ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 36 แผนตัวแทนของซังชิงหง (3)

             

            จินซูค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เลิกหายใจหอบแล้ว

            “ฆ่าเขาซะ วันนี้เธอต้องฆ่าเขา”ซังชิงหงตะโกนบอก

            ผมทิ้งมีดไปแล้ว จินซูเองย่อมไม่ยอมยื่นคอมาเป็นนักโทษประหารเมื่อเทียบพละกำลังของสองฝ่ายแล้ว ต่อให้ผมอยากฆ่าเขา ไม่แน่ว่าจะทำสำเร็จ

            ภายใต้สภาพเช่นนี้ผมจึงถอยหลังสามก้าว ออกห่างจากจินซูแล้วผายสองมือออก “ผมฆ่าเขาไม่ได้ คุณน่าจะมองออก”

            ทีแรกจินซูยังดูสับสนแต่ไม่ช้าก็พอมองเห็นเงื่อนงำจากคำสนทนาของผมกับซังชิงหง

            “อย่าฟังผู้หญิงคนนั้น ตามฉันไปฉันรับประกันว่าเธอจะมีเกียรติยศสูงศักดิ์และร่ำรวยไม่มีวันหมด”จินซูมองผมอย่างคาดหวัง

            ยุคนั้นเมื่อผีญี่ปุ่นชักจูงพวกขายชาติมักให้คำมั่นสัญญาแบบนี้ต่อให้เป็นคนขายชาติฐานะสูง ที่ได้รับการเลี้ยงดูจากพวกญี่ปุ่นก็ไม่เกินแปดปีดังนั้นคำพูดที่ว่า “ไม่มีวันหมด” นั้นเป็นคำคุยโม้ที่หลอกคนโง่ได้เท่านั้น

            “คุณไปเถอะ” ผมชี้ไปที่ประตูศาลเจ้า

            ที่นั่นยังคงเป็นกำแพงสูงที่หนาทึบไม่มีร่องรอยของประตูแม้แต่น้อย แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นเพียงภาพมายาของคนชุดยาวสีเทาขอเพียงทำลายมายากลนี้ได้ ประตูจะปรากฏขึ้นเอง

            “ไปหรือ” จินซูเหมือนยังไม่ยอมแพ้

            “ไปเถอะครับ ถ้ายังไม่ไป ผมคงไม่รู้ว่าควรปกป้องชีวิตคุณหรือไม่”ผมพูดความจริง

            เพราะซังชิงหงใช้วิธีที่ไม่ซื่อดึงผมเข้ามาในเหตุการณ์ให้ผมเป็นตัวแทนเพื่อฆ่าคน ดังนั้นผมจึงจงใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามที่ผมพูดอย่างเปิดเผยว่าจะปล่อยจินซูซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญเพื่อล่อให้ซังชิงหงปรากฏตัวออกมา

            “ดี ขอบใจนะ ฉันไปละอีกเดี๋ยวจะพาคนบุกกลับมา บุญคุณที่ช่วยชีวิต ขอตอบแทนวันหน้า!” จินซูค้อมคารวะผมต่ำๆจากนั้นจึงเดินไปยังทิศทางที่ประตูศาลเจ้าหายไป

             

            “เธอปล่อยเขาไปจริงๆ”ซังชิงหงยังคงซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ไม่ยอมเผยตัว

            “ใช่แล้ว” ผมตอบอย่างสงบนิ่ง

            “เขาเป็นโจรชั่วของประชาชาติ...ชาวจีนทุกคนล้วนอยากมีโอกาสลงมือสังหารข้าศึกตอนนี้โอกาสมาถึงมือเธอแล้ว เธอกลับปล่อยเขาไปหรือ ควรจะรู้นะถ้าข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปในวงนักเลง สกุลเซี่ยจะโงหัวไม่ขึ้นต่อหน้าประชาชนตลอดไป”ซังชิงหงพยายามข่มโทสะ เสียงค่อยๆ สงบลง

            ที่ผ่านมามีนักจิตวิทยาผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่าคนเราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในชั่วหนึ่งวันในชั่วข้ามคืน หรือกระทั่งในชั่วเสี้ยววินาที

