ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออก มีคนเดินเร็วๆเข้ามา เดินมาถึงข้างตัวผม ก้มลงจับแขนผมไว้
ผมได้กลิ่นหอมของเส้นผมที่คุ้นเคยผมไม่หันไปมองก็รู้ว่าเป็ถังหว่านที่เข้ามา
ในสายตาผมนั้นใบหน้าปู่เดี๋ยวเหมือนใกล้เดี๋ยวเหมือนไกลแล้วค่อยๆ เลือนราง เสียงปู่ดังขึ้นในหูผม จากนั้นเสียงนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็เสียงพี่ใหญ่เซี่ยเทียนเฉิง เสียงของทั้งสองคนดังสลับกันเดี๋ยวดังเดี๋ยวเบา
“แก้แค้น แก้แค้น ฆ่าพวกมัน แก้แค้นแทนพี่...สือโถวรีบลุกขึ้น หยิบอาวุธฆ่าคนชั่ว...” นั่นเป็เสียงพี่ใหญ่
“เสี่ยวสือโถว สมาคมเจ็ดอ๋องมาแล้ว รีบลุกขึ้นรีบลุกขึ้น หนีเร็ว หลานไม่ใช่คู่ต่อกรของพวกมัน หนีเร็ว หนีเร็ว...”นั่นเป็เสียงปู่
หัวเข่าผมไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิงสมองเหมือนหยุดทำงาน
“ปู่ตายแล้วผมต้องพาปู่กลับไปที่ตรอกจงอี้ถนนชวีสุ่ยถิง ตั้งเพิงพิธีศพ เฝ้าศพ ทำพิธีศพเคลื่อนศพ จากนั้นฝังศพปู่อย่างมีพิธีรีตอง...” ผมรู้ภาระหน้าที่ของตัวเอง ต่อให้ต้องขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีก็ต้องจัดงานศพให้ปู่อย่างสมเกียรติ อย่างมากก็แค่ขายบ้านหลังเก่านอกจากเอาเงินมาทำศพแล้วยังจะได้คืนเงินที่ยืมจากเพื่อนและเพื่อนบ้านใน่หลายปีมานี้ให้หมดถึงตอนนั้นจะตัวโล่งปราศจากหนี้สิน ผมจะไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ ในเขตอาศัยริมทะเลสาบใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ
“เทียนสือ ตื่นสิ ตื่นสิ...” เสียงถังหว่านดังขึ้นข้างหูผม
ผมพยายามลืมตาขึ้นเห็นใบหน้าเธออยู่ห่างจากหน้าผมเพียงศอกเดียว
“เทียนสือ เข้มแข็งหน่อย เื่ยังไม่จบไม่ว่าจะอย่างไรคุณก็ต้องแบกรับต่อไป” ถังหว่านโน้มตัวเข้ามาปลายจมูกเธอแทบจะชนปลายจมูกผม “ฉันจะฉีดยาให้คุณสองเข็ม เข็มหนึ่งเป็ยาระงับประสาทอีกเข็มเป็ยากระตุ้นประสาท”
ผมทั้งสั่นหัวทั้งพยักหน้าไม่รับหรือปฏิเสธ คอหอยและดวงตาผมราวกับถูกสำลีอุดไว้
ถังหว่านลุกขึ้น ดึงแขนเสื้อผมขึ้น
ผมรู้สึกเย็นเมื่อไม้พันสำลีชุบแอลกอฮอล์ถูที่แขนตามด้วยความรู้สึกปวดกล้ามเนื้อ เข็มฉีดยาสองเข็มถูกฉีดเข้าที่ต้นแขนผมพร้อมกัน
“ไม่ต้องกลัวค่ะอีกสองสามนาทีคุณก็จะเป็ปกติอย่างสมบูรณ์” เสียงถังหว่านลอยมา
ผมไม่รู้ว่าเข็มฉีดยาถูกดึงออกไปตั้งเมื่อไหร่แต่ผมรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วลุกขึ้นยืนทันที
