยังมีรับสั่งให้ขันทีไปสอบถามอาการทุกครึ่งชั่วยาม จะเกี่ยวข้องกับคำว่า ‘นาง’ หรือไม่ จะว่าไปรูปร่างของคุณชายหยางก็อรชรอ้อนแอ้นคล้ายสตรีอยู่หลายส่วนทีเดียว เฮ้อ...ช่างเป็เื่ที่ชวนให้ปวดหัวเสียจริงๆ
แม้จะสงสัยใคร่รู้เพียงใด แต่เสี่ยวเกาจื่อก็รู้กาลเทศะและระงับความสงสัยไว้ได้อย่างมิดชิดเพราะทำงานเป็ขันทีมานานกว่าสามสิบปี จึงรู้ดีว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร
ภายในห้องพักในเรือนรับรอง
ชิงหลินขอร้องคู่หมายให้พาเฟิ่งอิงกับฟานฟานน้อยที่โดนทำโทษให้นั่งคุกเข่าอยู่ด้านนอกเข้ามา แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาวาวโรจน์บนใบหน้าบึ้งตึงคล้ายกำลังงอนของเขา ก็บอกได้เป็อย่างดีว่าเขาไม่พอใจเท่าไรนัก แต่นางก็เลือกทำเมินไม่รู้ไม่ชี้
เมื่อหนึ่งบุรุษกับหนึ่งพยัคฆ์น้อยมาถึง ชิงหลินยังไม่ทันได้พูดอะไร หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำก็คุกเข่าเงยใบหน้าคมเข้มมองนางที่กึ่งนั่งกึ่งนอนตะแคงข้าง ศีรษะและไหล่ข้างหนึ่งพิงหมอนที่วางชิดหัวเตียง แม้จะไม่ได้รู้สึกเ็ปเพราะแผลที่ถูกเฆี่ยนตี แต่เพื่อหลีกเลี่ยงคำถามที่จะตามมาภายหลังเลยต้องเล่นละครกันหน่อย
เื่ที่ถูกโบยหลังแตกยับจนสลบไปเพราะทนความเ็ปไม่ไหว แต่พอฟื้นขึ้นมาความเ็ปทรมานอย่างที่ควรจะเป็กลับไม่ปรากฏ ทีแรกนางคิดว่าเป็เพราะคู่หมายช่วยสกัดจุดความเ็ปให้ แต่กลับไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้น...ก็คงจะเป็ฝีมือของท่านยมแน่ๆ ชิงหลินครุ่นคิด
“คุณหนู โปรดลงโทษข้าด้วยขอรับ! เป็เพราะข้าบกพร่อง คุณหนูจึงได้รับาเ็เช่นนี้” เฟิ่งอิงกล่าวขึ้นด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง ทำนางสะดุ้งใเมื่อเห็นความเ็ปและการโทษตัวเองฉายชัดบนใบหน้าคมเข้ม
ชิงหลินลอบถอนใจแล้วเอ่ย “ลงโทษอะไรกันเล่า ไม่ใช่ความผิดของเ้าเสียหน่อย ลุกขึ้นเถิด” เป็ความจริงที่นางไม่เคยคิดโกรธหรือโทษเขาเลยแม้แต่นิดเดียว “ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ข้าไม่อยากฟัง ขืนเ้าพูดอีกคำเดียวละก็ ข้าจะไม่พูดกับเ้าอีก” ขู่สำทับเมื่อเห็นท่าทางไม่ยอมจำนนง่ายๆ ของอีกฝ่าย
เฟิ่งอิงชะงักวูบ พยักหน้ายอมทำตามแต่โดยดี แม้ในใจจะยังรู้สึกผิดและโทษว่าเป็ความผิดของตน พร้อมยอมรับโทษทัณฑ์อย่างไม่เกรงกลัวความเ็ป แต่ถ้าไม่ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนดั่งเทพธิดาของนางอีก คงเ็ปยิ่งกว่าถูกทิ่มแทงด้วยคมหอกคมดาบนับพันนับหมื่นเล่ม เพียงแค่คิดเฟิ่งอิงก็แทบจะทนไม่ได้แล้ว
ทางด้านแม่ทัพหนุ่มมองหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำอย่างไม่สบอารมณ์นัก ความหงุดหงิดและหวงแหนก่อเกิดขึ้นภายในใจ เมื่อเห็นสายตาเป็ห่วงเป็ใยเกินความจำเป็ยามที่มองคู่หมายของตน เขาอดรนทนไม่ได้จนต้องยอมเสียมารยาทลุกจากเก้าอี้ที่ลากมานั่งใกล้เตียง เปลี่ยนมานั่งบนเตียงข้างคู่หมายที่เว้นไว้ให้นั่งได้พอดิบพอดี โดยไม่กล่าวอันใด
ชิงหลินกะพริบตามองคนข้างๆ อย่างงุนงง เฟิ่งอิงเองก็อดเหลือบมองไม่ได้ จึงสบเข้ากับดวงตาคมทรงเสน่ห์ที่หลุบมองตนอยู่พอดี มันเป็สายตาของผู้ที่เหนือกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง
ขณะที่บุรุษต่างสถานะฟาดฟันกันทางสายตา ชิงหลินกลับไม่ได้รู้เื่อะไรเลย เพราะนางมองหาฟานฟานน้อยของนางอยู่ “ฟานฟานน้อยอยู่ไหน เมื่อครู่ยังเห็นเดินตามหลังเ้ามาอยู่เลย” ชิงหลินถามเฟิ่งอิง
“คงจะกลัวความผิดจนไม่กล้าโผล่หัวมาให้เ้าเห็นหน้ากระมัง” แม่ทัพหนุ่มกล่าวราวกับเย้ยหยันในความขี้ขลาดของเ้าพยัคฆ์น้อย ก่อนจะเหยียดยิ้มมุมปากพร้อมกับปรายตามองมาทางเฟิ่งอิง จึงถูกคู่หมายส่งค้อนให้
“ฟานฟานออกมาเถอะ”
เงียบไม่มีเสียงตอบรับ