            ตอนที่ผมพุ่งทะยานจากม่านประตูเข้ามายังเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อน ไม่ยอมให้บรรพชนของตนเองได้รับบาดเจ็บและถูกลบหลู่แทบอยากจะชักดาบออกมาฆ่าศัตรูเพื่อช่วยให้บรรพชนปลอดภัยแต่เวลานี้ความคิดผมเปลี่ยนไปแล้ว จากที่ร้อนระอุดุจไฟกลายเป็นเยือกเย็นดุจน้ำ

            “ไม่ควรคิดทำร้ายผู้อื่นแต่ต้องระวังไม่ให้ถูกผู้อื่นทำร้าย” ผมเตือนตัวเอง

            “เธอทำอย่างนี้ทำให้บรรพชนสกุลเซี่ยได้รับความอับอาย” ซังชิงหงยิ้มเยาะ

            เสียงหล่อนไม่มาเฉพาะจากบนขื่อแต่ลอยมาไม่แน่นอน เดี๋ยวมาทางทิศตะวันออก เดี๋ยวมาทางทิศตะวันตกเคลื่อนไปมาในศาลเจ้าใหญ่

            “คุณหลอกใช้ผมใช่ไหม” ผมยิ้มหยันตามอย่างหล่อน

            “หลอกใช้หรือ ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดอะไร”ดูเหมือนซังชิงหงกำลังจะอาละวาด

            “คุณวางแผนอย่างแยบยลผมเองยังไม่รู้ว่าติดกับตั้งแต่เมื่อไหร่ ผู้อาวุโส ถ้าคุณมีน้ำใจต่อสกุลเซี่ยก็ขอให้ทำอะไรอย่างเปิดเผยอย่าวางกับดักเพื่อหลอกผม คนยุคปัจจุบันทำมาหากินไม่ง่าย ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากทนการถูกคุณก่อกวนไม่ได้หรอก” ผมอยากยุติเรื่องนี้ ผละออกจากกับดักของหล่อน

            เมื่อวิเคราะห์ตามทฤษฎีศาสตร์เร้นลับแล้ว คนมีไอหยางอยู่ในตัวเมื่อไอหยางร้อนแรง พลังชีวิตจะแข็งแกร่งมากส่วนค่ายกลหยินหยางนั้นเป็นสถานที่ที่รวมไอหยินไว้ ถ้าหากคนตกเข้าไปในค่ายกลไอหยางกับไอหยินจะต้านกันจนสลายลงร่างกายและจิตใจของคนผู้นั้นจะเสียหายอย่างรุนแรง

            ที่สำคัญกว่านั้นคือผมไม่รู้ว่าซังชิงหงล่อผมเข้ามาเพื่ออะไรสมมติว่าผมทำเรื่องที่เป็นภัยต่อประเทศชาติ ต่อประชาชาติแล้วคงเป็นความผิดอย่างมหันต์

            “เธออยากรู้จริงๆ หรือ” ซังชิงหงถาม

            ผมผงกหัว แต่กลับทำให้หล่อนหัวเราะเยาะ“ฮ่าๆ เรื่องนี้สูงส่งลึกซึ้ง ถ้าอธิบายจะซับซ้อนมากเดิมฉันอยากทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น แต่เพราะเธอไม่ยอมร่วมมือทำให้เรื่องวุ่นวายยิ่งขึ้น ถ้าเธอยากฟัง ให้ฆ่าเขาก่อน จากนั้นเรานั่งลงค่อยๆคุยกัน เป็นไง”

            สุดท้ายแล้วหล่อนยังคิดหาทางล่อให้ผมฆ่าคนไม่มีความจริงใจต่อผมเลย

            “เอาเถอะ ผมจะไปแล้วแผนของคุณล้ำลึกเกินไป ผมเล่นไม่ไหว” ผมถอยหลังช้าๆ เพ่งสมาธิเต็มที่เกรงว่าเธอจะใช้วิธีแปลกๆ

            ขณะที่ผมถอยนั้นเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับจินซูผีญี่ปุ่นคนนั้น ถ้าซังชิงหงไม่ปรากฏตัวออกมาขัดขวางทั้งผมและจินซูจะออกไปจากศาลเจ้าได้อย่างปลอดภัย ทำให้แผนของหล่อนล้มเหลว

