คริสตัลที่นั่งรอและฟังที่ทั้งคู่คุยกันั้แ่ตอนที่ทำแผลเสร็จจนถึงเวลานี้เขาก็เริ่มที่จะง่วงขึ้นมาทีละนิด สติเริ่มที่จะหลุดลอยออกไป ภาพเบื้องหน้าก็เริ่มที่จะพร่าเลือนขึ้นทุกที
คริสตัลทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาหลังจากที่คิดว่าคงจะพูดคุยกันอีกนานระหว่างนี้เขาก็ควรที่จะหลับสักนิดคงไม่เป็อะไร เพราะหลังจากที่ทำแผลเสร็จแวมไพร์ตนนั้นก็ให้เขากินยาแก้ปวดและแก้อักเสบไป
และคริสตัลพึ่งรู้ตอนนั้นเองว่าพวกแวมไพร์รู้จักพวกยาที่มนุษย์ใช้กินและรักษาตัวเองด้วย
….
ทุกอย่างล้วนปรากฏอยู่ในสายตาของใครบางคนที่แทบไม่ละสายตาจากร่างที่มีกลิ่นหอมหวานตรงหน้าเลยสักนิดจนได้บทสรุปว่าควรที่จะพาเ้าตัวไปด้วย เพราะถ้าปล่อยไว้แบบนี้อาจจะตายโดยไม่รู้ตัวก็ได้
“เอาละพวกเราควรรีบไปกันได้แล้ว”
“เดียวข้าออกไปรอข้างนอกนะ”
“อืม”
ร่างสูงเดินเข้ามาหาไปคนที่กำลังนั่งหลับอยู่ด้วยความอ่อนเพลียก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง และปลุกอีกฝ่ายให้หลุดออกจากห้วงนิทรารมย์
“ตื่นได้แล้วนายก็ต้องไปกับเรา ที่นี่ไม่ปลอดภัย อีกแล้ว”
“อะ อื้อ หมายความว่าไงทะ ที่ว่าไม่ปลอดภัยนะ”
….
คริสตัลกล่าวถามออกไปด้วยน้ำเสียงงัวเงียเนื่องจากสติไม่อยู่กับร่าง และสงสัยในการกระทำของแวมไพร์ตรงหน้า
“ไม่ต้องถามมากถ้ายังอยากมีชีวิต” ร่างสูงส่งสายตามองไปรอบๆก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่กรอบรูปที่ตั้งอยู่บนหลังทีวี
“เก็บสิ่งที่จำเป็และนั่นคงสำคัญเอามันไปด้วย ฉันจะไปรอข้างนอก”
และไม่ว่าจะเพราะสาเหตุอะไรคริสตัลก็รีบทำตามที่อีกฝ่ายบอกทั้งๆที่เขาแถบจะหลับได้ทุกเวลาก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปที่ร่างสูงส่งสายตาเป็การบ่งบอกเป็นัยให้รู้ว่านี่คือสิ่งสำคัญที่หมายถึง
ในกรอบรูปนั่นมีตัวเขามีพ่อและแม่อยู่ด้วยกันคริสตัลยืนกอดมันและหลับตาลงสักพัก ก่อนกล่าวออกมา
“พ่อครับ แม่ครับตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของผม แต่ ” คริสตัลเช็ดน้ำตาออกก่อนที่จะพูดต่อ
“แต่ผมจะกลับมาฮึก กลับมาบ้านของเรานะครับ ฮือ”
“เราควรไปได้แล้ว”
“อะ! ครับ” คริสตัลรีบใส่กรอบรูปลงไปในเป้ที่มีเสื้อผ้าและของใช้อื่นๆรวมไปถึงอุปกรณ์ล้างแผลและทำแผลอีกเล็กน้อย ก็ได้เดินตามร่างสูงออกไปที่หน้าบ้านที่ตรงนั้น ไม่มีใครอยู่แล้วนอกจากค้างคาวที่บินผ่านไปมา
นั่นจึงทำให้คริสตัลสงสัยว่าเราจะเดินทางไปกันยังไงในเมื่อพวกเขาแวมไพร์กันหมด ยกเว้นตัวเขาเองที่เป็เพียงมนุษย์เพียงหนึ่งเดียวในคณะเดินทางครั้งนี้