“หากเ้าไม่ออกมา ข้าจะโกรธเ้าจริงๆ แล้วนะ!” แกล้งพูดขู่ ด้วยพอรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นแล้ว ว่าเพราะความซุกซนเกินเหตุของมันทำให้นางถูกเฆี่ยนเสียจนสลบเหมือด
“อย่าโกรธ...อย่าโกรธ หลินหลิน...ใจดี ฟานฟาน...รีบมา...รีบมาแล้ว” เ้าพยัคฆ์น้อยยอมโผล่หัวกลมๆ เล็กๆ ออกมาจากด้านหลังของเฟิ่งอิง แต่ยังไม่กล้าเดินออกมาหาหลินหลินของมัน เพราะยังมีความผิดเป็ชนักติดหลังอยู่
เฟิ่งอิงเอี้ยวตัวไปมองพลางลุกขึ้นไปยืนข้างๆ ทำให้เ้าพยัคฆ์น้อยไร้ที่กำบัง มันใเล็กน้อยและเริ่มทำตัวให้น่าสงสารด้วยการก้มหัวต่ำหูลู่หางตก เดินเข้ามาหาหลินหลินช้าๆ ตัวสั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะแหงนหน้ามองหลินหลินทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า
“เจ็บไหม ฟานฟาน...ขอโทษ ฟานฟาน...ขอโทษ...” เ้าพยัคฆ์น้อยร้องถามหลินหลิน ความจริงมันอยากะโเข้าไปหาและซุกลงบนตักอบอุ่นนั่นใจจะขาด แต่ก็กลัวสายตาพิฆาตของเ้าร่างั์ที่นั่งอยู่ข้างๆ หลินหลินของมัน
“ข้าไม่เป็ไร และก็ไม่โกรธเ้าด้วย มานี่เถอะ” ชิงหลินยิ้มหวานพลางยื่นสองแขนมาข้างหน้า
“จริงนะ จริงๆ นะ รักกัน...รักกัน...ใช่ไหม” เ้าพยัคฆ์น้อยยังไม่แน่ใจ มันเดินหน้าถอยหลังอยู่หลายรอบ ชิงหลินยังคงพยักหน้าและไม่ยอมลดแขนลง
“อุ้มอุ้ม ช่วยหน่อย...ช่วยหน่อย” เห็นดังนั้นเ้าพยัคฆ์น้อยจึงร้องขอความช่วยเหลือจากแม่ทัพหนุ่ม
“หือ? อันใดหรือ” แม่ทัพหนุ่มหันมาถามคู่หมาย เมื่อเห็นเ้าพยัคฆ์น้อยทำท่าทางแปลกๆ
“คิกๆ มันขอให้ท่านช่วยเ้าค่ะ” ชิงหลินหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นเ้าพยัคฆ์น้อยขอร้องคนอื่นนอกจากนาง นั่นหมายความว่ามันเริ่มยอมรับในตัวเขาขึ้นมาบ้างแล้ว อาจจะเป็เพราะเขาช่วยนางให้รอดพ้นความตายจากความซุกซนของมันได้
“อ้อ คิดจะเอาใจข้าด้วยเื่นี้?” แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้วมองมันอย่างขบขัน จึงถูกพยัคฆ์น้อยแยกเขี้ยวใส่คล้ายจะบอกว่าหากไม่ใช่เพราะแม่ทัพหนุ่มช่วยหลินหลินของมันไว้ อย่าหวังว่ามันจะยอมให้อย่างนี้
“ท่านเลิกแกล้งฟานฟานของข้าเสียทีเถิดเ้าค่ะ” ชิงหลินต่อว่าเขาไม่จริงจังนัก ส่ายศีรษะระอากับความดื้อรั้นชอบเอาชนะของทั้งคู่ เฮ้อ พอกันทั้งคนทั้งเสือ
เฟิ่งอิงส่งเสียงหัวเราะหึๆ ออกมา จึงถูกหนึ่งบุรุษกับหนึ่งตัวถลึงตาใส่ แต่เฟิ่งอิงกลับแสร้งทำเป็มองผ่านไม่คิดจะใส่ใจแต่อย่างใด
มู่หลิ่งเหวินปรายตามองคู่หมายที่ปีกกล้าขาแข็งต่อว่าเขาต่อหน้าบุรุษอื่น ทั้งยังคาดโทษนางไว้ในใจเรียบร้อย อยู่ลำพังเมื่อใดคอยดูเถิด...ว่าข้าจะลงโทษเ้าอย่างไร
“เอ่อ...ช่วยหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ” ชิงหลินเร่งเขา แม่ทัพหนุ่มจึงก้มตัวใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งคีบหนังตรงคอด้านหลังของพยัคฆ์น้อยแล้วยกขึ้นมาเสมอไหล่ตน คล้ายกับหยิบสิ่งของน่ารังเกียจ
“ปล่อยปล่อย นิสัย...ไม่ดี นิสัย...ไม่ดี” เ้าพยัคฆ์น้อยที่ถูกดึงรั้งหนังคอด้านหลังเสียจนหน้าตาดูไม่ได้ร้องว่าแม่ทัพหนุ่ม เท้าทั้งสี่ตะกุยตะกายอากาศไปมา พยายามเอี้ยวตัวเพื่อทำร้ายเ้าร่างั์ที่บังอาจทำให้มันอับอายต่อหน้าหลินหลินของมัน
“หึๆ อัปลักษณ์เสียจริง” แม่ทัพหนุ่มมิวายกล่าววาจาก่อกวนอารมณ์เ้าพยัคฆ์น้อย มุมปากเหยียดยิ้มอย่างขบขัน ก่อนจะส่งมันให้คู่หมายที่จ้องเขม็ง ตากลมโตเขียวปั้ด ใบหน้าจิ้มลิ้มงอง้ำคล้ายไม่พอใจในคำวิจารณ์นั้น
“หลินหลิน นิสัย...ไม่ดี นิสัย...ไม่ดี” เ้าพยัคฆ์น้อยรีบฟ้องนางทันทีที่เข้ามาอยู่ในอ้อนแขนอันอบอุ่นและคุ้นเคย
“เขาเพียงหยอกเ้าเล่น อย่าโกรธไปเลย” พูดพลางลูบหลังมันเบาๆ ก่อนจะเอาใจมันด้วยการก้มลงหอมหัวกลมๆ เล็กๆ ของมัน ซึ่งการกระทำที่ไม่ตั้งใจของนางทำเอาสองบุรุษเปลือกตากระตุกด้วยความริษยา