“สือโถว พาอาเซี่ยกลับบ้านเถอะฉวยโอกาสที่แกยังมีลมหายใจ โบราณว่าคนแก่ตายนอกบ้าน ไม่สามารถรับกลับไปทำพิธีศพที่บ้านเชื่อป้าเถอะ เดี๋ยวถึงเวลาเข้างานก็ไปจัดการเอกสาร ป้าจะบอกเพื่อนบ้านล่วงหน้าให้ทุกคนช่วยตั้งเพิงพิธีศพตระเตรียมข้าวของ” ป้ากวนบอก
ครั้งนี้ผมเชื่อสนิทใจแล้วว่าปู่จากไปแล้วนี่เป็เื่ที่ชัดเจนแล้ว
“ครับ ครับ” ผมอยากพยักหน้าแต่ปวดขมับสองข้างจนแทบจะะเิ
“ฟ้ามีพายุฝนที่คาดการณ์ไม่ได้ชีวิตมีดีร้ายสุดคาดเดา เด็กเอ๋ย อย่าเสียใจไปเลย ไม่ว่าเื่อะไรก็ต้องทำใจให้ได้อย่างนี้นะ ให้เพื่อนเธออยู่ดูแลเธอที่นี่ ป้าจะกลับไปก่อน ไปตระเตรียมที่บ้าน”ป้ากวนพูดพร้อมกับเก็บกระถางธูปและเศษธูปบนโต๊ะ
ธูปที่ตอนหลังหยิบออกมาแล้วยังไม่ได้จุดถึงตอนนี้แกก็เก็บลงไปในถุงผ้าสีเทา
ต่อหน้าถังหว่าน แกสูญเสียความจัดเจนและคล่องแคล่วตามปกติดูมือไม้สะเปะสะปะ
“พวกคุณยังไม่ได้บอกเลยว่า...ที่ซ่อนอยู่ในร่างปู่ผมเป็ใครนั่นเป็...ิญญาใคร” ผมพยายามปรับการหายใจพร้อมกับรวมรวมพละกำลัง แล้วเอ่ยถาม
ผมเห็นถังหว่านกับป้ากวนสบตากันสีหน้าของทั้งคู่ดูอึดอัด
“ไม่มีิญญา เป็ไปไม่ได้ที่จะมี”ป้ากวนปฏิเสธ
“มีค่ะแต่ฉันรู้วิชาคลำกระดูกเพียงผิวเผิน ทั้งิญญานั่นซ่อนอยู่ลึกมากฉันเองก็จนปัญญา” ถังหว่านผงกหัวเป็การยืนยัน แต่ขณะเดียวกันยังมีรอยยิ้มเจื่อนๆบนใบหน้าเธอ เป็การยอมรับว่าตนเองไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้ว
ตามความเข้าใจของผมนั้นไม่ว่านรลักษณ์ศาสตร์แขนงใด ล้วนเป็เหมือนการเอ็กซเรย์ร่างกายคนในโรงพยาบาลเมื่อรังสีเอ็กซเรย์เข้มและเครื่องฉายรังสีมีความทันสมัยพอก็สามารถมองเห็นภายในร่างกายคนป่วยได้ชัดเจน ไม่เกิดจุดที่เลือนรางไม่ชัด ถ้าตรงกันข้ามก็จะเกิดภาพที่มองไม่ออกว่าคืออะไรแม้จะมองเห็นภาพโดยรวม แต่สรุปไม่ได้ ยังคงสับสน
ที่น่ายกย่องคือถังหว่านตรงไปตรงมาเสมอรู้แค่ไหนก็พูดไปตามนั้น ไม่พูดโอ้อวดเกินจริง ท่าทีที่ละเอียดรอบคอบเช่นนี้แสดงถึงความมีสติและความรับผิดชอบของคนคนหนึ่ง
“ทำไมคุณถึงบอกว่ามี” ป้ากวนจ้องมองถังหว่านเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง
ถังหว่านไม่ตอบแต่ยื่นมือสองข้างออกไปให้ป้าถังดู ฝ่ามือเธอขาวสะอาด นิ้วเรียวยาวน่าดูยังเหนือกว่าแบบมือระดับสุดยอดที่เห็นในโทรทัศน์
“หมายความว่าอย่างไร” ป้ากวนถอยหนึ่งก้าวจ้องมองมือถังหว่านไม่วางตา
“คุณป้ารู้จักการจุดธูปเพื่อแยกดีร้ายย่อมเป็คนในสายเดียวกัน เห็นสองมือนี้แล้วยังไม่เข้าใจหรือคะ” ถังหว่านพูดเบาๆ
“ป้าไม่เข้าใจหรอก ป้าไม่เข้าใจหรอก”ป้ากวนสั่นหัวไม่หยุด ดวงตาฉายแววสับสน แล้วกำถุงผ้าแน่นอย่างไม่รู้ตัว
