ไม่เป็นมันแล้วนางรองผู้แสนดี

    บทที่ 26 องค์ชายเชื้อสายชนเผ่า

    บทที่ 26 องค์ชายเชื้อสายชนเผ่า


    “หากเท่ากันก็ไม่มีใครได้ผลึกธาตุใช่หรือไม่” ศิษย์ผู้หนึ่งถามออกมา


    “แย่จริง…ข้าไม่อาจทำให้ทุกคนผิดหวังได้ เช่นนั้น…” ไป๋ลี่เฟยกล่าวจบก็เอียงหน้า นางหันไปจดจ้องเสิ่นหรงฮวาที่มีแววตาไหววูบ “ขออภัย” สิ้นคำของลี่เฟย ปราณน้ำเงินก็เข้มข้นขึ้น จนทุกคนต่างยอมรับว่าเป็นขั้นกลางปรากฏขึ้น


    “สำเร็จแล้วลี่เฟยน้องข้า” ไป๋ช่างชางที่กลัดกลุ้มเรื่องระดับของลี่เฟยมานาน เมื่อเห็นปราณน้ำเงินกลางก็กระโดดจนตัวลอย“น้ำเงินขั้นกลาง ดูไว้! เก่งที่สุดน้องข้า” 


    เสียงแสดงความยินดีดังคลอไปกับเสียงกรีดร้องไม่พอใจของหรงฮวา “ไม่จริงๆๆ ตำลึงของข้าได้หมดลงแน่! ไม่จริง นังลี่เฟย เจ้าคดโกงหรือไม่!!” 


    เสียงนั้นดังลั่นจนซินหยานเลือกที่จะดึงสหายออกไปจากลานวัดระดับ เพื่อหนีสายตาตำหนิของผู้คนรอบข้าง


    เมื่อกลุ่มของลี่เฟยที่เห็นว่า ไหนๆ ก็ได้มาที่ลานแล้ว จึงถือโอกาสต่อแถววัดปราณ ทำให้จิตใจของไป๋ลี่เฟยคิดถึงองค์ชายหกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว


    หากองค์ชายยังมาเรียน ป่านนี้จะระดับไหนแล้วกันนะ…

    .

    .

    .

    ลานกลางป่าเงียบสงบมีเพียงเสียงแมลงคลอเคลียมากับสายลมเอื่อยๆ ยิ่งฟ้ามืดลงความหนาวเย็นยิ่งทวีคูณ ในมือแข็งแกร่งถือจอกเหล้าพื้นบ้าน จ้าวโจวเฉิงไม่กล้าถามว่าทำมาจากสิ่งใด เมื่อถูกยื่นมาให้ดื่มสร้างความอบอุ่น เขาก็ดื่มตามคำสั่งของผู้เป็นตา


    องค์ชายหกที่หายหน้าไปจากเมืองหลวงเกือบสองปี ยืนอยู่กลางป่าลึกในฝั่งตะวันออกของแคว้น ซึ่งมีเผ่าอาลูอาศัยอยู่


    “ยิ่งมองยิ่งเห็นผิงอันในดวงหน้านี้” ผางปาผู้เป็นหัวหน้าชนเผ่าอาลู และเป็นตาแท้ๆ ของโจวเฉิงกล่าวขึ้น


    ชายชราผู้นี้ยอมออกจากผืนป่า เพื่อไปตามหลานชายเพียงผู้เดียวให้กลับมาถอนพิษคำสาปตามประเพณีของเผ่า มิเช่นนั้นหลานชายผู้นี้จะชีวิตสั้นลงกึ่งหนึ่งทุกครั้งที่ใช้พลังปราณ กว่าลูผางปาจะเข้าถึงตัวองค์ชายหกก็เกือบจะไม่ทันเวลาเสียแล้ว ทำให้จ้าวโจวเฉิงต้องจากมาอย่างรีบร้อน มีเวลาไล่บอกคนรอบข้างเพียงไม่นาน


    คำสาปปราณพิษนี้จะเกิดกับบุตรคนแรกที่เป็นชายของทุกคนในเผ่า เพราะความขุ่นข้องหมองใจของคนในอดีต ส่งให้คำสาปตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น เกิดเป็นค่านิยมขอพรให้ลูกคนแรกเป็นหญิง เพื่อให้ไม่ต้องเผชิญกับพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่กินเวลายาวนานเกือบสองปีเช่นนี้