“เดียวนะครับแล้วผมจะเดินทางไปกับพวกคุณยังไง”
“จับมือฉันไว้แล้วนายจะรู้เองแต่ก่อนอื่น”
“…” คริสตัลเงียบและมองร่างสูงอย่างตั้งใจ
“บ้านนี้คงมีความหมายกับนายมากสินะ”
“ครับ” คริสตัลตอบรับก่อนจะเงยหน้ามองบ้านตัวเองที่อยู่มาั้แ่เกิด ตอนนี้ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนเขาก็มักจะมองเห็นพ่อกับแม่เสมอราวกับว่าพวกท่านไม่เคยจากไปไหนไกลและตอนนี้ตรงหน้าของเขากลับมองเห็นพ่อกับแม่ยืนโบกมือมาให้พร้อมกับเอ่ยคำที่มักจะได้ยินประจำในตอนที่ต้องออกจากบ้านไป
‘กลับมาเร็วๆนะลูกพ่อกับแม่รออยู่รู้ไหม’
คริสตัลรู้ว่านั่นเป็แค่ความทรงจำแต่เขาเองก็ห้ามมันไม่ให้ไหลไม่ได้ั้แ่วันที่สูญเสียพ่อกับแม่ไป ไม่มีวันไหนที่จะไม่…
…คิดถึงพวกท่านเลย
“แล้วผมจะกลับมานะครับพ่อ แม่” คริสตัลพูดเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์เพื่อฝากคำพูดนั้นไปถึงคนที่ตัวเองรักในทันที
“เอาละไม่รู้ว่าเื่นี้จะจบเมื่อไหร่ แต่ขอให้รู้ไว้นายจะปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ฉัน”หลังจากที่ร่างสูงพูดประโยคนั่นจบก็ทำอะไรบางอย่างกับบ้านของเขา
..เวทมนต์เหรอ?
ใช่หรือเปล่านะแต่จะใช่ไม่ใช่ยังไงก็ไม่สำคัญเพราะตอนนี้นั้น กำลังปรากฏกำแพงโปร่งแสงขึ้นและมันกำลังล้อมรอบบ้านของเขาเอาไว้ตรงกลางราวกับจะปกป้องมันไว้
“คุณทำแบบนี้ทำไม”คริสตัลเอ่ยถามออกไป
“มันคือสิ่งสำคัญที่ต้องปกป้องไม่ใช่เหรอแลกกับการที่นายต้องไปจากที่นี่ชั่วคราว ฉันจะปกป้องมันไว้ให้เอง ไปกันเถอะ”
“แล้วเราจะไปกันยังไงในเมื่อพวกคุณคือแวมไพร์ แต่ผมเป็มนุษย์”
“แต่นายคืุ์พิเศษที่เืภายในกายเรียกพวกยูเปียร์มา”
“เอ๊ะ?”
“เอาละจับมือฉันไว้”
คริสตัลมองมือที่ยื่นออกมาอย่างชั่งใจถึงแม้จะยังสงสัยในคำพูดของอีกฝ่าย แต่ในเมื่อเลือกแล้วว่าจะไปก็ในเมื่อเตรียมพร้อมขนาดนี้แล้ว
“เชื่อใจฉันไหม”
“ผมต้องเชื่อใจคุณใช่ไหม”
“ใช่”
“งั้นผมเชื่อใจคุณ”
หลังจากที่พูดคำนั้นออกไปก็ได้วางฝ่ามือลงบนมือที่ยื่นออกมาในตอนนั้นเองที่ร่างสูงดึงตัวคริสตัลเข้าไป แล้วแนบริมฝีปากลงมาอย่างรวดเร็วและก่อนที่จะได้ทักท้วงอะไร ร่างกายของเขาและกระเป๋าก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลง
ร่างกายของคริสตัลหดเล็กลงร่างกายก็เบาลงราวกับบินได้ เขาหันมองไปรอบตัวอย่างตื่นใว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองสายตาก็ไปมองสบกับดวงตาสีดำประกายฟ้าเล็กน้อย
..แปลก
ค้างคาวอย่างนั้นเหรอหรือว่าเขาเองก็เป็ค้างคาวเหมือนกับอีกฝ่าย?