“ฉันแซ่ถัง” ถังหว่านพูดเสริม “ทีนี้เข้าใจหรือยังคะ”
ป้ากวนจ้องมองมือถังหว่านสิบกว่าวินาทีกัดฟันแน่น สุดท้ายก็ผงกหัว “เธอคือคนของหัตถ์เทพสกุลถัง ป้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วเธอบอกว่ามีก็ต้องมี”
ผมไม่รู้ว่าแกเห็นอะไรบนมือถังหว่าน แต่ในแวดวงไสยเวทแล้วหัตถ์เทพสกุลถังมีชื่อเสียงเลื่องลือ มีการเอ่ยถึงในตำราโบราณหลายเล่ม
“ขอบคุณที่คุณป้ามาในขอบเขตของนรลักษณ์ศาสตร์นั้น วิธีของแต่ละแขนงล้วนมีคุณค่า ต่างมีข้อดีข้ออ่อนไม่มีใครกล้าบอกว่าของตัวเองเหนือกว่าทั้งหมด เทียนสือเรียกคุณว่าป้าฉันก็ขอเรียกคุณว่าป้าตามด้วย หวังว่าคุณป้าจะดูแลเื่ของสกุลเซี่ย ช่วยงานของสกุลเซี่ยด้วยค่ะ”ถังหว่านพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่บังอาจหรอก มีเธออยู่แล้วสือโถวยังจำเป็ต้องให้คนอื่นช่วยอีกหรือดูแล้วฉันคงไม่จำเป็ต้องอยู่ที่นี่ต่อแล้ว ลาล่ะ” ป้ากวนยิ้มเจื่อนๆ
“ไม่ส่งนะคะ” ถังหว่านพยักหน้าพลางพูดตอบ
ป้ากวนก้าวยาวๆ ออกไปโดยไม่หันมามองผมอีกแล้วปิดประตูตามหลังดังปัง
ผมเกาะปลายเตียง ขยับตัวมาที่เก้าอี้แล้วนั่งลง
ผมไม่รู้สาเหตุที่จู่ๆ ป้ากวนก็นึกโกรธแต่นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือหลังจากโรงพยาบาลเข้างานตามปกติแล้ว ผมต้องไปทำเอกสารรีบส่งปู่กลับไปที่ถนนชวีสุ่ยถิง
ไม่ว่าถังหว่านจะคอยช่วยยังไงเื่ที่ผมต้องรับผิดชอบเองจะไม่รบกวนคนอื่น
“คุณเป็ไงบ้าง”ถังหว่านถามด้วยความห่วงใย
ผมสั่นหัวอย่างยากเย็น รู้สึกแน่นหน้าอกจะคายก็ไม่ออก จะกลืนก็กลืนไม่ลง รู้สึกไม่สบาย อึดอัดมาก
“ขอโทษด้วยนะ ฉันให้คำตอบคุณไม่ได้ยังทำให้เพื่อนบ้านคุณโมโหจนผละไป” ถังหว่านนั่งลงข้างๆ ผม น้ำเสียงอ่อนลงแล้ว
“ไม่เป็ไรหรอก ป้ากวน...แกเป็คนดี”ผมตอบ
ถังหว่านถอนหายใจ “อะไรคือคนดีอะไรคือคนเลว ดีหรือเลวใช้อะไรเป็บรรทัดฐาน อย่าว่าแต่คุณเลย ฉันเองยังสับสนฉันดูออกนะ ในอาชีพนี้ป้าแกมีฝีมือไม่เบาในเมืองจี่หนานหายอดฝีมืออย่างแกได้ไม่กี่คนหรอก แกฝึกวิชาทำนายธูป คนที่เรียนวิชานี้นอกจากคนแซ่กวนแล้วก็มีคนแซ่ส้างสองสายใหญ่นี้สืบทอดมาจากตระกูลส้างกวนในสมัยราชวงศ์ถังมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เปลี่ยนแปลงมาพันปีจนกลายเป็สองสายคือสายสกุลส้างกับสายสกุลกวน การพัฒนาของไสยเวททุกแขนงล้วนมีตราประทับของยุคสมัยทางการเมืองไม่สามารถพัฒนาเองอย่างเป็เอกเทศ นี่เป็เื่ที่น่าเศร้าที่สุดของมนุษย์”
