บทที่ 10 เสิ่นเฉินิแกล้งเมา พลาดพิธีเข้าหอ
ปู่ฉินปลอบใจสามีภรรยาตระกูลหยางว่า "อย่าเสียใจไปเลย ลูกชายของคุณอาจจะมีที่ไปที่ดีกว่านี้ก็ได้ เพียงแต่การกระทำแบบนี้มันทำให้คนมองไม่ดี"
"ถ้าไม่ชอบซวงซวงของพวกเราก็ไม่เป็ไร อย่างน้อยก็เขียนจดหมายมาบอกกันให้ชัดเจน ไม่น่าปล่อยให้หลานสาวของฉันวิ่งเต้นมาเสียเที่ยวแบบนี้"
แม่ของหยางเทียนเหอเสียใจมาก เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหยางเทียนเหอคิดอะไรอยู่ในใจ ฉันเห็นซวงซวงเติบโตมาั้แ่เด็ก หวังว่าพอแต่งเข้าบ้านแล้วจะได้ช่วยเหลือฉัน"
"ไม่คิดเลยว่าหยางเทียนเหอนี่จะมาไม้เด็ดแบบนี้ เขาคงสบายไปแล้ว แล้วครอบครัวพวกเราจะอยู่อย่างไร ที่บ้านยังมีน้องชายอีกสองคนที่ต้องเรียนหนังสือ ต่อไปจะพึ่งพาใครได้อีกล่ะ"
"แต่งงานกับผู้หญิงแบบนั้นแล้ว คงจะไม่แลเหลียวพวกเราที่เป็ชาวไร่ชาวนาแบบนี้แน่ ๆ เขาคงไม่สนใจพ่อแม่พี่น้องแล้วล่ะ"
เสิ่นเฉินิเอาแต่เงียบมาตลอด เื่ภายในครอบครัวของหยางเทียนเหอไม่เกี่ยวกับเขา เขาแค่มาแต่งงานกับเ้าสาว นอกจากนั้นเขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
คนตระกูลฉินก็ไม่รู้จะตอบแม่ของหยางเทียนเหออย่างไร ได้แต่เงียบต่อไป
สามีภรรยาตระกูลหยางได้ระบายความรู้สึกออกไปบ้างแล้ว พวกเขานั่งลงสักพักก็ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ
ก่อนกลับ พวกเขาได้มอบซองอั่งเปาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนให้ฉินซวงซวงเพื่อแสดงความยินดีกับการแต่งงานของเธอ
ฉินซวงซวงรู้สึกว่าของขวัญนี้มันมากเกินไป จึงไม่ยอมรับ แต่แม่ของหยางเทียนเหอกลับยัดใส่มือเธอแน่น บอกว่า "เป็พวกเราตระกูลหยางที่ต้องขอโทษเธอ เงินนี้เธอก็รับไปเถอะ"
"เื่ของเทียนเหอ ฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เขาไม่เคยปริปากบอกกับทางบ้านเลยสักคำ เธอไม่รับ ป้าสะใภ้ยิ่งเสียใจ ป้าสะใภ้รักและเอ็นดูเธอเหมือนลูกสาวมาตลอด สะใภ้คนโตของตระกูลหยางก็ควรจะเป็แบบเธอ"
คุณปู่ฉินตัดสินใจพูดว่า "รับไปเถอะ"
ฉินซวงซวงจึงยอมรับเงินนั้นไว้ ส่วนพ่อแม่ของหยางเทียนเหอก็จากไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจ
คนในคนตระกูลฉินเริ่มพูดคุยกันอย่างคึกคักถึงเื่การจัดงานแต่งงานให้กับฉินซวงซวงและเสิ่นเฉินิ แม้แต่ฉีฮุ่ยฮุ่ยภรรยาของพี่ชายคนที่สี่ก็ยังมา
วันต่อมาเป็วันหมั้น ญาติสนิทมิตรสหายของฉินซวงซวงต่างก็มาร่วมงาน เนื่องจากทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหัน หลายคนที่ไม่อยากมาร่วมงาน ก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาอยากมาเห็นกับตาว่าเ้าบ่าวคนใหม่นี้เป็ใคร ทำไมถึงจัดงานหมั้นและแต่งงานภายในสองสามวันเช่นนี้ได้ ช่างกล้าหาญจริง ๆ
ฝ่ายเ้าบ่าวไม่มีญาติพี่น้องมาร่วมงานเลยแม้แต่คนเดียว เสิ่นเฉินิต้องรับหน้าที่ต้อนรับแเื่เพียงลำพัง ไม่ว่าจะคุยกับใคร จะเป็ผู้หญิงหรือผู้ชาย จะอายุมากหรือน้อย เขาก็สามารถทำให้ทุกคนหัวเราะได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าคุณป้าที่เป็ญาติทางฝ่ายแม่ของฉินซวงซวง ที่ต่างก็ถูกเสิ่นเฉินิเอาอกเอาใจ จนไม่รู้สึกว่าลำบากใจที่ต้องแต่งงานกับเขาเลย