เป็เวลาเดียวกับที่ฉีเฟยหลงพร้อมด้วยขันทีและเหล่านางกำนัลเข้ามาในห้องพักในเรือนรับรองอย่างเงียบเชียบ เป็ความประสงค์ขององค์รัชทายาทที่ไม่ให้ประกาศเตือนให้รู้ล่วงหน้
“เ้าฟื้นแล้วหรือ เป็เช่นไรบ้าง” ฉีเฟยหลงถามทันทีที่เห็นนาง
“ถวายบังคมองค์รัชทายาท” แม่ทัพหนุ่มกับเฟิ่งอิงรีบถวายความเคารพพร้อมกัน
“ลุกขึ้น” ฉีเฟยหลงอนุญาตก่อนจะนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกันกับที่แม่ทัพหนุ่มใช้ก่อนหน้า ส่วนแม่ทัพหนุ่มก็เลือกมายืนด้านข้างฝั่งเดียวกับเฟิ่งอิง
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ โปรดประทานอภัยที่กระหม่อมเสียมารยาท” ชิงหลินก้มศีรษะทำความเคารพและไม่ลืมดัดเสียงห้าว
“เ้าาเ็อยู่เราจะถือสาได้เช่นไร เสี่ยวเกาจื่อ ให้ทุกคนออกไปให้หมด ปิดประตูอย่าให้ใครเข้ามาใกล้ประตูได้” กล่าวกับชิงหลินจบ ฉีเฟยหลงก็หันไปสั่งขันทีคนสนิท เสี่ยวเกาจื่อรีบปฏิบัติตามคำสั่งทันที
“เอาละ ทีนี้ก็ทำตัวตามสบายเถิด” ฉีเฟยหลงกล่าว
“ขอบพระทัยเพคะ”
“แล้วอาการเ้าเป็อย่างไรบ้าง” ถามย้ำอีกครั้ง
“หม่อมฉันสบายดีเพคะ ขอบพระทัยที่ทรงเป็ห่วง” ชิงหลินยิ้มน้อยๆ
“ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมขอประทานอนุญาตพานางไปรักษาที่จวนเสนาบดีมู่ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพมู่ขออนุญาตเ้าของวัง คำขอของเขาทำให้นางประหลาดใจ เหตุใดไม่เป็คฤหาสน์สกุลชิง แต่เป็จวนเสนาบดีมู่
ผิดกับเฟิ่งอิงที่เห็นดีด้วยกับการตัดสินใจของแม่ทัพมู่ เพราะตอนนี้ที่คฤหาสน์สกุลชิงถูกจับตาจากศัตรูที่มองไม่เห็น ประการสำคัญนายท่านกับฮูหยินจำเป็ต้องอยู่ที่เรือนพสุธา ยังไม่สามารถกลับมาใน่นี้ได้ ดังนั้นจวนสกุลเสนาบดีมู่จึงเป็ตัวเลือกที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด ทั้งยังอยู่ติดกับจวนแม่ทัพอีกด้วย
“เราไม่คิดจะรั้งไว้หรอก แต่เหตุใดต้องเป็จวนเสนาบดีมู่ ไม่ใช่คฤหาสน์สกุลชิง ทำเช่นนี้จะไม่เป็ที่ครหาหรอกหรือ” ฉีเฟยหลงถามด้วยความหงุดหงิด
“ยามนี้คฤหาสน์สกุลชิงไม่ปลอดภัยเท่าใดนัก ซ้ำบิดามารดาของนางยังกลับใน่นี้ไม่ได้ บิดามารดาของกระหม่อมเองก็เห็นชอบในเื่นี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มแจงเหตุผลยืดยาวอย่างผู้ที่เตรียมตัวมาดี
“อ้อ อย่างนั้นหรือ ที่แท้เ้าก็เตรียมการไว้พร้อมแล้ว” ฉีเฟยหลงแค่นเสียงฮึออกมากับความเ้าเล่ห์ของสหายสนิท
“ได้ เราอนุญาต” กล่าวด้วยอารมณ์เสียดาย “อ้อ เื่พระสนม เราสั่งลงโทษนางไปแล้ว”
“ลงโทษ? ทรงทำเช่นนั้นไม่ได้นะเพคะ” ชิงหลินรีบคัดค้าน
“ทำไม? เ้าเกือบตายเพราะนางเชียวนะ” ฉีเฟยหลงถาม สายตาประหลาดใจเล็กน้อย
“หม่อมฉันทราบเพคะ แต่เมื่อตรองดูแล้วสาเหตุล้วนมาจากความบกพร่องในหน้าที่ของหม่อมฉันที่ดูแลพยัคฆ์น้อยไม่ดี จนทำให้พระสนมขุ่นเคืองพระทัย จึงรับสั่งลงโทษหม่อมฉัน เพียงแต่ออกจะรุนแรงไปหน่อยเท่านั้นเองเพคะ” ชิงหลินตอบตามที่ใจคิด และติดตลกในท้ายประโยค
“แม้เ้าจะหาเหตุผลสักร้อยข้อพันข้อเพื่อช่วยนางก็ไร้ผล เพราะเราได้ตัดสินใจไปแล้ว และเริ่มมีผลทันทีเมื่อรุ่งสาง”
“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ” ชิงหลินยอมรับการตัดสินพระทัยขององค์รัชทายาท
“เ้าตัวการ นอนนิ่งเป็ท่อนไม้เชียวนะเ้า” ฉีเฟยหลงเปลี่ยนเื่สนทนา หันมาเย้าเ้าพยัคฆ์น้อย
“กำลังสำนึกความผิดอยู่พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มได้จังหวะก็ทูลฟ้ององค์รัชทายาท
“อา...แล้วเ้าคิดจะลงโทษมันอย่างไรหรือ”
“เอ่อ...เื่นี้...” ชิงหลินอึกอัก ใบหน้าจิ้มลิ้มบิดเบี้ยวอย่างกังวลใจ เพราะนางไม่ได้คิดบทลงโทษมันแต่อย่างใด
“ทูลองค์รัชทายาท สุดแล้วแต่พระองค์จะเห็นสมควรพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มผลักภาระไปที่องค์รัชทายาททันที
“โฮ่ แน่ใจแล้วหรือ หากเราสั่งโบยมัน เ้าก็ยินยอมหรือ”