            ลมหมุนที่พัดกองดินปลิวว่อนพัดโหมขึ้นอีกครั้งลมหมุนพัดอย่างรวดเร็วไปทางด้านหลังของจินซู ราวกับมังกรสีเทาตัวมหึมา

            ผมสังเกตเห็นว่าสองแขนของจินซูไม่ได้ห้อยลงข้างลำตัวแต่ไขว้กันบนอก มือซ้ายสอดใต้รักแร้ขวา มือขวาสอดใต้รักแร้ซ้าย

            เห็นได้ชัดว่าท่าแบบนี้แสดงว่าเขาซ่อนปืนสั้นไว้ที่ใต้รักแร้พร้อมที่จะชักออกมาฆ่าคนได้ทุกเมื่อ

            มังกรเทาไปถึงด้านหลังจินซูแต่ยังไม่ทันอ้าปากคำราม จินซูก็กระโดดตีลังกากลับหลังศีรษะอยู่ข้างล่างเท้าอยู่ข้างบน ข้ามมังกรเทา ตกลงไปบนหลังของมังกร

            มังกรเทาเปลี่ยนรูปอย่างรวดเร็วลำตัวยืดยาวออก พันรอบตัวจินซูเป็นชั้นๆ

             

            ศาลเจ้ามีความสูงราวเจ็ดเมตรจินซูถูกมังกรเทาโจมตีสองระลอก ร่างถูกยกสูงขึ้นไปจนข้ามขื่อกลางกระทั่งไปถึงเพดาน

            มังกรเทาไล่ตามอย่างไม่ลดละระหว่างที่เหาะขึ้นไป ได้ม้วนตัวพันขื่อสามรอบ กำลังจะพุ่งใส่แผ่นหลังของจินซูแล้ว

            เป็นไปตามที่ผมคาดเดา ใต้รักแร้จินซูซ่อนปืนสั้นไว้ขณะที่เขาลอยตัวขึ้นไปถึงจุดสูงสุด มองจากบนลงล่างก็ชักปืนออกมายิงด้วยความโกรธแค้น

            ปืนทั้งสองกระบอกติดเครื่องเก็บเสียงดังนั้นในสถานที่ปิดมิดชิดนี้เสียงปืนจึงไม่น่าตกใจ

            ชายชุดยาวสีเทาเป็นคนควบคุมมังกรเทาผมไม่ฆ่าจินซู ซังชิงหงก็ไม่ฆ่าจินซู สุดท้ายเขาจึงต้องลงมือเอง

            จินซูเคลื่อนไหวฉับไวมากยิงต่อเนื่องกันจนกระสุนหมด ร่างเขาพุ่งไปข้างหน้า มุดผ่านไม้แปที่ถี่แน่นบนขื่อ

            เขาลืมว่ายังมีซังชิงหงอยู่ด้วย นี่จึงจะอันตรายถึงชีวิต

            รังสีดาบสีน้ำเงินวาบขึ้นตามมาด้วยเลือดสาดกระเซ็นในอากาศราวกับสายฝนร่างของจินซูถูกฟันที่เอวขาดออกเป็นสองท่อน ร่วงตกลงบนพื้น

            ผมนึกขึ้นได้ทันที ชื่อซังชิงหงของหล่อนใช้ชิง (สีน้ำเงิน) กับ หง (สีแดง) มาตั้งชื่อ น่าจะตรงกับความหมายที่ว่าดาบสีน้ำเงินฟันลงไปกลายเป็นดาบสีแดง

            ฝุ่นร่วงลงมา มังกรเทาย่อมหายไปด้วย

            ชายชุดยาวสีเทานั่งคร่อมบนขื่อทรวงอกกระเพื่อม สีหน้าอ่อนล้า

            “จบลงแบบนี้ดีแล้ว” เขาพูด

            ผมมองขึ้นไปข้างบน ไม่พูดอะไรแต่ในใจชื่นชมนับถือเขาเต็มที่

            “นี่ไม่ใช่จุดจบที่ดีที่สุด”ซังชิงหงพูดแย้งทันที

            “โลกนี้เดิมไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจุดจบที่ดีหรือจุดจบที่ไม่ดีก็เหมือนชีวิตเดิมทีไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอายุยืนหรืออายุสั้น ทุกอย่างขึ้นกับดวงชะตาเรื่องที่ชะตาชีวิตกำหนด จะเปลี่ยนได้ง่ายๆ งั้นหรือ” น้ำเสียงเขาแฝงด้วยความหดหู่

