ตำนานแห่งซีน : บันทึกเก้าจันทรา (ตีพิมพ์ สนพ. อาเธน่า)

    บทที่ 1 : ลูนาร์ โรสเซท (3/8)

     “หมอนี่มีวิธีจัดการเทพปีศาจจริงๆ ด้วย” เอ็ดวานไม่อยากเชื่อสายตาว่าลำพังชายปริศนาผู้นี้กับกองทัพเดวัลกลจะสามารถสยบฝันร้ายนี้ได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่เขาเคยได้ยินมาว่าในอดีตกว่าจะผนึกเทพปีศาจได้แต่ละตนก็ต้องสูญเสียผู้คนจำนวนมหาศาล อีกทั้งต้องเสียสละสายเลือดเทพหลายต่อหลายคนอีกด้วย
    “ระดับนี้แล้ว” โซลาร์ไม่ตอบอะไรมากนอกจากการเยินยอตัวเอง เห็นแล้วน่าหมั่นไส้นัก “อันที่จริงยังไม่เสร็จหรอกนะ ขั้นตอนสุดท้ายกำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก”
    พูดจบก็พยักเพยิดให้ดูที่ร่างที่แข็งเป็นหินของเทพปีศาจ จักรกลส่วนหนึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน พวกมันแต่ละตัวเชื่อมข้อต่อกับตัวอื่นๆ และประกอบร่างเข้าด้วยกันจนกลายเป็นจักรกลขนาดยักษ์ จากนั้นพวกมันก็เข้าไปยึดร่างที่เป็นหินของเดสคารินกาไว้แน่นก่อนจะยกขึ้น พร้อมกับที่ตัวมันเองก็ลอยเหนือพื้นอย่างช้าๆ ด้วยพลังงานที่ส่งมาจากเดวัลกลทุกตัว
    “เป็นครั้งแรกที่ข้าลองทำอะไรแบบนี้เลยนะเนี่ย” เจ้าของเดวัลกลมองผลงานของตัวเองที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นเขาพึมพำร่ายคาถาบางอย่างพลางรวบรวมพลังไว้ที่ปลายหมัดข้างขวา ก่อนจะต่อยเต็มแรงโดยมีเป้าหมายเป็นจักรกลบนฟ้า
    พลังหลากสีสันถูกซัดขึ้นไปกระทบถูกจักรกลนั้นและแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับผลักให้มันพุ่งขึ้นเหนือหมู่เมฆอย่างรวดเร็ว
    พวกเขามองภาพนั้นแล้วคิดว่ามันช่างเหมือนกับดาวตกที่ไม่ได้พุ่งลงพื้น แต่พุ่งขึ้นบนท้องฟ้าแทน เศษโลหะปลิวร่วงลงมาสะท้อนกับประกายแสงเวทมนตร์ดูราวกับเกล็ดดวงดาวแพรวพราว จักรกลพุ่งสูงขึ้นๆ กระทั่งเห็นเป็นวัตถุทรงกลมลอยอยู่บนฟ้า
    “สวยจัง” ฮาจามองภาพนั้นแล้วอดที่จะชื่นชมออกมาไม่ได้ “ท่านส่งเทพปีศาจไปไหนเหรอคะ”
    “ไปยังสถานที่ไกลแสนไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะเอื้อมถึง” โซลาร์ตอบ เขาเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันไกลขนาดไหน รู้เพียงแค่ว่ามันอยู่เหนือท้องฟ้าขึ้นไปอีก อาจจะอยู่ในสถานที่เดียวกับที่ดวงดาวและดวงจันทร์ตั้งอยู่
    เอ็ดวานไม่ได้รู้สึกชื่นชมเหมือนสหายของตน เขาตวัดสายตามามองบุคคลที่มองมุมไหนก็ไม่น่าไว้ใจสักนิด
    “เจ้าเป็นใครกันแน่” เอ็ดวานถามพลางมองหน้าโซลาร์นิ่งราวกับต้องการค้นหาความจริง
    “ข้าก็เป็นข้า”
    โซลาร์ตอบสั้นง่ายได้ใจความ แต่มันช่างเป็นคำตอบที่ฟังดูกวนประสาทเหลือเกิน
    “...”