    “ท่านตาโปรดเล่าเรื่องราวของท่านแม่ และเสด็จพ่อให้หลานฟังอีกคราได้หรือไม่” 


    “มารดาของเจ้าคือสตรีผู้มีใบหน้างดงามที่สุดในเผ่าอาลูของเรา นางฉลาด มีความสนใจเรียนรู้กับทุกสิ่งรอบตัว…” ผางปาอมยิ้มเมื่อนึกถึงบุตรสาวผู้เป็นดั่งดวงอาทิตย์อันสดใส


    ผางปาไม่เคยสนับสนุนให้ผิงอันรักกับชายผู้ตั้งตนเป็นโอรสสวรรค์อย่างฮ่องเต้เลย ความเชื่อของทางการขัดแย้งจากชาวชนเผ่าอย่างร้ายแรง


    เผ่าอาลูเชื่อว่าธรรมชาติคือพระเจ้าสูงสุด มนุษย์เป็นเพียงภาชนะให้ธรรมชาติได้แสดงความยิ่งใหญ่เท่านั้น และความเชื่อที่แตกต่างกันนี้อาจเป็นแรงดึงดูดให้คนทั้งสองยิ่งเข้าใกล้กัน ความงามและลักษณะนิสัยผนวกรวมกัน ผูกคนทั้งคู่เข้าหากันจนไม่อาจจับแยกบุตรสาวออกจากชายผู้นั้นได้ เพราะเผ่าอาลูไม่มีความเชื่อว่าต้องหาคู่ให้บุตรหลาน


    “หญิงชาวเผ่าเช่นผิงอันไม่อาจอยู่ในวังหลังได้เช่นสตรีในกรอบธรรมเนียมชาวจ้าว ตาบอกกล่าวต่อเสด็จพ่อของเจ้าแล้ว ผิงอันจึงถูกแอบซ่อนไว้ในผืนป่าแห่งนี้เช่นเดิม ข้าขอยืนยันว่าเจ้าเกิดมาจากความรัก ไม่ว่าใครจะพูดสิ่งใดที่มารดาของเจ้ามิถูกแต่งตั้งเป็นสนมอย่างถูกต้อง ขออย่าสนใจเพราะเรื่องนี้เป็นตาที่ร้องขอ ด้วยรู้จักผิงอันมากกว่าใคร” ผางปายกยิ้มขึ้นน้อยๆ


    “เหตุใดจึงไม่ร้องขอให้ตัวหลานอยู่ที่เผ่าต่อเล่าขอรับ” จ้าวโจวเฉิงที่อยู่ในป่ามาจนติดใจในความเงียบสงบเอ่ยถาม


    “ผิงอันต้องการให้เจ้าอยู่กับบิดา…เรื่องในอดีตผ่านไปแล้ว คืนนี้เป็นพิธีกรรมครั้งสุดท้ายแล้วล้างหน้าล้างตาให้พร้อมเถิด” ผางปาพยักหน้าครั้งหนึ่ง เหล่าคนจากเผ่าที่มีหน้าที่ดูแลพิธีกรรมก็ก้าวเข้ามา


    พิธีกรรมกินระยะเวลายาวนาน เพราะจะต้องฝึกพลังปราณและธาตุตามแบบฉบับของเผ่าร่วมด้วย มิเช่นนั้นการทำพิธีอาจถูกนับว่าเป็นโมฆะ


    จ้าวโจวเฉิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พิธีสุดท้ายนี้นับว่ายากเย็นกว่าครั้งไหน เพราะด่านที่ต้องฝ่าฟันมีใช่มาจากกำลังกายภายนอกแต่เป็นการฝ่าด่านภายในจิตใจ


    “ท่านตา…หากหลานมิได้กลับมา หลานดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยได้พบท่าน” องค์ชายหกแห่งแคว้นจ้าวรับโอสถต้มถ้วยหนึ่งมาถือไว้ในมือ เขาใช้เวลาจดจ้องอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะกลั้นใจยกดื่มจนหมดในคราวเดียว


    ยานี้คือยาที่ทำให้ร่างกายตกอยู่ในสภาวะคล้ายคนตาย เพื่อให้ผู้เข้าประกอบพิธีสามารถผ่านม่านเก้าดินแดนไปได้ บ้างก็สิ้นใจไปจริงๆ นับว่าอันตรายไม่น้อย แต่หากต้องงดใช้ปราณไปตลอดชีวิตก็มิอาจทำได้เช่นกัน