            ซังชิงหงพูดโต้แย้งเสียงดังกว่า“ชะตาชีวิตกำหนดรึ เราในฐานะผู้สืบทอดในนรลักษณ์ศาสตร์สิ่งที่แสวงหาชั่วชีวิตไม่ใช่การฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาหรือบนโลกนี้ถ้าเราไม่อาจต่อต้านชะตาชีวิต ในห้าแขนงไสยเวท ไม่ว่าวิชาเซียน วิชาแพทย์โหราศาสตร์ นรลักษณ์ศาสตร์และวิชาเสี่ยงทายยังจะมีใครทำได้”

            ผมแหงนมองขึ้นไป สีหน้าของชายชุดยาวสีเทาทั้งเศร้าหมองทั้งจนปัญญา

            “ฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาคือขอบเขตสูงสุดของไสยเวทก่อนอื่นคุณจะต้องมองชะตาชีวิตของตัวเองให้ทะลุปรุโปร่ง ถัดจากนั้นจึงจะสามารถแก้ไขความทุกข์ยากได้เปลี่ยนแปลงวงจรชีวิต แล้วฝืนหลุดรอดหนีออกจากช่องความทุกข์ยากแต่ผมคิดตลอดมาว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นสุดยอดในแวดวงไสยเวทต่อให้เขาเชี่ยวชาญวิชาการเปลี่ยนชะตาต่อให้เขาเคยเปลี่ยนแปลงชะตาให้ตัวเองและผู้อื่นสำเร็จจะรู้ได้ยังไงว่าการกระทำของเขาเป็นส่วนหนึ่งในชะตาชีวิตเขาอยู่แล้ว หารู้ไม่ว่าท่านตงโพเคยกล่าวไว้แล้วว่าไม่รู้โฉมหน้าเขาหลูซานมาพบพานพิศดูจึงรู้จริง” ชายชุดยาวสีเทาไม่เห็นด้วยกับคำพูดของซังชิงหง แต่เขาพยายามอธิบายไม่อยากชี้ความผิดของหล่อนออกมาตรงๆ

            น้ำเสียงแบบนี้ของเขาเป็นการยืนยันความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของคนทั้งสอง

            ซูตงโพเคยเขียนกลอนสองวรรคนั้นจริงความหมายในเชิงปรัชญาก็คือคนในเหตุการณ์มักสับสน คนนอกเห็นชัดเจน

            “การเปลี่ยนชะตาก็เป็นส่วนหนึ่งของชะตาชีวิต”คำพูดประโยคนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้อีกครั้ง จนเข้าใจแจ่มแจ้ง

            ปู่เคยบอกว่าปู่จะค่อยๆฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาให้ผม เพื่อให้ผมอยู่อย่างสงบสุขชั่วชีวิต

            ปู่ไม่ได้บอกว่ากระบวนการการเปลี่ยนชะตานั้นเป็นจากความฉลาดเป็นโง่เขลาหรือจากความโง่เขลาเป็นฉลาด แต่ผมสามารถนึกได้ว่าต้องเป็นแบบแรกแน่นอน

            ความปรารถนาของปู่คือความต้องการเปลี่ยนให้ผมเป็นคนธรรมดาไม่เข้ามาอยู่ในการต่อสู้ของวงนักเลง และไม่เข้ามาในโลกแห่งนรลักษณ์ศาสตร์และไสยเวท

            ถ้าเป็นเช่นนั้นชีวิตจะสงบดุจน้ำไม่วุ่นวายกับโลก มีชีวิตไปถึงร้อยปี

             