    เอ็ดวานไม่ต้องคิดก็รู้ว่าอีกฝ่ายพยายามบ่ายเบี่ยง เขาคงไม่สามารถคาดคั้นอะไรได้นอกจากจะยอมรับความจริงที่ว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดา
    เมื่อจบเรื่อง โซลาร์ก็เล่าว่าตนเองอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อหาวัตถุดิบในการตีอาวุธ เขาสามารถเดินไปไหนมาไหนได้โดยที่ไม่มีอมนุษย์ตนใดกล้าเข้ามาขวาง แม้แต่เจ้าของปราสาทอย่างกราโดก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะไม่เคยเห็นฝีมือการต่อสู้ของเขา แต่ทั้งกองทัพจักรกลและวิธีการจัดการเทพปีศาจได้ด้วยตัวคนเดียวก็ทำให้เอ็ดวานสามารถยืนยันได้ว่าคนคนนี้เก่งแค่ไหน
    “ข้าอยากขอร้องให้ท่านช่วยเดินทางปราบเทพปีศาจกับพวกข้า” เอ็ดวานเอ่ยชวนเขา เทพปีศาจนั้นมีทั้งหมดแปดตน เดสคารินกาเป็นแค่หนึ่งในนั้น ยังมีเทพปีศาจที่ร้ายกาจไม่แตกต่างหรืออาจจะเหนือกว่าเดสคารินกาอีกก็เป็นได้ เอ็ดวานจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากไม่มีโซลาร์แล้วจะมีใครที่หยุดพวกมันได้อีก
    ฮาจาเองก็ร่วมขอร้องด้วยอีกคน ไม่ใช่เพียงเพราะเธอเห็นว่าโซลาร์เป็นคนเก่งที่หาได้ยากเท่านั้น แต่เธอรู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างประหลาดไม่แตกต่างจากครั้งแรกที่เธอได้รู้จักกับเอ็ดวานเมื่อหลายปีก่อนเลย
    “มันก็ได้อยู่หรอก” โซลาร์เกาหัวแกรกๆ เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง “แต่มีอยู่สองเรื่องที่พวกเจ้าจะต้องรับรู้ก่อน เรื่องแรกข้าเองก็มีภารกิจที่ต้องสะสาง”
    เอ็ดวานทำท่าจะถามต่อ แต่โซลาร์ขัดขึ้นมาก่อน
    “ภารกิจที่ข้าต้องทำคืออะไรน่ะเอาไว้ก่อนเถอะ ว่าแต่พวกเจ้ารู้รึไม่ว่าการจะผนึกเทพปีศาจตนอื่นนั้นเรายังขาดวัตถุดิบที่จำเป็นอีกมาก”
    “วัตถุดิบ” ฮาจาขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง
    “ใช่ และต้องไม่ใช่วัตถุดิบทั่วๆ ไปด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำจากโลหะแห่งเทพ”
    [โลหะแห่งเทพ (God Steel) โลหะผสมที่เกิดจากการนำโลหะหายากสองชนิดมาหลอมรวมกันด้วยกรรมวิธีพิเศษ ในประวัติศาสตร์มีคนเพียงหยิบมือเดียวที่สามารถหลอมโลหะชนิดนี้ได้]
    โลหะแห่งเทพที่โซลาร์พูดถึงคือวัตถุดิบขั้นสุดยอดที่หาได้ยากยิ่ง ว่ากันว่าเหล่าอาวุธในตำนานที่เคยสร้างชื่อในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของโลหะนี้ทั้งสิ้น
    “ข้าก็ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน ทำไมเราต้องผนึกวิญญาณเทพปีศาจไว้ในดาบด้วย แถมยังต้องทำเรื่องยุ่งยากอย่างการนำร่างที่กลายเป็นหินแล้วไปผนึกบนท้องฟ้าอีก”
    “อยู่บนนั้นจะได้ไม่มีใครไปยุ่งกับมันยังไงล่ะ ทุกครั้งที่มีใครพยายามทำอะไรพิเรนทร์กับร่างเทพปีศาจ ผนึกก็จะเสื่อมลง” โซลาร์อธิบายพร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตหลายต่อหลายครั้งที่เทพปีศาจตื่นก่อนเวลาที่คาดการณ์เอาไว้เพราะถูกรบกวน เช่นเหตุการณ์ที่เทพปีศาจอัลกีโรอาตื่นขึ้นก่อนเวลาเพราะสงครามระหว่างสองประเทศ
    “แล้วดาบล่ะ ทำไมต้องผนึกวิญญาณลงในดาบ เป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอ” เอ็ดวานตั้งข้อสงสัยไม่หยุด โซลาร์เริ่มรำคาญที่เขายังคงจับผิดไม่เลิก แต่ก็ยังยอมอธิบายต่อโดยพยายามอธิบายให้ง่ายที่สุด
    “ข้าสร้างอาวุธขึ้นมาผนึกเพื่อให้ผู้ใช้อาวุธเผาผลาญพลังของเทพปีศาจขณะที่ใช้มัน ตราบใดที่ยังมีผู้ใช้มันอยู่เรื่อยๆ วิญญาณของเทพปีศาจก็จะไม่มีพลังพอที่จะเอาชนะผนึกของดาบได้”
    ฮาจาเมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ก็ดวงตาเป็นประกาย เธอเคยคิดง่ายๆ ว่าผนึกเทพปีศาจไว้ได้เพียงชั่วคราวก็น่าจะมากพอแล้ว แต่เขาคนนี้กลับหาทางที่จะผนึกมันไว้ได้ถาวร อย่างน้อยก็ตราบเท่าที่ดาบที่สร้างขึ้นยังไม่ถูกทำลาย
    “เข้าใจรึยังว่าทำไมถึงต้องใช้โลหะระดับนั้น ทั่วทั้งโลกตอนนี้นอกจากข้าและ...เอ่อ เอาเป็นว่าไม่น่ามีใครรู้วิธีที่จะหลอมโลหะชนิดนี้อีก ดาบจันทราเดสคารินกาเล่มนี้ไม่มีทางถูกทำลาย หรือก็คือผนึกนี้จะไม่มีวันคลายยังไงล่ะ” โซลาร์ตั้งชื่อผลงานใหม่เสร็จสรรพ ทั้งยังมองมันอย่างชื่นชมราวกับลืมไปแล้วว่าวิญญาณน่าสยดสยองที่ถูกกักขังในดาบเล่มนั้นคือเทพปีศาจ
    ยังมีเรื่องที่เอ็ดวานสงสัยอยู่อีกมาก แต่ก็เลือกที่จะมองข้ามไปเพราะไม่อยากที่จะไล่ต้อนอีกฝ่ายมากไปกว่านี้ จะดีจะร้ายอย่างไรโซลาร์ผู้นี้ก็เป็นผู้หยุดยั้งแผนการของซอมบี้ลอร์ด และยังเป็นผู้ปิดผนึกเดสคารินกา เขาคือวีรบุรุษ นั่นคือความจริงที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้
    หลังจากฝังศพและทำป้ายสุสานให้กับพรรคพวกของเอ็ดวานและฮาจา โซลาร์ก็พาทั้งสองย้อนกลับเส้นทางเดิมที่เกือบจะถูกปิดไปแล้วเพราะปราสาทที่พังทลายไม่เหลือซาก ทั้งสามมุ่งสู่ห้องขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงมาจากพื้นที่ของเขาวงกต ที่นั่นคือสถานที่ที่โซลาร์ยึดมาทำเป็นที่พักอาศัยและใช้เป็นห้องผลิตอาวุธนั่นเอง เอ็ดวานและฮาจาไม่อยากจะเชื่อสายตาเพราะที่นี่ค่อนข้างโอ่โถง สะอาดสะอ้าน อีกทั้งอุปกรณ์หลายอย่างดูใหม่และทันสมัยไม่เข้ากับพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของเขาวงกตเลย
    ในทีแรกเอ็ดวานคิดว่าอีกฝ่ายคงจะกลับมาเพื่อเก็บข้าวของที่จำเป็นสำหรับใช้ในการเดินทาง แต่เขาคาดผิด
    โซลาร์กวาดตามองอาวุธและเครื่องป้องกันของพวกเอ็ดวานแล้วก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
    “พวกเจ้าบอกว่าได้รับการสนับสนุนทั้งทุนและอาวุธยุทโธปกรณ์จากหลายๆ ประเทศสินะ แล้วอาวุธห่วยๆ กับเครื่องป้องกันที่ไร้ประโยชน์นั่นมันคืออะไรกัน” ชายที่เพิ่งรู้จักกันวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีการรักษาน้ำใจแม้แต่น้อย

    นิยายแนะนำ