ผมเคยอ่านข้อมูลที่บันทึกว่าใน่ที่ราชวงศ์ถังรุ่งเรืองหลายร้อยปีนั้นเคยมีอัจฉริยบุรุษอย่างหลี่ฉุนเฟิงและหยวนเทียนกังกลายเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่ระดับเทพในประวัติศาสตร์แห่งไสยเวทของจีนที่ไม่อาจลบได้ภายใต้พรรณรังสีแห่งเทพผู้ยิ่งใหญ่ ยังมีไสยเวทหลายร้อยสำนักที่เบ่งบานขึ้นผลิดอกออกผลกลายเป็ไสยเวทแห่งประเทศจีน วางพื้นฐานที่มั่นคงในการพัฒนาต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งหยวน ิ และชิง
บุคคลที่เป็ตัวแทนของตระกูลส้างกวนย่อมเป็ส้างกวนหว่านเอ๋อซึ่งเป็ขุนนางหญิงระดับสูงข้างพระวรกายฮ่องเต้หญิงอู่เจ๋อเทียน(บูเช็คเทียน) นางเป็ผู้หญิงประหลาดที่ทั้งสวยทั้งเก่งถึงแม้ว่านางจะคอยรับใช้อยู่ข้างพระวรกายของฮ่องเต้หญิงที่ยิ่งใหญ่ดุจตะวันจันทราแต่ความรุ่งโรจน์ของนางยังคงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ตลอดไป
ถ้าไม่ใช่เพราะถังหว่านอธิบายผมคงไม่สามารถโยงป้ากวนเข้ากับตระกูลส้างกวนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในประวัติศาสตร์ได้พอคิดดูอย่างละเอียดผมจึงตระหนักว่าถนนชวีสุ่ยถิงซึ่งเป็เหมือนภาพย่อที่งดงามของเมืองจี่หนานที่ทุกบ้านมีน้ำพุทุกเรือนมีต้นหยางนั้น ขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ดูเหมือนคนธรรมดากลับมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณ
ในตรอกจงอี้สกุลกวนซึ่งเป็เพื่อนบ้านเราเป็ผู้สืบสายตรงมาจากกวนอูซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็ฮั่นโส้วถิงโหวได้รับการยกย่องเป็เทพาผู้ซื่อสัตย์และกล้าหาญในยุคสามก๊ก ชื่อตรอกจงอี้(จงรักภักดีและมีคุณธรรม) ก็มีที่มาจากการที่ชาวจี่หนานเคารพยกย่องกวนอูนั่นเองตรอกนี้ทะลุไปถึงศาลเ้ากวนอูด้านตะวันตกของถนนฟู่หรง
ส่วนบ้านสกุลฉินด้านหน้าในปูมตระกูลสามารถไล่เรียงย้อนไปถึงฉินฉุงฉินซูเป่า[1]ศาลเ้าฉินฉุงที่ประตูตะวันตกของจี่หนานสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคของครอบครัวนี้
คนมีชื่อเสียง คนธรรมดา คนดี คนเลวที่จริงไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอน แต่เมื่อเทียบกับยอดคนข้างตัวที่ลึกล้ำสุดคาดเดาแล้วผมยิ่งนึกละอายใจกับสภาพของตัวเองขณะนี้
ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า“แล้วคุณล่ะ เป็แบบนี้ไหม”
ตำราโบราณที่เกี่ยวข้องกับวิชาคลำกระดูกนั้นกล่าวว่าทั่วหล้านั้นตระกูลถังในแถบอวิ๋นหนานกุ้ยโจวและสื้อชวนเชี่ยวชาญวิชาคลำกระดูกที่สุด ยอดฝีมือระดับสูงสุดในตระกูลแต่ละรุ่นจะได้รับสมญานามว่าหัตถ์เทพ