    จ้าวโจวเฉิงใช้หลังมือเช็ดขอบปาก จากนั้นก้าวขาลงไปนอนในหลุมดินที่ขุดไว้ด้วยตนเอง ชายที่เคยผ่านพิธีกรรมเดียวกันนี้หกคนเริ่มใช้มือตบตีร่างกาย พร้อมกับก้าวขาใช้ฝ่าเท้าย่ำกับผืนดิน ออกมาเป็นจังหวะกึกก้องน่าเกรงขาม


    ‘ตึง ตึงตึง ตึง ตึง ตึงตึง ตึง ตึงตึง’ หัวใจขององค์ชายหกบีบรัดตามจังหวะ ตาขององค์ชายหกเริ่มพร่ามัว ร่างกายหนักอึ้งสลับกับเบาวิวควบคุมได้ยาก เสมือนว่าร่างกายนี้มิใช่ของตนเองอีกต่อไป จนในที่สุดภาพทุกอย่างก็ดับวูบลง

    .

    .

    .

    องค์ชายหกลืมตาขึ้น รอบกายแสงสีคล้ายยามพลบค่ำ ทั้งที่ก่อนนอนลงในหลุมนี้เป็นเวลาดึกสงัด มีเสียงกระทืบเท้าในจังหวะเดียวกันกับในพิธีคลอเคลียให้รู้ว่าตนเองมีภารกิจใดในที่แห่งนี้


    ท่านหัวหน้าเผ่าผางปาย้ำเตือนให้เขาเดินตามเสียงเหล่านั้น ไม่ว่าเห็นหรือได้ยินสิ่งใดก็ห้ามหวั่นไหวคล้อยตาม สิ่งที่ปรากฏไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็เป็นเพียงภาพลวงตาให้ดวงจิตติดอยู่ในสถานที่แห่งนี้


    จ้าวโจวเฉิงปีนออกจากหลุมก็มีเสียงอ่อนหวานล่องลอยมาให้ได้ยิน “หลินไฉ่ลูกแม่” 


    องค์ชายหกไม่ได้สนใจหันมองด้วยรู้อยู่แล้วว่าหนึ่งในข้อทดสอบจะต้องมีภาพลวงของมารดาอย่างแน่นอน เขาจึงตั้งมั่นกับเสียงกระทืบเท้า ปรบมือจากไกลๆ เพื่อตัดเสียงสตรีที่แสร้งเป็นมารดาออกไป เดินตามลำธารที่ทอดยาวโดยไม่หันกลับไปมอง


    “องค์ชายจะปล่อยหม่อมฉันไว้ในที่แห่งนี้เพียงผู้เดียวหรือเพคะ” ครานี้ปรากฏภาพเงาสะท้อนของผู้ที่จ้าวโจวเฉิว ไม่คิดว่าจะได้พบเจอ ‘ไป๋ลี่เฟย’ ร่างเงาของลี่เฟยทุบม่านน้ำคล้ายว่าถูกกักขังไม่อาจออกมาได้ จนในที่สุดก็จมลงไปดั่งคนหมดอากาศหายใจ


    หลังจากนั้นก็เป็นสหายหลายคนปรากฏขึ้นมาในรูปแบบที่ต่างกันไป แต่ทว่าเมื่อถึงสุดปลายสายน้ำ มีเด็กชายผู้หนึ่งเดินมาดักไว้ด้านหน้า


    “เจ้าตายไปแล้ว” องค์ชายหกกล่าว


    “องค์ชายชั้นต่ำ!” เด็กชายผู้นั้นไม่รอช้าก่นด่าออกมาทันที


    “…” โจวเฉิงไม่โต้ตอบ


    “เจ้ามันฆาตกร” เด็กชายตัวน้อยผู้นั้นกล่าว


    องค์ชายหกชะงักเล็กน้อย เรียกให้สิ่งนั้นผุดรอยยิ้มน่าเกลียดน่ากลัวออกมา “ฆาตกร เจ้ามันเลือดเย็น ใจคด” ร่างของเด็กชายผู้นั้นค่อยๆ ทวีจำนวนขึ้น และมุ่งหน้ามารุมล้อมจ้าวหลินไฉ่เอาไว้


    เด็กเหล่านั้นพ่นคำว่าฆาตกรซ้ำไปซ้ำมา จนองค์ชายในวัยสิบหกปีรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปเป็นเด็กน้อยในวัยสี่หนาว จ้าวโจวเฉิงหยุดชะงักไม่กล้าก้าวเดินออกไปด้านหน้า เขากลับไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ทำบุตรขุนนางผู้หนึ่งถูกฝังทั้งเป็นโดยไม่ตั้งใจ


    ร่างสูงหดย่อลงขดตัวอยู่กอดเขา น้ำตาร่วงเผาะไม่อาจห้ามได้ ความคิดขององค์ชายหกไม่อาจจดจำเรื่องราวได้ชัดเจนนัก รู้เพียงว่าตนเล่นขุดดินอยู่กับสหาย จากนั้นก็มีนางกำนัลผู้หนึ่งเสนอให้ถมดินให้เต็มหลุมท้ายวัง


    จากนั้นสองสามวันก็มีศพถูกพบในหลุมนั้น นางกำนัลพยายามให้การว่าตัวของจ้าวโจวเฉิงไม่พอใจที่บุตรขุนนางผู้นั้นก่นด่าเรื่องชาติกำเนิด เมื่อผู้ใหญ่รอบตัวพูดซ้ำๆ ทำให้องค์ชายตัวน้อย เคยหลงเข้าใจว่าตนอาจเป็นผู้ก่อเหตุ แต่เพราะยังเด็กจึงอาจจำเหตุการณ์ไม่ได้


    ผู้ตรวจการจึงพิสูจน์โดยให้จ้าวโจวเฉิง และเด็กคนอื่นที่เล่นร่วมกันวันนั้นอย่างไป๋ช่างชาง และโอจินโม่ ทดลองขุดดินลากกระสอบน้ำหนักเท่าเด็กคนหนึ่งลงหลุมนั้น พร้อมต้องหาแผ่นไม้มาปิดร่างและนำดินกลบ พบว่าเด็กทั้งสามไม่อาจทำได้สำเร็จ และถูกสืบพบในภายหลังว่าสกุลอ๋ายอมฆ่าลูกตนเอง เพื่อใส่ร้ายทำลายสกุลเสิ่น หวังผลักดันสนมอ๋าขึ้นแทนที่


    เมื่อองค์ชายหกจดจำได้ถึงตรงนี้ สติที่หายไปกลับคืนมา เขาออกวิ่งมุ่งไปยังเสียงกระทืบเท้า สลัดเด็กชายสกุลอ๋าที่ตามมาจนหลุดออกได้


    เสียงนั้นนำทางจ้าวโจวเฉิงให้มาหยุดอยู่ตรงหน้าสตรีชราผู้สาปชนเผ่าอาลูไว้ เขาคุกเข่าก้มศีรษะจรดพื้นดินสีแดง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นรอคอยบนทดสอบสุดท้ายจากนาง


    สตรีเจ้าของใบหน้าเหี่ยวย่นจดจ้องด้วยดวงหน้าลังเล “เจ้ามาที่นี่อีกครั้งด้วยเหตุใด” 


    “ข…” ยังไม่ทันได้ตอบก็ถูกขัดไว้เสียก่อน


    “จดจำไว้ แล้วจงกลับไป!” 


    สิ้นเสียงของหญิงชราผู้นั้น ภาพซ้อนทับผุดขึ้นในความคิดของจ้าวโจวเฉิง เขาเห็นตนเองทดสอบกับท่านยายผู้นี้ ก่อนจะผสมรวมกับภาพเหตุการณ์นองเลือดระหว่างเผ่าอาลู และเผ่าฉู่ป้อของหญิงชราตรงหน้า ภาพเหล่านั้นปะทะเข้ามาดั่งธนูไฟพุ่งชนนับพันดอก ส่งให้หลินไฉ่สิ้นสติลงอีกครั้ง


    “เฮือก ท่านตา!” องค์ชายหกสูดหายใจเข้าจนเต็มปอดที่ไร้ลมหายใจมานาน จากนั้นร้องเรียกท่านตาของตนดังลั่นป่า เขาจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในมิติของหญิงชราผู้นั้นได้ถึงสองครั้ง


    เหตุการณ์น่าสับสนนี้ ทำให้เหล่าผู้อาวุโสในเผ่าต่างสับสน แต่สุดท้ายเมื่อไม่มีคำตอบใดก็จำต้องปล่อยวาง และให้โจวเฉิงกลับไปใช้ชีวิตของตนเองในเมืองหลวงดั่งที่ลูผิงอันต้องการ