บทที่ 2 คิดให้ดี
“ที่นี่....ที่ไหน”
“ทำไมมันมืดจัง” จื่อห่าวพยายามมองไปรอบๆตัวเขาที่มืดสนิท พลางกวาดมือไปมาหา
กึก กึก
จื่อห่าวกวาดมือไปโดนอะไรบางอย่างและเหมือนจะทำมันตกลงพื้นเขาจึงกวาดแขนไปมาอีกรอบ ด้วยสิ่งนี้ทำให้รู้ได้ทันทีว่าที่ ๆเขาอยู่มันไม่ได้ว่างเปล่า และเขารู้แน่นอนว่าที่นี่ไม่ใช่ทั้ง์หรือนรกแต่ยังเป็บนโลก
“แดนบุญและแดนกรรมจะส่องสว่างเสมอเพื่อให้คนมีบุญได้เห็นบุญ ให้คนมีกรรมได้เห็นกรรม” จื่อห่าวนึกถึงคำพูดของอาจารย์เขาขึ้นมาทันที
โลกหลังความตายนั้นไม่ว่าจะอะไรก็ต่างต้องรับผลที่ตนเองทำไม่ว่าจะผลดีหรือผลเลวเพราะฉะนั้น์จึงได้ทำให้ทุกคนได้เห็นตนเองว่าดีชั่วยังไง
“นี่มัน...” ทันใดนั้นจื่อห่าวก็ได้หยิบบางสิ่งออกมาจากความมืดเขาลูบมันไปมาทำให้รู้ว่ามันมีลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่านิ้วมือโป้งของเขาและเขาก็ได้ลูบไปโดยปุ่มตรงกลางมันโดยบังเอิญ
“กึก” เสียงกดปุ่มดังขึ้น
วิ้ง!
แสงสว่างสาดส่องไปทั่วทำให้รู้ว่าที่ๆเขาอยู่นั้นเป็ห้องที่มีผนังทุกด้านเป็สีดำสนิทห้องหนึ่ง มีความกว้างประมาณ10x10 เมตร
“นี่มันห้องในฝันนั่น!” จื่อห่าวรู้ได้ทันที เพราะห้องนี้คือห้องที่เขาเคยมาในความฝัน
โดยในฝันเขาได้เข้ามาเพื่อทำอะไรบางอย่างจากนั้นเขาก็ได้เปิดห้องออกไปได้
“น่าสนใจดูเหมือนว่าความฝันนั่นจะไม่ฝันธรรมดา” ในฝันเขาได้ทำอะไรหลายอย่างไม่ว่าจะเป็ หนีปู่ ตามหาเ้ามู และสุดท้ายฝันก็จบไปหลังจากไปถึงยอดเขา
“แล้วนี่ข้ายังไม่ตายหรือ?” ด้วยความสงสัยเขาเลยลองอะไรหลายอย่าง เช่น ะโไปมา ปรบมือ วิ่งทำทุกอย่างที่คิดว่าคนเป็ๆเท่านั้นที่ทำได้
แล้วจากนั้นก็ลองทำว่าตัวเองเป็ิญญาเช่น ลองคิดว่าลอยจะลอยได้หรือไม่ หรือลองทะลุกำลังดู แต่ก็ทำไม่ได้
สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปว่าเขายังไม่ตายเพราะรู้สึกถึงกายเนื้ออยู่
แล้วเขาอยู่ที่ไหนกัน
ว่ากันว่า แดน์ แดนบุญแดนกรรม จะเป็โลกของผู้ฝึกตน ผู้คนเหาะเหินเดินอากาศได้และสามารถเป็สิ่งสุดยอดที่เรียกว่าพระเ้าได้นี่คือสิ่งที่อธิบายไว้ทั้ง3แดนอย่างสั้นๆ
เื่ราวเหล่านี้ทุกคนบนโลกต่างรับรู้เพราะมันมักจะถูกกล่าวขานกันมาตลอดอยู่แล้วไม่ว่าจะในรูปแบบนิทาน หรือแม้กระทั่งรูปแบบพระคัมภีร์ทางด้านศาสนา
“ดูเหมือนในเมื่อข้ายังไม่ตายแล้วไอ้ที่ข้าโดนฟันหัวขาดไปนั่นคืออะไร ฝันซ้อนฝันหรือ?”
การฝันซ้อนฝันคือสิ่งที่ทุกคนคงเคยเป็ เช่นบางคนฝันว่าถูกหวยในวันนั้นเขาดีใจจนใช้เงินอย่างสนุกสนานจากนั้นเข้านอนไปตื่นขึ้นมาเขาก็ไปเล่าให้คนอื่นฟังถึงฝันนั้นผ่านไปไม่นานเขาออกไปซื้อของแล้วประสบอุบัติเหตุโดนจนตายแล้วเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา นี่แหละที่เรียกว่าฝันซ้อนฝัน
“โอ้ย...เจ็บเห้อ...แค่นี้ก็ยืนยันได้แล้วว่าไม่ได้ฝัน” เขาหยิกเต็มแรกไปที่แขนขวาเพราะกลัวว่าเขาจะฝันซ้อนฝัน
“ดีมากอย่างน้อยก็ยังมีชีวิตต่อไปหาทางออก” จื่อห่าวยิ้มทันทีเมื่อพูดจบแล้วหันมองไปรอบๆ เพื่อหาทางออก
จื่อห่าวลูบคลำไปทั่วทั้งของสี่เหลี่ยมในมือ และยังเดินวนรอบๆไปหั่วห้องได้สัก5นาทีเขาก็พบอะไรบางอย่างบนกำแพงห้องด้านหนึ่งบนพนังมีตัวอักษรสีขาวตัวเล็กๆเขียนไว้อยู่และต้องมองใกล้ๆเท่านั้นถึงจะมองเห็นได้ บนผนังเขียนว่า
“คนฉลาดย่อมมีทางออกเป็ของตัวเอง”
“โห งี้นี่เอง” เมื่อเขาอ่านจบก็เข้าใจได้ทันทีว่าห้องนี้มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบความฉลาด ทางเดียวจะออกได้ต้องหาปริศนาแล้วไขมันให้ได้
“ก็ยังดีกว่าเป็ห้องขังลืมละนะ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีทางให้ออก”
“ก่อนอื่นต้องตีความก่อน คนฉลาดย่อมมีทางออกเป็ของตัวเอง งั้นหรือ?”
จื่อห่าวมือขวาถือสิ่งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ยังคงส่องแสงสว่างจ้าออกมาไล่ส่องไปตามกำแพงและตกอยู่ในความคิดทันที
“หากตีความให้ละเอียดขึ้นไปอีกก็จะหมายความว่าต้องเป็คนที่มีความรู้เท่านั้นหรือ? ถึงจะหาทางออกได้แล้วจะต้องรู้ถึงขั้นไหน?”
ตามความคิดของจื่อห่าวคนฉลาดก็คือคนที่ใช้ความคิดเป็ ไม่ว่าใครก็ฉลาดได้หากได้รับการสอนแสดงว่าสิ่งที่เขาต้องแก้ปริศนา ไม่้าใช้ไหวพริบ? แต่เป็สิ่งที่คนที่ได้รับการสอนมาแล้วเท่านั้นถึงจะทำได้อย่างเช่น การคิดเลข หากมีสูตรก็ทำได้ และหากสิ่งที่เขาคิดเป็จริง แสดงออกมาได้ 2กรณี 1.การจะแก้ปริศนาต้องใช้ความรู้ที่มีอยู่ 2.ต้องได้รับความรู้นั้นๆเพื่อกลายเป็คนฉลาด
“ในกรณีนี้ ข้ายังเป็คนโง่ที่มีแค่ไหวพริบเลยแก้ปริศนาแบบกรณีที่ 1 ไม่ได้และข้าไม่คิดว่าข้าจะมีความรู้ที่ใช้เปิดห้องนี้ อย่างงั้นข้าอยู่ในกรณีที่2สินะแล้วอะไรคือสิ่งที่ข้าต้องเรียนรู้ วาปหรือ? นี่โลกมนุษย์จะไปมีพลังแบบนั้นได้ยังไงฮ่าๆ?”