ส่วนเหล่าคุณลุงของเธอก็พากันทึ่งในปริมาณการดื่มของเสิ่นเฉินิ จากที่ตั้งใจจะผลัดกันชนแก้วกับเขา สุดท้ายทั้งห้าคนก็พ่ายแพ้ให้กับเขาจนหมด
ต้องยอมรับว่าสู้ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้เลยจริง ๆ
ในวันแต่งงาน เสิ่นเฉินิสวมชุดทหาร ดูสง่าผ่าเผย จูงมือฉินซวงซวงทำพิธี "คำนับฟ้าดิน คำนับบรรพบุรุษ คู่บ่าวสาวคำนับกันและกัน จากนั้นส่งตัวเข้าห้องหอ"
บนแท่นบรรพบุรุษ มีปู่ฉิน ฉินเจียง และหลี่หยวนนั่งอยู่ นี่เป็ความ้าของเสิ่นเฉินิเอง
เขาเชิญญาติผู้ใหญ่ทั้งสามของบ้านฉินด้วยความจริงใจ "คุณปู่ พ่อตา แม่ยาย พวกท่านคือญาติผู้ใหญ่ของซวงซวง และก็คือญาติผู้ใหญ่ของผม การไหว้พวกท่านก็เหมือนกัน ไม่ต้องรู้สึกเขินอายอะไร คิดเสียว่าซวงซวงกำลังจัดพิธีแต่งงานที่บ้านก็แล้วกัน"
เมื่อถูกเขาพูดกล่อมเช่นนี้ ปู่ฉินจึงพาลูกชายลูกสะใภ้ขึ้นนั่งบนที่นั่งอันทรงเกียรติ รับการคารวะของทั้งคู่
ห้องหอคือห้องนอนของฉินซวงซวง เพียงแต่จัดแต่งเล็กน้อย เปลี่ยนเป็ผ้าห่มสีแดงสดใส บนประตูติดตัวอักษรมงคลสีแดง แค่นี้ก็เป็ห้องหอแล้ว
ถึงแม้ว่าจะเป็งานแต่งงานที่เตรียมอย่างเร่งรีบ แต่อาหารจานหลักก็มีครบทุกอย่าง เสิ่นเฉินิกลัวว่าอาหารจะไม่พอ จึงซื้อทุกอย่างเป็สองเท่า
ในตอนนั้นทุกคนไม่มีอาหารตกถึงท้อง ประกอบกับเป็เวลาว่าง ทุกคนจึงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ตอนแรกฉินเฟิง พี่ชายคนโต ยังบ่นว่าเขาใช้เงินเปลือง แต่พอเห็นว่าอาหารบนโต๊ะถูกกินจนหมดเกลี้ยง ก็รู้สึกว่าน้องเขยทำถูกแล้ว
งานแต่งงานทั้งที ถ้าไม่ให้แขกกินอิ่มหนำสำราญ น้องสาวคงเสียหน้าแย่
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหยางเองก็ยังมาร่วมงานเช่นกัน เพราะจะทำให้พวกเขาเสียหน้าไม่ได้
โชคดีที่งานเลี้ยงสองวันจัดติดกัน วันแรกทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย พอถึงวันที่สองจึงเบาลง
ไม่ต้องพูดถึงอาหารจานหลักที่ถูกกินกันจนเกลี้ยงโต๊ะเลย แม้แต่อาหารอื่นๆ ก็เหลือไม่เยอะแล้ว
หลังจากจัดงานเลี้ยงสองวันเสร็จ อาหารที่ซื้อมาก็หมดเกลี้ยง
เสิ่นเฉินิพาฉินซวงซวงเดินไปรอบ ๆ เพื่อชนแก้วกับแขก แทบจะไม่มีใครปฏิเสธ ดื่มกันจนครบทุกคนแล้วเขาก็ยังไม่รู้สึกเมาเลย
ฉินซวงซวงชื่นชมความคอแข็งของเขามาก แต่พอตกดึก เสิ่นเฉินิเมาเหมือนหมู นอนแผ่หลาไม่ได้สติอยู่บนเตียง
แม้แต่การล้างหน้าแปรงฟัน ฉินซวงซวงยังต้องเป็คนเอาน้ำเข้ามาทำให้ในห้อง
แม้แต่ซุปแก้เมาที่แม่ทำ จะเรียกเขาให้ลุกขึ้นมากินก็ไม่ได้ นอนนิ่งไม่ขยับ หลับสนิทราวกับตาย
พลาดค่ำคืนเข้าหออย่างสมบูรณ์แบบ
เอาเถอะ ตอนแรกเธอยังกังวลว่าจะเผชิญหน้ากับเสิ่นเฉินิอย่างไรดี สรุปแล้วเขาเมา ์คงเข้าข้างเธอ
เธอจึงหลับตาลง นอนหลับอย่างสบายใจ
เสียงกรนเบา ๆ ของเธอทำให้เสิ่นเฉินิลืมตาขึ้น แล้วยื่นมือไปบีบจมูกเล็ก ๆ ของเธอเบา ๆ
"คนใจร้าย ฉันแกล้งเมาเพื่อไม่ให้เธอขายหน้า แต่เธอกลับดูไม่ออกแถมยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอให้ไปถึงบ้านพักก่อนเถอะ จะจัดการให้สาสม ตอนนี้ปล่อยให้เธอดีใจไปก่อนแล้วกัน"
พูดจบก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะโอบเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม จุมพิตที่หน้าผากเธอเบา ๆ
"ต่อไปนี้ เธอคือภรรยาของฉัน เสิ่นเฉินิ และฉันก็คือสามีของเธอ รอคอยมานาน ในที่สุดเราก็ได้แต่งงานกัน ช่างไม่ง่ายเลยจริง ๆ"
ในขณะที่ ฉินซวงซวงกำลังหลับสบาย เธอก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดกับเธอข้างหู เสียงนั้นดังอู้อี้ น่ารำคาญจริง ๆ
เธอจึงยกมือขึ้นตบไปที่เสียงนั้นโดยไม่รู้ตัว แม้ข้อมือของเธอจะถูกคว้าเอาไว้ เธอก็ยังคงหลับต่อไป
เสิ่นเฉินิหัวเราะอย่างขมขื่น "ซวงซวง! เธอนี่ใจกว้างจริง ๆ เลยนะ ฉันนอนอยู่บนเตียงกับเธอ เธอยังหลับลงได้อีก ไม่กลัวฉันทำอะไรเธอจริง ๆ หรือไง?"
คิดไปคิดมา ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองนั้นไม่ถูกต้องนัก เขาจะทำอะไรกับภรรยาตัวเองก็ย่อมเป็เื่ปกติอยู่แล้ว ในเมื่อพวกเขาเป็สามีภรรยากัน
น่าเสียดายที่ผนังห้องนี้ค่อนข้างบาง เขาไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงดัง รอกลับไปที่กองทัพดีกว่า
ในขณะที่โอบกอดร่างนุ่มนวลในอ้อมแขน เสิ่นเฉินิกลับเอาแต่คิดว่า บ้านพักแถวไหนที่เก็บเสียงดี บ้านพักหลังไหนค่อนข้างเงียบสงบ ไม่เสียงดังโหวกเหวก
เขาครองตัวมายี่สิบแปดปีเต็ม ครั้งแรกแบบนี้ แน่นอนว่าคงไม่อยากทำอะไรแบบเกร็ง ๆ ต้องหาที่ที่คนน้อย จะได้ทำอะไรเสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีคนได้ยิน
ฉินซวงซวงนอนดิ้น ่นี้อากาศร้อนแถมยังถูกกอดไว้ ก็เลยรู้สึกอึดอัด เธอผลักเสิ่นเฉินิออกแล้วหันหลังให้ พร้อมกับพึมพำออกมาอย่างงัวเงียว่า "ร้อน!"
เสิ่นเฉินิลุกขึ้นอย่างเบามือ หยิบผ้าขนหนูผืนเล็กข้าง ๆ มาชุบน้ำเย็น อาศัยแสงจันทร์จากนอกหน้าต่างเช็ดตัวให้เธอ
หญิงสาวครางออกมาอย่างสบายใจ คอเสื้อเลื่อนไปด้านข้าง เผยผิวขาวเนียนให้เห็นสู่ธารสายตา
มือของเสิ่นเฉินิที่กำลังเช็ดตัวให้เธอชะงักค้างอยู่อย่างนั้น จ้องมองอย่างใจลอย กลืนน้ำลายอึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว เขาพลันรู้สึกปวดหน่วงที่ท้องน้อย จึงรีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปข้างนอก
ยัยตัวแสบ ทำไมชอบมาอ่อยฉันแบบนี้ ถึงจะเป็คืนเข้าหอ แต่แท้จริงแล้วเขากลับขี้ขลาด ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เลยได้แต่ทนอย่างอัดอั้น
โชคดีที่ตอนกลางดึกในชนบทค่อนข้างเย็นสบาย พอออกไปรับลมเย็น ๆ ข้างนอกสักพัก ความคิดก็ปลอดโปร่งขึ้น ความร้อนในร่างกายก็ลดลงไปมาก เขาจึงค่อยย่องกลับเข้าห้องไป
พอขึ้นไปนอนบนเตียง เสิ่นเฉินิก็ไม่กล้ากอดเธออีก ด้วยกลัวว่าจะทนไม่ไหวแล้วทำผิดต่อเธอ