            การมีชีวิตอย่างคนธรรมดาเป็นความสุขอย่างหนึ่งเมื่อมองดูประวัติศาสตร์จะพบว่าคนธรรมดาจำนวนมากรักษาชีวิตไว้ได้ในยามที่บ้านเมืองวุ่นวายขณะที่ผู้ที่ได้ชื่อวีรบุรุษเหนือคนกลับล้มตายลงบนเส้นทางอันรุ่งโรจน์ไปสู่ความสำเร็จชีวิตวีรบุรุษช่างน่าเชิดชู ชะตาชีวิตของพวกเขาช่างน่าตื่นเต้นถ้าไม่ระวังตัวก็อาจจะตกจากยอดสูงที่เต็มไปด้วยสีสันลงมาสู่หุบเหวแห่งความพ่ายแพ้

            ปู่ทุ่มเทใช้ความคิดเพื่อผมแต่ผมชอบชีวิตที่ท่านวางไว้ให้หรือ คำตอบคือไม่

            ถ้าเป็นผู้ชายล้วนแต่อยากเป็นยอดวีรบุรุษแห่งยุค

            ก็เหมือนคำกล่าวที่ผมมักใช้กระตุ้นตัวเองที่ว่า“วีรบุรุษเปลี่ยนแปลงโลก คนธรรมดาถูกโลกเปลี่ยนแปลง”

            ขอเพียงมีความเป็นไปได้ผมต้องเดินไปบนเส้นทางของวีรบุรุษ หนีห่างจากชีวิตแบบสามัญชน

            “ถ้าคิดอย่างคุณคนก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชะตาชีวิตแล้ว คนแบบเรายังจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่อีกหรือ สมมติทุกคนบนโลกยอมรับชะตาที่ฟ้ากำหนดใช้ชีวิตอย่างยอมรับกับโชคชะตาที่ทุกข์ยาก ใช้ชีวิตไปวันๆ แบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินแล้วทั้งห้าแขนงวิชาของไสยเวทคือวิชาเซียน วิชาแพทย์ โหราศาสตร์นรลักษณ์ศาสตร์และวิชาเสี่ยงทายจะเกิดขึ้นเพื่ออะไร” ซังชิงหงยังไม่ยอมแพ้

            “ช่างเถอะ เขาเป็นตัวแทนของผมไม่ได้ เลิกเสียเถอะ”ชายชุดยาวสีเทาพูด

            “ไม่ ฉันไม่ยอมเลิก ฉันจะทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อทำเรื่องหนึ่งเพื่อคุณทำเรื่องนี้เท่านั้น” น้ำเสียงซังชิงหงตื่นเต้นขึ้น

            “คุณจะลำบากฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาไปเพื่ออะไร”ชายชุดยาวสีเทาถาม

            “เพื่อคุณ ต่อให้ต้องทำอย่างฝืนฟ้าฉันก็จะลองดู” ซังชิงหงตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

            ชายชุดยาวสีเทาถอนหายใจยาวเลิกโต้แย้งแล้ว ไม่พูดอะไรอีก

            ผมแหงนมองขึ้นไป แสงสว่างในศาลเจ้าใหญ่เริ่มสลัวลงเงาร่างของชายชุดยาวสีเทาค่อยๆ กลมกลืนไปในความมืด

            “ว่าไงครับ พวกคุณยังอยู่ไหม”ผมอดตะโกนถามไม่ได้

            ไม่มีใครตอบผมซังชิงหงไม่มีความเคลื่อนไหวแล้ว ในศาลเจ้าใหญ่แห่งนี้เหลือเพียงผมกับซากศพของจินซูตอนที่ผีญี่ปุ่นผู้นี้ถูกฆ่านั้นเลือดสาดกระจายไปบนพื้นเป็นบริเวณกว้างคราบเลือดกระเซ็นไปทั่ว ดูน่ากลัว

            ผมเข้าใจแล้ว นี่คือความโหดร้ายของสงครามไม่ใช่ผมฆ่าคุณก็เป็นคุณฆ่าผม สองฝ่ายต้องทุ่มเทสุดกำลังหวังเพียงว่าเมื่อเผชิญกับศัตรูจะมีชีวิตรอดได้

            จากความหมายในแง่นี้แล้ว ไม่ว่าทหารชาวบ้าน แม่ทัพหรือจอมพลล้วนแต่ถูกผู้ปกครองมัดไว้บนรถศึกที่ไฟลุกโชนถึงจะกู่ร้องว่าเพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชาติ แต่ที่จริงทำสงครามเพื่ออะไรไม่มีใครรู้ชัด

            ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าคนที่เข้าร่วมในสงครามล้วนแต่น่าเศร้าเพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องสังเวยให้กับการเมืองของชาติ

            เสียงกระแทกประตูหายไปแล้วเมื่อจินซูตายแล้ว คนของเขาย่อมพบจุดจบที่เลวร้าย

            ด้วยวิธีสังหารคนของชายชุดยาวสีเทาและซังชิงหงเมื่อบุกเข้าไปในกลุ่มโจรญี่ปุ่นการสังหารข้าศึกคราวละร้อยคราวละพันไม่ใช่เรื่องยากเลย

            “พวกเขาสู้รบเพื่อประเทศชาติ แล้วผมล่ะผมอยู่ที่นี่ จริงๆ แล้วต่อสู้เพื่อใครหรือ” ผมถามตัวเองด้วยความสับสน

            เมื่อครู่ผมเคยสู้เพื่อบรรพชนสกุลเซี่ยเข้าร่วมในการต่อสู้ เผชิญหน้ากับข้าศึกที่เข้มแข็ง สุดท้ายจึงพบว่าทั้งหมดเป็นแผนของซังชิงหง

            “แผนแกล้งทำร้ายตัวเอง จิวยี่โบยตีอุยกายฝ่ายหนึ่งยินดีโบยตี อีกฝ่ายยอมให้โบยตี”ผมนึกถึงคำสนทนาช่วงแรกระหว่างชายชุดยาวสีเทากับจินซู

            ครั้งนี้เขาใช้แผนแกล้งทำร้ายตัวเองเรือฟางยืมลูกธนู เผาผาแดง ล้วนเป็นผลงานที่โดดเด่นชั่วชีวิตของขงเบ้ง

            “แผนแกล้งทำร้ายตัวเองและแผนใช้ตัวปลอม”ผมยิ้มเจื่อนๆ พบว่าตัวเองตกอยู่ในแผนอันชาญฉลาดของผู้อื่น

            ในแผนนี้ผมคืออุยกายที่ยอมถูกลงโทษเพื่อแกล้งยอมจำนนคือคนที่ถูกโบยตีในแผนการนี้

            ดีว่าผมรู้ตัวทัน แล้วปล่อยจินซูไป ไม่เช่นนั้นผมคงจะได้ชื่อว่ายอมถูกโบยตีแล้วแกล้งยอมจำนนอย่างแน่นอน

            คิดดูแล้วที่ซังชิงหงต้องการก็คือตัวแทนในการฆ่าคน

            คำว่าตัวแทนในทั้งห้าแขนงวิชาของไสยเวทคือวิชาเซียนวิชาแพทย์ โหราศาสตร์นรลักษณ์ศาสตร์และวิชาเสี่ยงทายกลับมีความหมายที่พิเศษลึกซึ้ง ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในหมู่หมอผีอย่างป้ากวนไม่ว่าจะเป็นการส่งตัวแทนเปลี่ยนตัวแทนหรือเผาตัวแทนในพิธีกรรมและการปฏิบัติแบบกึ่งเทพกึ่งผีและกึ่งหมอผีในนี้เป็นการทำตามพิธีกรรมและแบบแผนที่ค่อนข้างซับซ้อนไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ

            พอผมเข้าใจจุดนี้ผมก็เหงื่อซึมทั่วตัวทันที

            ตัวแทนโดยทั่วไปนั้นจะเป็นคนที่ทำขึ้นจากกระดาษหลังจากประกอบพิธีเสร็จจะถูกโยนเข้าไปในกองไฟอาศัยการเผาไหม้ส่งมันไปยังอีกโลกหนึ่ง

            ถ้าหากผมกลายเป็นตัวแทนของใครบางคนที่ซังชิงหงกำหนดไว้ผลจะเป็นอย่างไร เกรงว่าจะน่าอนาถยิ่งกว่าคนที่ทำจากกระดาษ

             

            ถ้าเช่นนั้นต่อจากนี้อะไรที่รอผมอยู่

            “กลับไปเถอะ”เสียงของซังชิงหงดังแว่วมาแต่ไกล “ทุกคนเหนื่อยล้าแล้วไม่อยากเขย่านาวาแห่งชะตาชีวิตแล้ว” เสียงหล่อนฟังดูเหนื่อยล้าจริงทำให้ผมมั่นใจว่าหล่อนยอมเชื่อตามที่ชายชุดยาวสีเทาบอกแล้ว เลิกวุ่นวายกับผมอย่างสิ้นเชิง