“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มทูลตอบ มุมปากยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ ดวงตาคมทรงเสน่ห์สบกับพระเนตรคมดุจพญาเหยี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว
“เ้านี่มันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเสียจริง รู้ทันเราไปเสียทุกเื่” ฉีเฟยหลงเหน็บแนมสหายคนสนิท
เ้าพยัคฆ์น้อยเป็ของล้ำค่า จะปล่อยให้มีตำหนิได้อย่างไร สหายคนสนิทรู้ดีว่าองค์รัชทายาททรงหยอกล้อเล่นเท่านั้น ช่างเ้าเล่ห์เหมาะสมกับตำแหน่งแม่ทัพอนาคตไกลเสียจริง
“เอ่อ...คือว่า...” ชิงหลินอึกอัก
“หือ? เ้ามีอันใดก็ว่ามาเถิด” ฉีเฟยหลงอนุญาต
“หม่อมฉันขอพาเ้าพยัคฆ์น้อยไปด้วยจะได้หรือไม่เพคะ”
“ได้สิ เราตั้งใจให้เป็เช่นนั้นอยู่แล้ว” กล่าวยิ้มๆ
“ขอบพระทัยเพคะ” ชิงหลินยิ้มกว้างจนตาหยีเห็นลักยิ้ม ทำเอาสามบุรุษต่างสถานะชะงักตะลึงมองตาค้าง
“ง่วงแล้ว...ง่วงแล้ว...นอนนอน หลินหลิน...พักผ่อน...พักผ่อน” เ้าพยัคฆ์น้อยที่สังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากลส่งเสียงร้องบอกหลินหลินที่ยังยิ้มไม่รู้เื่ราว
“อืม นั่นสินะ” นางเห็นด้วยกับเ้าพยัคฆ์น้อยเพราะรู้สึกเพลียๆ อยู่เหมือนกัน
เป็อีกครั้งที่สามบุรุษต่างสถานะมองสตรีเพียงหนึ่งเดียวด้วยอัศจรรย์ใจ แม้จะเคยเห็นมาหลายหน แต่ก็ยังทึ่งในตัวนางเสียทุกครั้งไป
“ดึกมากแล้ว เราควรกลับเสียที” ฉีเฟยหลงยืนเต็มความสูง พยักหน้ารับความเคารพจากทั้งสามแล้วจากไป โดยมีแม่ทัพหนุ่มและเฟิ่งอิงตามไปส่งเสด็จหน้าประตูเรือนรับรอง
“เ้ากลับไปพักเสีย ข้าจะอยู่ดูแลนางเอง” แม่ทัพหนุ่มกล่าวกับเฟิ่งอิงที่หน้าประตู
“ขอรับ” เฟิ่งอิงรับคำสั่ง มองดูประตูที่ปิดลงช้าๆ ครู่หนึ่งจึงหมุนกายกลับห้องของตนเพื่อชำระร่างกายแล้วกลับมายืนเฝ้าอยู่หน้าประตูของคุณหนู ไม่ยอมไปไหนแม้เพียงครึ่งก้าว
“เฟิ่งอิงล่ะเ้าคะ” ชิงหลินเอ่ยถามเมื่อเห็นคู่หมายเข้ามาคนเดียว
“ข้าไล่กลับห้องไปแล้ว ทำไมหรือ” เขาตอบอย่างหงุดหงิด
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ แล้วทำไมท่านยังอยู่นี่”
“เ้าไล่ข้า?” กอดอกเลิกคิ้วถามนาง ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพเซียนตึงขึ้นสองส่วน
“เปล่าเสียหน่อย...” ชิงหลินหลุบตามองมือตัวเอง
“อ้อ เช่นนั้นก็แล้วไป ดึกมากแล้ว เ้านอนเถิด ข้าจะอยู่ดูแลเ้าเอง” แม่ทัพหนุ่มเข้ามาช่วยประคองคู่หมายให้นอนลงในท่าตะแคงหันหลังให้กำแพง โดยมีเ้าพยัคฆ์น้อยนอนอยู่ด้านหน้า
ชิงหลินมองดูคู่หมายที่กำลังห่มผ้าให้อย่างลืมตัว ช่างเป็ผู้ชายในอุดมคติของผู้หญิงจริงๆ ขนาดทำหน้าบึ้งก็ยังหล่อ หุ่นก็ดี ทำอะไรก็ดูดีดูหล่อไปหมด สายตาซุกซนสำรวจเขาไปทั่ว จนมาชะงักเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมทรงเสน่ห์ทอประกายแพรวพราว มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย
“หลงเสน่ห์ข้าเสียแล้วหรือ” แม่ทัพหนุ่มกล่าวเสียงแหบพร่าชวนให้เคลิบเคลิ้ม โน้มใบหน้าลงมาใกล้ใบหน้าจิ้มลิ้ม สองมือเท้าเตียงเบื้องหน้านาง ส่งสายตาวิบวับพร้อมด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างที่ไม่เคยมีสตรีใดได้ยล คล้ายสตรีที่กำลังยั่วยวนบุรุษอย่างไรอย่างนั้น
“ขะ...ข้าเปล่า ท่านอย่าหลงตัวเองไปนักเลย”
“หึๆ เอาเถิด เห็นแก่ที่เ้าาเ็ ข้าจะปล่อยผ่านไปสักครั้ง รีบพักเสีย พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางอีก” แม่ทัพหนุ่มดึงผ้าห่มคลุมให้นาง ดับโคมไฟจนเหลือเพียงดวงเดียว จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนบนตั่งยาวที่ห่างราวสิบก้าว แล้วหันหน้ามาทางเตียงนอนของคู่หมาย