ป้ากวนดูมือถังหว่านแล้วยอมรับว่าตัวเองด้อยกว่าจึงผละไป นับว่าแกเป็คนที่รู้สถานการณ์
“ใครบ้างที่ไม่เป็อย่างนั้นการเมืองเหมือนอากาศที่เราหายใจ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมขาดอากาศไม่ได้นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าคนที่อวดอ้างว่าตัวเองสูงส่งใสสะอาดแค่ไหนสุดท้ายก็จำเป็ต้องหายใจ ต้องถูกการเมืองควบคุม” ถังหว่านพูด
เธอยืนขึ้นหยิบการ์ดชื่อผู้ป่วยของปู่ออกมาจากหัวเตียง แล้วหันมาบอกผมว่า“เดี๋ยวถึงเวลาเข้างาน ฉันไปจัดการเอกสารให้คุณ คุณไม่ต้องไปไหนเฝ้าอยู่ที่นี่ก็พอ”
ผมฝืนพยักหน้า ไม่มีแรงแม้แต่จะพูดขอบคุณ
ถังหว่านเปิดประตูเดินออกไปจากห้องผมหยิบกาแฟซองหนึ่งออกมาอย่างยากลำบาก ฉีกซองออก เทใส่ปากโดยตรง แล้วออกแรงกลืนลงคอ
กาแฟผงแห้งเกินไป เกาะติดเต็มคอหอยผมผมต้องเกาะผนังห้องไปที่ห้องน้ำ กลืนน้ำเย็นลงไปสองคำ
อาศัยน้ำเย็นกลืนกาแฟผงเป็วิธีที่กระตุ้นประสาทที่ดีที่สุดผมเคยลองหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งจะทำให้ผมตื่นตัวขึ้นในเวลาสั้นๆ
ในห้องน้ำมีกระจกเงาบานใหญ่ผมดูตัวเองในกระจก ใบหน้าซูบเซียว หนวดเคราครึ้ม ท่าทางย่ำแย่
ผมอายุน้อยกว่าพี่ใหญ่สิบปี เทียบกับรูปถ่ายเก่าของพี่ใหญ่แล้วผมขาดความองอาจอย่างที่ยอดฝีมือควรจะมี อาจเป็เพราะความทุกข์ทรมานจากชีวิตที่ยากจนแร้นแค้นใน่สิบปีที่ผ่านมาทำให้เป็เช่นนี้
“รีบเข้มแข็งขึ้นเถอะฉันทนชีวิตที่ด้อยค่าเหมือนมดแบบนี้ไม่ไหวแล้ว!” ผมชูกำปั้นขึ้นสาบานกับตัวเองในกระจก
ในสมัยโบราณคนที่รู้นรลักษณ์ศาสตร์ส่วนใหญ่จะมีโอกาสได้เป็แม่ทัพมีบรรดาศักดิ์ขั้นโหวคนที่มีฐานะสูงได้รับการยกย่องให้เป็ราชครู หรืออย่างน้อยก็ได้เป็เสนาธิการหรือที่ปรึกษาของบุคคลที่ยิ่งใหญ่มีชีวิตอย่างสุขสบายไม่ทุกข์ร้อนเื่กินอยู่
พอถึงยุคปัจจุบันที่เราอยู่ในสังคมสีแดงที่ชนชั้นกรรมาชีพกุมอำนาจทางการเมืองนั้นนรลักษณ์ศาสตร์ซึ่งเป็แขนงหนึ่งในไสยเวทถูกมองว่าเป็ไสยศาสตร์ถ้าถูกทางการจับกุมจะได้รับโทษสถานหนัก
เพราะฉะนั้นจึงไม่มีวิชาที่ไร้ประโยชน์มีเพียงยุคสมัยที่คนเก่งถูกกลบฝัง
ผมไม่รู้ว่าอนาคตของตนเองอยู่ที่ไหน แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์คืนนี้แล้วผมไม่สามารถอยู่ที่บ้านเก่าในตรอกจงอี้ ใช้ชีวิตแบบผู้ชายติดบ้านที่อยู่เงียบๆ ได้อีกต่อไป
“ต้องเดินออกไป ต้องลุกขึ้นมา!” ผมบอกตัวเองเบาๆ
[1]ฉินฉุงหรือฉินซูเป่าเป็หนึ่งในแม่ทัพเอกที่ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ถัง