ตอนที่ 4 เพชรตาแมว!
ลูกแมวที่ขนลุกตั้งชันลำตัวโก่งงอ เมื่อเห็นแม่ตนเรือนกายแหลกสลายจึงพร้อมใจกันส่งเสียงร้องขู่ใส่ท้องฟ้า ทั้งสามตัวคล้ายจะคำรามสู้กับเสียงด้านนอกเพียงแต่ว่ากลับถูกม่านพลังปิดกั้นเอาไว้ทั้งหมด
ที่ด้านนอกยิ่งนานยิ่งปรากฏเมฆฝนหนาทึบทั้งยังตัดสลับไปมาด้วยอสุนีบาตที่ผ่าลงมาทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างไม่หยุดหย่อน
สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกที่สายฟ้าผ่ากระหน่ำลงมาทุก ๆ เสี้ยววินาที สิ่งนี้มองดูคล้ายวันสิ้นโลกก็ไม่ปานลำพังแค่ผลข้างเคียงจากเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า หากว่าไม่มีม่านพลังปิดกั้นเสียงเอาไว้ป่านนี้ทั้งคนและสัตว์คงได้สิ้นสติกันไปนานแล้ว
ด้วยมิอาจทนรับเสียงที่ดังเกินขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดาไปได้…
แรงที่เกิดจากการสั่นะเืของฟ้าผ่าประดุจดั่งสายฝนมันรุนแรงเสียจนกระทั่งรู้สึกเหมือนกับว่าเกิดแผ่นดินไหวก็ไม่ปานอีกทั้งหลังคาของบ้านเรือนแต่ละหลัง ก็เริ่มพากันถล่มลงมาส่วนพวกเศษอิฐกระเบื้องแหลกสลายกลายเป็ผุยผง ถูกห่าพายุซัดโชยปลิวว่อนไปบนอากาศ
่เวลาสำคัญในขณะที่แสงแดดเริ่มจะปรากฏม่านแสงทรงกลมสองสี ที่คอยปกป้องคนในครอบครัวเอาไว้ กลับสั่นไหวขึ้นมาลักษณะคล้ายกับว่าถูกค้อนทุบตีจากด้านนอก
จนกระทั่งเกิดเป็รอยร้าวทำให้ม่านแสงเริ่มจะทรงตัวไม่อยู่ ห่าพายุลมกรดที่กำลังพัดโหมกระหน่ำอยู่ด้านนอกจึงกรูเข้ามาด้านในอย่างหิวกระหาย ประดุจดั่งปลาฉลามที่ได้กลิ่นคราวเื
สายลมที่คล้ายจะมองไม่เห็นล้อมวนคนสัตว์ทั้งห้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่แสงศักดิ์สิทธิ์จากม่านแสงสีฟ้าชั้นในจะแปรเปลี่ยนตัวเองให้กลายมาเป็สายลมเข้าต่อสู้กับ ‘พวกมัน’
การมาถึงของ ‘แสงตะวัน’ ก็ได้หนุนเสริมพลังอำนาจให้แก่ดวงแก้วทั้งสองจนกำจัดสายลมที่แปลกประหลาดนั่น ให้ค่อย ๆ มลายหายไป ภายในม่านทรงกลม
ยามเมื่อท้องฟ้าปลอดโปร่งอยู่ในภาวะปกติม่านพลังทั้งสองก็ได้คลายฤทธาของตนเองลงมันเริ่มแปรเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็ดวงแก้วสีฟ้าและสีเขียวก่อนที่ทั้งสองจะบินอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่งประดุจดั่งนกตัวน้อยที่พึ่งหัดบินคลอเคลียไปกับแมกไม้
มันเริ่มบินวนรอบๆ สองแม่ลูก พร้อมทั้งส่งแสงกะพริบ ดูคล้ายกำลังเพรียกหาผู้เป็นายอยู่…
หลังจากบินวนอยู่รอบตัวรอบแขนนานเกือบหนึ่งนาทีกว่า ๆ เพียรถึงพอจะประคองสติตนเองได้ จึงเริ่มแบมือข้างขวาออกมาทำให้ดวงแก้วสองสี ที่เป็ดั่ง ‘นกเลือกนาย’ต่างก็พากันลอยมาตกลงบนฝ่ามือของเด็กตัวน้อย
ยามเมื่อเขาได้สังเกตมันจากใกล้ๆ มันคล้ายกับดวงตาของแม่แมวที่ตนเฝ้ามองมานับปี
ทำเอาเพียรน้ำตาคลอได้แต่สูดน้ำมูกแรง ๆ ทีหนึ่ง พร้อมจ้องมอง ‘ลูกแก้ว’ ทั้งสองในมือ ซึ่งมีสีฟ้าและสีเขียว มันยังคงกะพริบอยู่หลายทีก่อนที่แสงจะค่อย ๆ เลือนหายไป
เหตุการณ์นี้ย่อมปรากฏอยู่ในสายตาของพิมพ์ใจและทันทีที่เธอตั้งสติได้ก็รีบกุลีกุจอ หอบเอาลูกแมวใส่ตะกร้าพร้อมทั้งดึงลูกชายให้ออกไปจากห้องนี้โดยพลัน
……
ที่ถนนในหมู่บ้านหลังจากทั้งสองออกมาจากบ้านก็พลันตื่นตะลึง เพราะจากถนนซึ่งดูเป็ระเบียบเรียบร้อยปรากฏร่องรอยของฟ้าผ่า พร้อมกับหลุมลึกรวมไปถึงข้าวของที่ได้ปลิวกระจัดกระจายอยู่ทั้งบนพื้นและอากาศ
อีกทั้งเศษดินเศษโคลนกระเด็นไปโดนพื้นโดนกำแพง มองไปดูเหมือนเมืองรกร้างและหากมองอีกครั้งก็คล้ายกับว่าจะเป็ป่าช้าก็ไม่ปาน
พิมพ์ใจจึงไม่กล้าส่งเสียงดังจึงได้แต่ย่องเบาไปพร้อมกับลูกชาย มุ่งตรงไปบ้านด้านข้าง
แต่ครั้งจะะโเรียกเธอเองก็ไม่กล้าพอด้วยเพราะบรรยากาศโดยรอบมันเงียบสงบ จนถึงขั้นสงัดคล้ายกับว่า…หากมีกิ่งไม้หักก็คงได้ยินกันถ้วนทั่วทั้งอาณาเขต
เธอแข็งใจชูนิ้วชี้ปิดปากบอกเป็นัยแก่ลูกชายให้เงียบห้ามส่งเสียง ก่อนที่จะย่องเบาเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว
ยามเมื่อเหยียบย่างเข้าไปในห้องโถงเธอก็พลันพบกับเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยหากแต่วันนี้พวกเขาไม่ได้มีชีวิตชีวาดั่งเก่าก่อนแต่กลับกลายเป็ศพไร้ซึ่งชีวิต…อีกทั้งยังไร้ทางช่วยเหลือ
ถึงแม้เธอจะไม่ใช่พวกหมอชันสูตรศพแต่ก็บอกได้ว่า “นี่เป็การตายที่ผิดธรรมชาติ ไม่ปกติ…ไม่ปกติอย่างถึงที่สุด!”
เพราะด้วยเรือนร่างของผู้ตายนั้น…แห้งกรอบคล้ายดั่งไม้ที่มีแต่เปลือกหาได้มีเนื้อไม้สักนิดไม่
เธอเองอยากจะกรีดร้องแต่ก็ไม่กล้าพลางเอามือหันไปปิดปากลูกชาย พลอยนึกถึงคำที่ ‘เดือน’สัตว์เลี้ยงของเธอได้สั่งเสียเอาไว้ จึงรีบปฏิบัติตาม
หากแต่เมื่อเดินผ่านบ้านหลายหลังของคนคุ้นเคยทั้งสองคนก็อดใจไม่ได้ จึงแวะเข้าไปดูบ้านสองสามหลังเผื่อว่าจะได้พบกับสักชีวิตที่หลงเหลือ แต่อนิจจา…ปาฏิหาริย์หามีจริงไม่
เพื่อนร่วมชะตาที่พิมพ์ใจเฝ้าหากลับไม่มีอยู่จริงแต่ที่มีอยู่กลับเป็ร่างอันคุ้นเคย ทว่าไร้ซึ่งิญญาไปแล้ว
ทั้งสองแม่ลูกจึงแข็งใจพากันเดินออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป ส่วนรถยนต์คิดจะขับก็ขับไม่ได้หนึ่งเพราะกลัวว่าจะส่งเสียงดัง สองด้วยเพราะสิ่งกีดขวางบนถนนเต็มไปหมดทั้งหลุมทั้งบ่อ ยังรวมทั้งศพที่นอนตายอยู่กลางถนน…
เธอพยายามเอามือปิดหน้าลูกชายไว้แต่เ้าตัวน้อยก็ยังเหลือบไปมองเห็นได้อยู่ดี ทั้งสองอยากจะร้องไห้แต่รู้ว่าตอนนี้มันไม่ใช่เวลา
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้มันทำให้เธอผู้เป็แม่ระวังตัวแจเพราะไม่รู้ว่า จะมีคนร้าย คนบงการ หรือคนก่อเหตุ อยู่ในละแวกนี้หรือเปล่า?
เธอไม่ถึงขั้นไร้สติคิดอะไรไม่ออกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มันคงจะไม่ใช่ภัยพิบัติธรรมดา ๆ เป็แน่แต่มันอาจจะเกิดจากน้ำมือของมนุษย์…หรือไม่ก็พวกภูตผี!
โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัวพลังของดวงแก้วทั้งสองในกำมือของเพียรซึ่งคล้ายว่าจะหมดฤทธาไปแล้ว มันได้ช่วยปิดบังอำพราง ‘ร่องรอย’ ของทั้งสองคนเอาไว้เหมือนเช่นม่านพลังที่เกิดขึ้นภายในบ้าน หากแต่กลับแปรสภาพกลายเป็ม่านไร้แสงแทน
จวบจนกระทั่งทั้งสองคนเดินหนีพ้นอาณาเขตต้องสาปแห่งนี้ไปแล้วจนหลุดพ้นการค้นหาและติดตามของสิ่งลี้ลับ ‘เพชรตาแมว’ ทั้งสองดวงในมือของเพียร จึงค่อย ๆ เริ่มเสื่อมฤทธิ์ลง…