ชิงหลินมองเขาอย่างขอบคุณ จะว่าไปแล้วนางยังไม่ได้ขอบคุณเขาที่ช่วยไว้ หากไม่ได้เขา นางอาจตายเป็รอบที่สองแล้วก็ได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็พลันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้มาอยู่ในร่างสาวน้อยคนนี้ มีพ่อแม่ที่รักและห่วงใย ทั้งยังมีคู่หมายที่...ไม่ได้...เื่แบบนี้ต้องดูกันยาวๆ
แม่ทัพหนุ่มขยับตัวเมื่อเห็นคู่หมายมองมาทางตน แม้จะเห็นไม่ชัดนักเพราะแสงสว่างอันน้อยนิด แต่เพราะเขาเป็ยอดฝีมือเื่นี้จึงง่ายดายยิ่งนัก “นอนไม่หลับหรือ เช่นนั้นให้ข้ากล่อมเ้านอนดีหรือไม่” เอ่ยถามทีเล่นทีจริง เพราะอยากจะนอนกอดนางไว้ในอ้อมอกใจจะขาด แปลก...นับวันความรู้สึกเช่นนี้ยิ่งจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่ต้องเ้าค่ะ! ข้าจะนอนแล้ว” ชิงหลินกระแทกเสียงใส่เขา หลับตาเพียงไม่นานก็หลับไปอย่างง่ายรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่านางหลับแล้ว แม่ทัพหนุ่มจึงลุกขึ้นยกเก้าอี้มานั่งใกล้เตียง ดวงตาคมทรงเสน่ห์ทอดมองนางอย่างรักใคร่ ใช้นิ้วไล้เครื่องหน้าจิ้มลิ้มของนางอย่างแ่เบา เริ่มั้แ่คิ้วเรียวโก่งคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ดวงตากลมโตที่บัดนี้ปิดสนิทจนเห็นขนตาดกหนางอนงามทาบบนผิวหน้านวลเนียนละเอียด จมูกโด่งเชิดนิดๆ เหมาะกับนิสัยดื้อรั้นของนาง
ปากเล็กอวบอิ่มที่ตนรู้ดีว่านุ่มนิ่มหอมหวานเพียงใด แม่ทัพหนุ่มลอบกลืนน้ำลายััอุ่นที่ปลายนิ้วทำให้แม่ทัพหนุ่มร้อนรุ่ม เืในกายพลันสูบฉีดไปทั่วร่าง ความปรารถนาก่อเกิดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อหวนนึกถึงร่างขาวผ่องนวลเนียนดั่งหิมะกลางฤดูเหมันต์ของนาง ก่อนจะรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วคล้ายกับััไฟที่ร้อนระอุ
“เ้าช่างร้ายกาจนัก” แม่ทัพหนุ่มพึมพำด้วยเสียงที่แหบพร่า นางจะรู้หรือไม่ว่าตนหลงใหลในตัวนางมากเพียงใด แล้วนางเล่าจะเป็เช่นเดียวกันหรือไม่ เป็คำถามที่อยากจะถาม แต่ขณะเดียวกันก็กลัวคำตอบของนาง แม่ทัพหนุ่มถอนใจด้วยความหนักใจ ก่อนจะกลับไปล้มตัวลงนอนที่เดิม
กลางดึกราวยามจื่อ
“นังหนู เฮ้! นังหนู ตื่นๆ ขี้เซาจริงๆ นี่แน่ะ”
เผียะๆ!
“โอ๊ย!...เจ็บๆ” ิญญาของช่อลดาโอดครวญพลางลูบหน้าผากตัวเอง
“สมควรแล้ว ปลุกยากปลุกเย็นเสียจริง”
“โอ๊ะ! ท่านยม...มาได้ไงคะ” ช่อลดาอุทาน
“ก็มาหาเ้านั่นแหละ ดีใช่ไหมล่ะ...ที่โดนโบยจนสลบแต่พอฟื้นกลับไม่เ็ป” ท่านยมโอ้อวดความสามารถของตน
“ดีค่ะ ขอบคุณมากนะคะ แล้วท่านมาหาข้าเพราะเื่แค่นี้หรือ” ช่อลดาย้อนถาม
“เฮอะ เื่แค่นี้งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น...ข้าส่งความเ็ปคืนให้เ้าดีไหม ดูสิจะยังพูดว่าเื่แค่นี้ได้อีกหรือไม่” ท่านยมกอดอกมองช่อลดา ไม่พอใจในคำตอบของเธอ
“ไม่ๆๆ ไม่ดี แบบนี้แหละดีแล้ว” ช่อลดาโบกมือเป็พัลวัน
“ข้าจะมาบอกเ้าว่า แม้เ้าจะไม่รู้สึกเ็ปแต่แผลนี้จะค่อยๆ หายจะหลงเหลือรอยแผลเป็หรือไม่ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา เข้าใจไหม”
“อ้าว ท่านทำให้หายไปเลยไม่ได้หรือ”
“ได้! หากเ้าไม่กลัวคนจะมองว่าเ้าเป็ตัวประหลาดหรือภูตผีปีศาจจำแลงมาละนะ”
“อืม เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณที่เตือน” ช่อลดายิ้มแห้งๆ
“อ้อ อีกเื่ที่ข้าลืมบอกเ้าเมื่อคราวที่แล้ว”
“เื่อะไรคะ”
“รอยสักที่หลังของเ้าเ้าคงรู้มาบ้างแล้วจากพยัคฆ์ขาวที่ป่าอาถรรพ์”
“ค่ะ เห็นบอกว่าเป็สัญลักษณ์ตัวแทนเทพั”
“ใช่ มนุษย์ที่มีรอยสักับินสีฟ้าจะมีพลังอำนาจควบคุมเหล่าสรรพสัตว์ในโลกนี้ได้”
“หา! ควบคุมสัตว์ได้ โอ้มายก้อด!” ช่อลดาอุทานด้วยความใ ยกมือขึ้นทาบอก
‘นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย ชักจะแฟนตาซีเกินไปแล้ว’
“ทำไม? ไม่ชอบหรือ” ท่านยมเลิกคิ้วถาม
“ไอ้ชอบมันก็ชอบอยู่หรอก แต่ว่า...พรดีเลิศขนาดนี้ คงต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่หนักหนาสาหัสเท่าเทียมกันใช่ไหมล่ะ”
“ถูกต้อง สิ่งแลกเปลี่ยนก็คือ...” ท่านยมกระซิบเบาๆ ข้างหูเธอ
ช่อลดาเริ่มหน้าซีดลงเรื่อยๆ คิ้วเรียวขมวดมุ่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“หวังว่าเ้าจะใคร่ครวญและไตร่ตรองในการใช้พลังให้จงหนักมิเช่นนั้น...จะไม่มีใครช่วยเหลือเ้าได้ แม้แต่ข้า” ท่านยมเตือนช่อลดาอย่างจริงจังด้วยเสียงเข้ม
“ค่ะ ฉันจะระวัง” ช่อลดารับปากพลางถอนใจ ‘หากเป็ไปได้ฉันจะไม่ใช้พลังนี้เด็ดขาด’
“ดี ข้าต้องไปแล้ว จงใช้ชีวิตใหม่ให้คุ่มค่าและมีความสุข” เสียงทรงพลังจางหายไปพร้อมๆ กับร่างอันใหญ่โตน่าเกรงขาม
“หลินเอ๋อร์ หลินเอ๋อร์ ตื่นเถอะ”
เสียงทุ้มน่าฟังปลุกให้นางตื่นจากฝัน
“อืมมม เช้าแล้วหรือ” นางเอ่ยเสียงงึมงำ ดวงตากลมโตหรี่ปรือ ปากอวบอิ่มเผยอขึ้นอย่างง่วงงุน ช่างดูเย้ายวนในสายตาของแม่ทัพหนุ่มยิ่งนัก
“อุ๊ย! ทำอะไรเ้าคะ” ชิงหลินอุทานด้วยความใ ตาสว่าง ความง่วงหายไปทันที ก่อนจะลืมตามองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่พอใจ เพราะเมื่อครู่เขาฉวยโอกาสหอมแก้มนางเสียฟอดใหญ่
“เป็ความผิดเ้า เพราะปลุกเท่าไรเ้าก็มิตื่นเสียที จนข้าต้อง...” แม่ทัพหนุ่มยืนขึ้นเต็มความสูง จงใจเว้นวรรคเพื่อดูปฏิกิริยาของนาง ก่อนจะยิ้มพอใจเมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มแดงระเรื่อ แล้วจึงกล่าวต่อ “และมันก็ได้ผลเสียด้วย ไว้ข้าจะทำบ่อยๆ ดีหรือไม่”
“ขอบคุณ! แต่รบกวนปลุกข้าด้วยวิธีธรรมดาดีกว่าเ้าค่ะ”
“วิธีธรรมดา อืม แทนที่จะหอมแก้ม เปลี่ยนเป็จุมพิตที่นี่ใช่หรือไม่” แม่ทัพหนุ่มชี้ที่แก้มของนางก่อนจะเลื่อนมาที่ปากเล็กอวบอิ่มของนาง
“ทะ...ท่านออกไปนะเ้าคะ! ข้าจะเปลี่ยนชุด” ชิงหลินปัดมือของเขาออกแต่ก็วืด เพราะความรวดเร็วราวสายฟ้าของเขาสร้างความขุ่นเคืองให้นางมากขึ้นไปอีก
“หึๆ ก็ได้ แต่สุดท้ายข้าก็ต้องทำแผลให้เ้าอยู่ดี” แม่ทัพหนุ่มยิ้มให้อย่างผู้ชนะ
“มะ...ไม่ต้องก็ได้เ้าค่ะ เดี๋ยวพอถึงจวนเสนาบดีมู่แล้วค่อย...”
“ทำเช่นนั้นไม่ได้! รีบล้างหน้าล้างตาเสีย ข้ารอใส่ยาให้อยู่” แม่ทัพหนุ่มรีบคัดค้านเสียงเข้มเมื่อเห็นคู่หมายคิดจะต่อรอง โอกาสดีๆ แบบนี้จะปล่อยผ่านได้อย่างไร หากนางได้รู้ความคิดของเขา มีหวังนางได้โกรธเขายันลูกบวชแน่ๆ
ทางด้านเ้าพยัคฆ์น้อยที่ตื่นก่อนราวสองเค่อเดินกลับเข้ามาหาหลินหลิน เป็เวลาเดียวกับที่แม่ทัพหนุ่มกำลังช่วยแกะผ้าพันแผลเพื่อใส่ยาใหม่ให้ มันะโขึ้นไปบนเตียง นั่งลงเท้าหน้าเหยียดตรงแหงนหน้ามองไล่ตามมือของแม่ทัพหนุ่มที่วนรอบตัวหลินหลินซ้ำไปซ้ำมาจนมันรู้สึกเวียนหัว ครั้นเ้าพยัคฆ์น้อยเห็นแผลที่หลังของหลินหลิน ตากลมเล็กสีเทาก็กระตุก พร้อมกับส่งเสียงฮื่อๆ
“เป็อะไรไปหรือ” ชิงหลินร้องถาม ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำ ไม่ได้เป็เพราะเ้าพยัคฆ์น้อยแต่เป็เพราะตอนนี้นางเหลือเพียงซับในสีขาวที่ปกปิดร่างด้านหน้า ส่วนหลังเปลือยเปล่ามีเพียงสายผ้าเล็กๆ สามสายสองข้างผูกยึดกันไว้โดยมีคู่หมายนั่งอยู่ข้างหลัง
“แผลแผล น่ากลัว..น่ากลัวเจ็บไหม...เจ็บไหม” มันร้องถาม ส่งสายตาเ็ปแฝงความรู้สึกผิดให้หลินหลิน
“ข้าไม่เจ็บหรอก ไม่ต้องเป็ห่วงนะ” นางบอกมันให้สบายใจ
ขณะที่แม่ทัพหนุ่มค่อยๆ ทำแผลให้นางอย่างเบามือ ดวงตาคมทรงเสน่ห์หรี่ลงอย่างเ็ป หากเป็ไปได้เขาอยากจะขอรับาแไว้เองทั้งหมด
“เอาละ เสร็จแล้ว รีบออกเดินทางเถิด” แม่ทัพหนุ่มกล่าวพร้อมกับประคองนางขึ้นมา เ้าพยัคฆ์น้อยะโลงจากเตียง เดินนำหน้าหลินหลิน
“ท่านแม่ทัพ คุณชาย” เฟิ่งอิงประสานมือเคารพทั้งสอง ก่อนจะเดินตามหลังท่ามกลางความตื่นตะลึงของนางกำนัลทั้งสี่ที่คล้ายเห็นภาพแปลกประหลาดที่ชวนกระอักกระอ่วนใจ
แม่ทัพมู่ประคองกอดคุณชายหยางราวกับเป็คู่รักกัน กลิ่นอายความหวานฟุ้งกระจายจนแม้แต่เด็กสามขวบยังเข้าใจ นี่มัน...ประหลาดเกินไปแล้ว! หรือท่านแม่ทัพจะเป็พวกชอบตัดแขนเสื้อ?
“แม่ทัพมู่ คุณชายหยาง” เสี่ยวเกาจื่อประสานมือเคารพ แม่ทัพหนุ่มกับชิงหลินเพียงค้อมศีรษะเล็กน้อย
“องค์รัชทายาทรับสั่งให้ท่านทั้งสองเข้าเฝ้าที่ตำหนักองค์รัชทายาทขอรับ” เสี่ยวเกาจื่อแจ้งข่าวแก่ทั้งสอง
“อย่างนั้นหรือ เชิญเกากงกงนำทาง” แม่ทัพหนุ่มหนุ่มตอบรับด้วยสีหน้าปกติ
“เอ่อ...เช่นนั้นเชิญคุณชายหยางขึ้นเกี้ยวขอรับ” เสี่ยวเกาจื่อหันมาเชิญชิงหลินในคราบคุณชายหยางเริ่น พยายามมองเมินภาพแม่ทัพหนุ่มประคองคุณชายหยางเข้าไปในเกี้ยวสี่คนหามอย่างทะนุถนอมราวกับเป็...เสี่ยวเกาจื่อหยุดความคิดไว้เพียงเท่านั้น
“เอ่อ...ขอบคุณเกากงกง” ชิงหลินขอบคุณเขา ใบหน้าจิ้มลิ้มบิดเบี้ยวคล้ายคนกำลังเ็ปจนตัวงอแบบพอเป็พิธี
แม่ทัพหนุ่มที่ทราบความจริงเพียงผู้เดียวหากไม่นับเ้าพยัคฆ์น้อย เลิกคิ้วเข้มมองคู่หมายซึ่งเล่นละครตบตาขันที ทหารแบกเกี้ยว และสี่นางกำนัลที่ประจำเรือนรับรองด้วยความขบขันระคนชื่นชม การแสดงเป็คนเจ็บของนางนับว่าใช้ได้เลยทีเดียว เห็นได้จากสีหน้าเห็นอกเห็นใจและสงสารในความโชคร้ายของนางที่ฉายชัดของคนเ่าั้
ณ ตำหนักองค์รัชทายาท
ฉีเฟยหลงพร้อมด้วยพระชายาเอกหลิวพร้อมอยู่ที่โต๊ะอาหาร เมื่อได้รับรายงานจากขันทีว่าแม่ทัพมู่และคุณชายหยางมาถึงหน้าตำหนักแล้ว
“มาแล้วหรือ รีบนั่งลงเถิด” ฉีเฟยหลงผายมืออนุญาตแม่ทัพหนุ่มที่ประคองคู่หมายเอง ไม่ยินยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ ตาคมดุจพญาเหยี่ยวกระตุกวาบด้วยความริษยา ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มประสานมือทำความเคารพองค์รัชทายาทและพระชายาหลิวทันทีที่คู่หมายนั่งลงเรียบร้อย จากนั้นจึงนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ นาง ส่วนเ้าพยัคฆ์น้อยก็เดินเข้ามานอนหมอบข้างๆ เก้าอี้ของหลินหลินด้วยอาการสงบนิ่ง ไม่ร้องขอขึ้นมานั่งบนตักนางเหมือนเช่นทุกครั้งอย่างรู้ความ
ทันใดนั้นเสี่ยวเกาจื่อก็เดินซอยเท้าถี่ๆ เข้ามา สองมือประสานกันอยู่ด้านหน้า
“ทูลองค์รัชทายาท พระสนมจางขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้นางกลับไป!” ฉีเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว
“เอ่อ...ทูลองค์รัชทายาท พระสนมรับสั่งว่าอยากจะกล่าวขออภัยคุณชายหยางถึงเื่ราวเมื่อวานพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวเกาจื่อเสี่ยงรายงานอีกครั้ง
“หือ? เช่นนั้นก็ให้นางเข้ามา” ฉีเฟยหลงลดความกราดเกรี้ยวลงสองส่วน
แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินพลันกำหมัดที่วางอยู่บนต้นขาแกร่งแน่น พยายามระงับความโกรธเมื่อได้ยินขันทีเอ่ยนามของสตรีที่บังอาจทำร้ายคู่หมายของตนจนเกือบตาย
ชิงหลินมองไปที่ทางออกด้วยสายตาอ่านยาก ถ้าให้พูดตามจริงแล้วนางไม่ได้โกรธที่พระสนมจางทำโทษนางเท่าไร แต่โกรธเื่บทลงโทษที่ใช้กับนางมากกว่า มันรุนแรงเกินไปจนนางเกือบตาย คิดแล้วก็รู้สึกเสียวแปลบที่แผ่นหลังขึ้นมา
ผิดกับเ้าพยัคฆ์น้อย พอเห็นผู้ที่ทำร้ายหลินหลินเดินนวยนาดเข้ามา มันพุ่งตัวกระโจนเข้าใส่เป้าหมายพร้อมทั้งฝังคมเขี้ยวลงบนท่อนแขนเรียวผ่านอาภรณ์สีชมพูกุหลาบแน่นไม่ยอมปล่อย ท่ามกลางความใของทุกคนรวมทั้งพระสนมจางที่ตกตะลึงในคราวแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็กราดเกรี้ยว
“โอ๊ย! ปล่อยนะ! เ้าสัตว์เดรัจฉาน ข้าบอกให้ปล่อย! นี่แน่ะๆ” พระสนมจางที่พยายามง้างปากเ้าพยัคฆ์น้อยแต่ล้มเหลว เลยเปลี่ยนใจมาใช้มืออีกข้างที่กำแน่นทุบตีลำตัวของมันสุดแรงเกิดหลายครั้งติดต่อกัน
“ฮื่ออออ” แม้จะเจ็บแต่เ้าพยัคฆ์น้อยก็ไม่คิดปล่อย กลับเพิ่มแรงกัดลงไปที่แขนของนางจนจมเขี้ยว
“พวกเ้ามัวยืนทำอันใดอยู่ มาช่วยนางเร็ว!” ฉีเฟยหลงตวาดลั่น
“พะ...เพคะ” เหล่านางกำนัลรีบเข้ามาช่วยพระสนมจาง ที่บัดนี้ทรุดลงไปอยู่บนพื้นพรมหมดสง่าราศี ใบหน้างามบิดเบี้ยวน้ำตาไหลนอง ที่แขนมีเ้าพยัคฆ์น้อยกัดไม่ยอมปล่อย
นางกำนัลนางหนึ่งพยายามดึงตัวมันออกแต่ต้องรีบปล่อยเพราะเสียงร้องครวญครางอย่างเ็ปของพระสนมจาง ลองเปลี่ยนเป็ง้างปากมันแต่ก็ไร้ผล ดูเหมือนเ้าพยัคฆ์น้อยตัวนี้จะแข็งแกร่งกว่าพยัคฆ์ธรรมดาทั่วไป