จื่อห่าว ไม่ได้มีพลังพิเศษเขาเลยใช้เ้าสิ่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าในมือที่กำลังส่องแสง ส่องและมองหาไปทั่วห้องอีกครั้งเขาวนรอบห้องได้10รอบก็ยังไม่เจออะไรจนทำเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเขายังคิดไม่ออกว่าจะออกยังไงและตอนนี้เขารู้เพียงเื่เดียวก็คือมันต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ในมือเขาแน่นอน
“อย่างน้อยก็พอจะรู้ว่าเ้านี่คือคำใบ้ หรือดีไม่ดีมันก็คือกุญแจเปิดห้อง เอาล่ะค่อยๆคิดก็ได้เพราะดูยังไงคนที่ขังเราไว้ก็ไม่ได้กำหนดเวลาไว้”
คราวนี้เขาไม่ได้ตามหาบางอย่างต่อไปแต่เขากลับนั่งลงและทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ในมือแทนดูไปได้สักพักเขาก็พอจะบอกได้ว่ามันถูกสร้างมาจากผลึก และมีกลไกกดปุ่มเปิดปิด
ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรถึงจะแก้ปริศนาได้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงไม่กำหนดเวลาไว้
จากนั้นเขาก็ได้ลองอะไรอีกหลายอย่างเช่นกดปุ่มเปิดปิดไปมา ปาทิ้ง ทุบให้แตก หรือแม้แต่เลีย ก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้นและด้วยสิ่งนี้ก็พอจะความคิดของคนสร้างได้ว่า สิ่งที่เขาจะต้องหามันไม่อาจจะใช้ความคิดปกติแก้ได้ ต้องเป็สิ่งที่คาดไม่ถึงหรือไม่ก็คนมองข้าม
หรือก็คือคนสร้างจะทำให้แน่ใจว่าเขาจะหาไม่เจอง่ายๆนั้นเอง
และเวลาก็ได้ผ่านพ้นไป10ชั่วโมงโดยที่เขายังคงทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกเช่นเดิมถึงแม้เขาจะคิดว่าต้องทำบางสิ่งที่เหนือสามัญสำนึกแต่ก็ใช่ว่าความคิดเขาจะถูกต้องเพราะฉะนั้นเขาเลยลองอีกหลายอย่างเท่าที่เขาจะคิดได้
“เห้อ...ผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว10ชั่วโมงได้แล้วมั้งแต่ก็ยังหาไม่ได้ หรือว่าเรามีไหวพริบไม่พอหว่า? หรือว่ายังขาดอะไรไป?”
“แต่ว่านะก็ใช่ว่าไม่ได้อะไรเลยมีสิ่งเดียวที่แน่ใจก็คือข้าไม่รู้สึกหิวหรือแม้แต่เหน็ดเหนื่อย” เขารู้สึกราวกับว่าตอนนี้คือ่ที่เขาสมบูรณ์ที่สุดเขาไม่เคยรู้สึกฟิตปั๋งขนาดนี้มาก่อน และเขาคิดว่าต่อให้ไม่นอนหรือวิ่งตลอดทั้งปีเขาก็จะไม่รู้สึกอะไร
เมื่อเขาได้รู้เขามีร่างกายที่ไม่หิวและไม่เหน็ดเหนื่อยเขาก็รู้สึกท้อทันทีเพราะเขารู้ได้ว่า ห้องนี้อาจจะเป็ห้องของผู้มีพลังอะไรสักอย่างแน่นอนไม่งั้นคงจะทำอะไรแบบนี้ไม่ได้
ทันใดนั้นเขาก็ทิ้งตัวนั่งลงและเปลี่ยนวิธีการคิดทันทีโดยเจาะจงไปที่แค่ใช้ความคิดไม่ใช่การกระทำ เขานึกย้อนไปว่าเขาทำอะไรไปบ้าง
“สิ่งที่ข้าได้ลองกระทำไปก็คือวิ่งไปทั่วห้องเพื่อหาเบาะแสใหม่ๆ นอกจากข้อความนั้น แต่ไม่เจออะไรเพิ่มต่อมาข้าได้ลองทำอะไรกับหินดู ขว้าง ปา ทุบ กัด ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปรู้เพียงแค่ว่ามันเปิดปิดไฟได้ ต่อมาข้าก็ทำอะไรต่างๆแบบสุ่มๆ เช่น เลีย ขัด โยนหมุน นั่งทับ เคาะ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเวลาก็ผ่านไปประมาณ10ชั่วโมงทำให้รู้เพิ่มว่าข้ามีร่างกายไม่ธรรมดาไม่หิวไม่เหน็ดเหนื่อย.....หืม เดี๋ยวนะอย่าบอกนะว่า....”
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ทันทีและมองไปที่กำแพงรอบด้าน จากนั้นก็ลุกไปตรงกำแพงที่มีตัวอักษรสีขาวแล้วเอามือลูบเพื่อลบทันที แต่ตามที่คาดไว้มันเป็ตัวหนังสือที่เขียนโดยช็อคสีขาวธรรมดา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าอย่างงี้นี่เอง ขอให้เป็ไปตามที่ข้าคิด” จากนั้นเขาก็ได้จับหินผลึกสี่เหลี่ยมผืนผ้ากลืนลงท้องทันทีผ่านไป3วิ แสงจากผลึกก็ส่องทะลุทั้งร่างกายเขา
“ว่าแล้วเชียวคนสร้างมันโรคจิต มันคิดจะหลอกมาั้แ่แรกเลยเขียนข้อความแบบนั้นไว้ลวงให้คิดไปเรื่อย”
เขายิ้มทันทีและจากนั้นแสงสีขาวก็กลืนกินไปทั้งร่างเขา และร่างกายเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
จากนั้นห้องที่เปล่าตรงผนังที่เคยมีตัวอักษรสีขาวก็มีช่องประตูเปิดออกมา