            ผมค้อมคำนับไปทางต้นเสียงจากนั้นจึงหันหลังเดินกลับไป

            เมื่อใกล้ถึงประตูผ่านไปยังบ้านป้ากวน ผมก้าวยาวขึ้นขณะเดียวกันในใจคาดหวังว่าเมื่อข้ามธรณีประตูนั่นแล้ว จะหลุดออกจากภาพมายาต่างๆในศาลเจ้าใหญ่ กลับคืนสู่โลกปกติ

             

            ม่านประตูของบ้านเก่าห้อยนิ่งลงมา ผมไม่มีเวลาจะเลิกผ้าม่านขึ้นชนเข้าไปตรงๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ถ้าหากปกติ ผมต้องเห็นป้ากวน เห็นยันต์เลือดที่แกทิ้งไว้รวมทั้ง“ตัวผม” อีกคนที่อยู่ในยันต์ แต่น่าเสียดายที่นั่นเป็นเพียงความปรารถนาของผม พอเข้ามาในห้องอีกครั้งทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

            ในห้องมีโต๊ะ เก้าอี้ ตะเกียงชั้นวางหนังสือ ชั้นวางอาวุธ แผนที่ กระจกปากั้วและถาดทราย ทั้งหมดล้วนแปลกตาไม่เหมือนของในบ้านป้ากวนแม้แต่น้อย พูดอีกอย่างก็คือผมเข้ามาในอีกห้องหนึ่งเหมือนตอนที่จากบ้านของป้ากวนเข้ามาในศาลเจ้าใหญ่ มีเพียงประตูบานหนึ่งกั้นไว้แต่กลับเป็นสองโลกที่ต่างกัน

            โต๊ะเป็นโต๊ะแปดเซียนแบบเก่าตะเกียงเป็นตะเกียงแขวนที่ไส้เป็นด้าย แผนที่เป็นแผนที่แม่น้ำเหลืองคดเคี้ยวที่เก่าจนเหลืองส่วนคนที่ยืนกอดอกนิ่งเงียบอยู่หน้าโต๊ะคือชายชุดยาวสีเทาที่เคยเจอครั้งหนึ่งแล้ว

            แผนที่วางกางอยู่บนโต๊ะกระจกปากั้วแขวนอยู่บนขื่อ อยู่ตรงกับแผนที่

            สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในห้องคือดาบหัวผีเล่มหนึ่งบนชั้นวางอาวุธด้านขวาของโต๊ะดาบยาวสามศอกครึ่ง กว้างครึ่งศอก ผ้าแพรสีแดงที่ปลายด้ามดาบกลายเป็นสีดำเข้มเพราะกาลเวลาและถูกย้อมด้วยเลือด

            ดาบหัวผีเป็นอาวุธเฉพาะของเพชฌฆาตในยุคสมัยที่ยังใช้อาวุธต่อสู้ประชิดตัวนั้น ดาบแบบนี้เป็นตัวแทนของความโหดร้ายยกเว้นคนที่เวลาตกฟากมี “ตราประทับหัวผี” แล้วไม่มีใครกล้าใช้ดาบแบบนี้เด็ดขาดดาบอยู่ที่นี่ ชายชุดยาวสีเทาก็อยู่ที่นี่ เป็นการแสดงว่าเขาคือเจ้าของดาบเล่มนี้

            ผมเดินเข้ามาในห้องก้าวหนึ่งแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะถอยกลับไป ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่นั่น

            ชายชุดยาวสีเท้าใช้นิ้วชี้กวาดช้าๆไปบนแผนที่

            “นี่คือแม่น้ำเหลือง มารดาแห่งประชาชาติจีน”เขาพูด

            เสียงเขาอ่อนโยน ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายต่างกับเสียงของซังชิงหงอย่างสิ้นเชิง