นั่นมันยิ่งทำให้คริสตัลอึ้งเข้าไปอีกจนเริ่มแน่ใจแล้วว่าค้างคาวสามารถใช้เวทมนต์ได้ แต่มันเป็ไปได้ยังไงกัน
ค้างคาวตัวนั้นบินรอบๆตัวคริสตัลก่อนราวกับจะส่งสัญญาณหากันและเหมือนมันได้ผล เพราะเขาสามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งนั้น ราวกับคำพูดที่บอกว่า
‘ได้เวลาแล้วเราไปกันเถอะ ตามฉันมาอย่าห่างจากฉัน’
และราวกับเข้าใจตรงกันไม่นานร่างของค้างคาวทั้งหก ก็โผล่บินตรงไปข้างหน้าพร้อมกันในทันที
ถึงแม้ว่าเวลาจะคลาดเคลื่อนจากที่กำหนดการไว้บ้างเนื่องจากเจอเื่ไม่คาดฝันระหว่างทาง
ไม่นานแดนมืดก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าและเมื่อกำแพงแบ่งเขตแดนนั้นใกล้เข้ามาค้างคาวตัวหนึ่งก็ได้บินเอียงวนกลับมาอยู่ด้านหลังของแขกที่พามา แล้วตอนนั้นเองหลังผ่านม่านกำแพงนั่นเข้าไป ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนอีกครั้ง
ร่างทั้งหกปรากฏขึ้นมาโดยที่หนึ่งในหกนั่นกำลังทำหน้าใเพราะร่วงหล่นจากความสูงนับร้อยเมตรอย่างไม่ตั้งใจ
“ว๊ากกกช่วยด้วยยย!!!”
เสียงะโดังลั่นทันทีและนั่นก็เรียกความสนใจจากประชากรชาวแวมไพร์ให้หันไปมองยังต้นเสียงจึงได้เห็นว่ากำลังมีอะไรตกลงมาจากที่สูงด้วยความเร็ว และด้วยความที่ยังคงมีกลิ่นเืติดตัวมามันจึงไม่ยากอะไรที่แวมไพร์ทั้งหมดจะตื่นตัว
….
แล้วก่อนที่อะไรจะเกินคาดไปมากกว่านี้ร่างขององค์ชายรัชทายาทอันดับที่ 1 นามว่า ลูคัสก็ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้วรับร่างนั้นไว้ได้ทันที
“ยินดีต้อนรับสู่แดนมืด”
“ว้าว! ข้าใแทบแย่แหนะท่านพี่ ฮ่าๆ” เสียงของวินเซนต์ดังขึ้นไม่ไกลเท่าไหร่
“หึ” ร่างสูงยิ้มขำออกมา ก่อนกระพือปีกค้างคาวอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
และหลังจากที่ลงสู่พื้นได้ลูคัสก็ได้ปล่อยร่างเล็กที่ตัวสั่นในอ้อมแขนลงกับพื้น
ตุบ!
‘หึถึงกับแข้งขาอ่อนเลยทีเดียว’
“ถวายบังคมองค์ชายลูคัสเซียสองค์ชายวินเซนติโน่ ตอนนี้ทุกคนกำลังรอพระองค์อยู่ที่ห้องโถงพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เรารู้แล้ว”
“นี่ๆนายยืนไหวหรือเปล่า ฉันช่วยได้นะ” วินเซนต์เข้าไปพยุงร่างที่อ่อนปวกเปียกที่นั่งอยู่บนพื้นขึ้นมา
“ขอบคุณ คะ ครับอะ องค์ชาย”
“ฮ่าๆนายนี่มันตลกจัง เรียกฉันว่า วินเซนต์ก็ได้นะ”
“ไปกันเถอะทุกคนรอนานแล้ว”
ลูคัสพูดออกไปโดยไม่คิดสนร่างเล็กและน้องชายตัวเองเลยสักนิดก่อนที่จะออกเดินนำไป
“ละแล้วผมต้องไปกับพวกคุณ ดะ ด้วยเหรอครับ” เสียงพูดเริ่มแ่เบาในตอนท้ายลูคัสจึงหันหน้ากลับไป
“ถ้ายังไม่อยากตายอย่าห่างจากฉัน จำไม่ได้หรือไง”
“คะ ครับเข้าใจแล้ว”