ฉีเฟยหลงจึงลองให้องครักษ์นายหนึ่งใช้มือง้างปากเล็กๆ ของมัน เพราะคิดว่าแม้มันจะเป็พยัคฆ์ที่แข็งแกร่งและอันตราย แต่มันก็ยังเป็เพียงลูกพยัคฆ์ที่อายุยังไม่ถึงสามเดือน ไม่น่าจะเกินความสามารถขององครักษ์ร่างใหญ่ที่สามารถหักท่อนไม้ขนาดเท่าขาเด็กได้ในครั้งเดียว แต่ผลที่ได้ก็เหมือนเดิม
เสียงร้องไห้ครวญครางที่ดังอยู่ตลอดหยุดลง พร้อมกับร่างของพระสนมที่หมดสติไปเพราะความตื่นตระหนกสุดขีดผสมกับความเ็ป นางกำนัลนางหนึ่งรีบประคองร่างหมดสติไว้
แม่ทัพหนุ่มที่ดูอยู่นานขยับกายหมายจะเข้าไปนำตัวเ้าพยัคฆ์น้อยออกมา ก็พลันชะงักกับเสียงของคู่หมาย
“ฟานฟาน! ปล่อยพระสนมเดี๋ยวนี้นะ” เมื่อตั้งสติได้ชิงหลินก็รีบร้องสั่งเ้าพยัคฆ์น้อยด้วยภาษาเสือเสียงดังลั่น
“ฮื่ออออ” เ้าพยัคฆ์น้อยส่งเสียง มันยังคงกัดไม่ยอมปล่อย แต่หูกระดิกเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
“ฟานฟาน! ข้าบอกให้ปล่อย” ชิงหลินสั่งมันเสียงเข้ม เหลือบมองโฉมงามที่หมดสติเอนกายพิงนางกำนัลแวบหนึ่งอย่างเห็นใจ
เ้าพยัคฆ์น้อยกลอกตามองหลินหลิน แต่ก็ยังมิยอมถอนคมเขี้ยวออกจากแขน
“ข้าบอกให้ปล่อย! หากเ้ายังดื้อรั้นไม่เชื่อฟังข้า ข้าจะไม่สนใจเ้าอีกต่อไป” นางขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ปล่อยแล้ว...ปล่อยแล้ว อย่าทิ้ง รักกัน...รักกัน” เ้าพยัคฆ์น้อยรีบถอนคมเขี้ยวออก หันหน้ามาทางหลินหลินแล้วใช้อุ้งเท้าทั้งสองวางบนหน้าขาของนาง ก่อนจะเหยียดตัวขึ้นยืนสองขา เงยหัวกลมๆ เล็กๆ ที่มีเืติดอยู่มุมปากทั้งสองข้างขึ้นมาส่งสายตาออดอ้อนพร้อมน้ำตาที่คลอหน่วยตา
“ทำแบบนี้ทำไม อยากเห็นข้าถูกโบยอีกหรือ” ชิงหลินถอนสายตาจากร่างของพระสนมที่ถูกหามออกไปแล้วกลับมาที่เ้าพยัคฆ์น้อย ร้องถามเสียงเข้มดุ เมินสายตาออดอ้อนของมัน แต่กลับใช้แขนเสื้อเช็ดคราบเืให้มันอย่างเบามือ
“โบย...หลินหลิน...เจ็บเจ็บ นิสัย...ไม่ดี...ใจร้าย โบย...หลินหลิน ฟานฟาน...เกลียด...คนใจร้าย” เ้าพยัคฆ์น้อยชี้แจงแก่หลินหลิน
“ขอบใจที่โกรธแค้นแทนข้า แต่ต่อไปอย่าวู่วามแบบนี้อีก เข้าใจไหม” ชิงหลินก้มหน้าสบตามัน พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ฟานฟาน...เข้าใจแล้ว” เ้าพยัคฆ์น้อยตอบรับ
“เป็อย่างไรบ้าง เจ็บมากไหม” ถามด้วยความเป็ห่วง เพราะเห็นมันถูกพระสนมทุบตีหลายที
“ไม่เป็ไร ฟานฟาน...แข็งแรง ไม่เจ็บ...ไม่เจ็บ” เ้าพยัคฆ์โกหกหลินหลิน เพราะไม่อยากให้นางเป็ห่วง
“จริงหรือ ไหนดูซิ” แกล้งใช้นิ้วจิ้มลำตัวที่โดนทุบของมัน
“ฮื่อ หลินหลิน...ใจร้าย แกล้ง...ฟานฟาน แกล้ง...ฟานฟาน” มันลงจากหน้าขาของหลินหลิน ขดตัวนอนหันหลังให้นางทันที
“อา...ข้าขอโทษ อย่างอนเลยนะ” หญิงสาวขอโทษไปแล้ว แต่มันยังคงนอนนิ่ง
พระชายาหลิวที่ตระหนกในคราวแรก บัดนี้พลันแปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้าแทน นี่มันเื่อันใดกัน คุณชายท่านนี้...พูดคุยกับพยัคฆ์น้อยอยู่ใช่หรือไม่
“อะแฮ่ม คุณชายหยาง เราเสียเวลาไปมากแล้ว รีบเร่งเข้าเถิด” แม่ทัพหนุ่มกล่าวเตือนคู่หมายที่ยังนั่งคุยกับเ้าพยัคฆ์น้อยจอมก่อเื่ ไม่ใส่ใจต่อสายตาใครต่อใครที่จ้องมองอย่างประหลาดใจ
“เอ่อ...โปรดประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลินอุ้มเ้าพยัคฆ์น้อยไว้ในอ้อมอกทันที พลางลุกขึ้นขออภัยองค์รัชทายาทที่ประทับนิ่งคล้ายมิมีเื่อันใดเกิดขึ้นมาก่อน
“ช่างเถิด เราไม่เก็บมาใส่ใจหรอก” ฉีเฟยหลงกล่าว
“ทูลองค์รัชทายาท เื่ที่...” แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองคู่หมายที่กลับมานั่งที่เดิมแล้วอย่างกังวล
“เ้าอย่ากังวลไปเลย จะไม่มีผู้ใดแพร่งพรายเื่นี้อย่างแน่นอน” ฉีเฟยหลงให้สัญญา
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากมื้ออาหารผ่านไป ขบวนรถม้านำโดยมู่หลิ่งเหวินนั่งบนหลังเ้าทาเสว่อาชาสีดำ ข้างๆ คือเฟิ่งอิงที่นั่งบนหลังเ้าไป๋เสวี่ยอาชาสีขาวปลอด ทั้งสองดูสง่างามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ถัดมาเป็รถม้าของชิงหลินกับเ้าพยัคฆ์น้อย ปิดท้ายด้วยทหารม้าจากจวนแม่ทัพอีกสิบกว่านาย ก็ได้เวลาเคลื่อนตัวออกจากวังองค์รัชทายาทอย่างช้าๆ