            “ในประวัติศาสตร์เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เผ่าต่างชาติข้ามแม่น้ำเหลืองทำให้ชาวจงหยวนปวดร้าวที่สุดเกิดขึ้นในสมัยซ่งเหนือเธอรู้ไหม” เขาถาม

            ผมย่อมรู้ ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือพวกจินรุกรานภาคใต้บุกยึดเมืองหลวงของซ่งเหนือได้ จับฮ่องเต้เก่าและใหม่ทั้งสองพระองค์เป็นเชลยก่อให้เกิดเหตุการณ์จิ้งคังอันน่าอับอายสั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดิน ทำให้ราชวงศ์ซ่งเหนือของราชตระกูลจ้าวที่เน่าเฟะอ่อนแอล่มสลายลงทันทีขณะนั้นฮ่องเต้ซ่งเหนือที่ไม่มีความรู้ด้านการทหารแม้แต่น้อยทรงเชื่อว่าแม่น้ำเหลืองจะสามารถป้องกันม้าศึกของชนเผ่าเร่ร่อนได้คิดว่าเมื่อมีปราการธรรมชาติก็สามารถหาความสำราญ แต่งโคลงกลอนในวังได้ถึงขั้นที่ทรงสร้างตัวอักษรแบบ “โส้วจินถี่” ที่แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดล่มสลายลงไปพร้อมกับที่เมืองถูกยึดครองจากเจ้าแผ่นดินที่สูงส่งกลายเป็นเชลยในดินแดนตอนเหนือ

            ตำราประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเหตุการณ์จิ้งคังอันน่าอับอายหรือที่เรียกว่าความวุ่นวายจิ้งคังภัยพิบัติจิ้งคังหรือความหายนะจิ้งคัง เกิดขึ้นในรัชสมัยจิ้งคังแห่งฮ่องเต้ซ่งชินจงจึงได้ชื่อดังกล่าวช่วงเวลาที่แน่นอนคือระหวางปีค.ศ. 1126-1127 เมื่อเดือนสี่ รัชศกจิ้งคังปีที่สองทัพจินบุกยึดตงจิงเมืองหลวงของซ่งเหนือได้ หลังจากฆ่าฟันและปล้นชิงแล้ว ได้จับสองฮ่องเต้พ่อลูกคือซ่งฮุยจงและซ่งชินจงเป็นเชลยรวมทั้งราชตระกูลจ้าว สนมนางในและชนชั้นสูงรวมสามพันกว่าคนส่งไปยังจินก๊ก (ประเทศจิน)ทางเหนือ

            ความอับอายจิ้งคังก่อให้เกิดการล่มสลายของราชวงศ์ซ่งเหนือกลายเป็นความน่าอับอายที่เจ็บปวดทรมานที่สุดของชาวฮั่นตอนนั้น ต่อมาเย่ว์เฟย(งักฮุย) แม่ทัพซ่งใต้ที่มีชื่อเสียงเขียนไว้ในบทกวีชื่อ “แดงทั่วแม่น้ำ” “ซ่งเหนือล่มสลายความอับอายนั้นยิ่งใหญ่ ความคับแค้นในใจ เมื่อใดฤาจักดับสูญ” เป็นถ้อยคำที่สืบทอดต่อมา

            ความอับอายจิ้งคังคือความทรงจำอันเจ็บปวดของชาวฮั่นในประวัติศาสตร์ยุคโบราณเมื่อมองย้อนถึงประวัติศาสตร์ยุคใกล้ เหตุการณ์นองเลือดที่นานกิงไม่ใช่ความอับอายจิ้งคังของคนในชาติอีกครั้งหรือ

            “มาตรงนี้เถอะ”ชายชุดยาวสีเทายืนอยู่ใต้ตะเกียง กวักมือเรียกผม

            ผมก้าวยาวๆ ไปอย่างไม่ลังเลเพราะเขาไม่ใช่ซังชิงหง เขาไม่ทำร้ายผมแน่นอน

            “แม่น้ำเหลืองคือสายน้ำมารดร ขอเพียงเป็นชาวจีนที่รักชาติไม่มีใครอยากเห็นสายน้ำมารดรที่ให้กำเนิดประชาชาติจีนถูกแปดเปื้อน เธอล่ะเธอยอมไหม” เขามองหน้าผม แล้วถามเบาๆ

             

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน